อุโบสถและพระประธาน
อุโบสถหลังเก่าของวัดพระรูปมีขนาดไม่ใหญ่ เป็นอาคารก่ออิฐสอปูนขาวอย่างโบราณ เคยตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับอุโบสถหลังปัจจุบัน มีซุ้มใบเสมาขนาดใหญ่ตั้งอยู่โดยรอบ จากบันทึกคนเก่าคนแก่ในพื้นที่เล่าว่าอุโบสถหลังเก่าแต่เดิมเคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังประดับสวยงาม ซึ่งอาจเป็นงานที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าง่อยหรือหลังจากนั้นลงมาเล็กน้อยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้มีการบูรณะอุโบสถหลังเก่าอีกหลายครั้ง จนอุโบสถหลังนี้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก จึงต้องใช้สังกะสีมุงเป็นหลังคาและปิดเป็นผนัง แต่ก็ยังคงมีการใช้งานอยู่ ดังปรากฏในภาพถ่ายเก่าเป็นงานกฐินมีขบวนแห่ชาวบ้านเวียนรอบอุโบสถหลังนี้ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๘ พระธรรมธร จตฺตมโล (ดี ศรีขำสุข) หรือ หลวงพ่อดี ที่ได้รับมอบหมายภารกิจต่าง ๆ ของวัดจากพระอธิการคำ ถาวโร เจ้าอาวาสวัดพระรูปในขณะนั้น ได้เริ่มดำเนินการสร้างอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าบนตำแหน่งเดิม โดยได้ขยายพื้นที่อุโบสถหลังใหม่ออกให้กว้างใหญ่ขึ้น และยังคงพระประธานองค์เดิมไว้ ครั้งนั้นยังได้รื้อเอาอิฐจากอุโบสถหลังเก่าและอิฐเก่าในบริเวณวัดมาใช้สร้างอุโบสถด้วย มีเรื่องเล่าว่าในการขุดหลุมเสาอุโบสถนั้นมีชาวบ้านมาช่วยงานจำนวนมาก เนื่องจากหากขุดพบพระพิมพ์กรุวัดพระรูปก็เก็บเป็นของตนเองได้ โดยได้รับการอนุญาตจากหลวงพ่อดี ซึ่งในเวลานั้นพระกรุวัดพระรูปเป็นที่นิยมและมีราคาสูง โดยเฉพาะพระขุนแผน ทำให้งานขุดรากฐานอุโบสถหลังใหม่เสร็จอย่างรวดเร็ว ทำพิธียกช่อฟ้าอุโบสถหลังใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ และทำพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓
พระพุทธรูปประธานเป็นองค์ดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้างอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปั้นปูนปิด มีการซ่อมแซมครั้งหลังสุดในคราวสร้างอุโบสถหลังใหม่ พุทธลักษณะในปัจจุบันมีพระเศียรรูปทรงค่อนข้างเหลี่ยม รับกับกรอบพระพักตร์ที่ค่อนข้างเหลี่ยม พระรัศมีเปลวลักษณะเป็นพุ่มสั้นมีวงแหวนยอดแหลมรองรับ เม็ดพระศกค่อนข้างเล็กขมวดเป็นก้นหอย มีไรพระศกเป็นแถบแบนค่อนข้างกว้าง แนวไรพระศกด้านหน้าเป็นเส้นตรง ส่วนที่พาดผ่านมาที่ขมับเป็นมุมแหลม พระนลาฏมีลักษณะแบนเรียบและแคบ พระขนงเป็นเส้นสันนูนต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ เปลือกพระเนตรอูมโปนมาก มีเส้นแบ่งระหว่างเปลือกพระเนตรและพระขนง พระนาสิกยาวโด่งเป็นสัน พระโอษฐ์หนาเป็นเส้นตรง มุมพระโอษฐ์ตวัดขึ้นเล็กน้อย พระหนุเหลี่ยมรับกับกรอบพระพักตร์ พระกรรณหนาและใหญ่ พระวรกายมีลักษณะสมบูรณ์ค่อนข้างเตี้ยตัน บั้นพระองค์ค่อนข้างใหญ่ พระพาหาตั้งตรง ครองจีวรห่มเฉียง ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาวางตรง พระกรขวาวางบริเวณหน้าแข้ง นิ้วไม่ยาวจรดฐาน พระชงฆ์เป็นสันตรงในลักษณะประดิษฐ์ไม่เป็นธรรมชาติ แม้พระพุทธรูปองค์นี้จะได้รับการซ่อมแซมเมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังพอจะเห็นเค้าของพระพุทธรูปศิลปะพื้นเมืองสุพรรณภูมิ ซึ่งน่าจะมีรากฐานมาจากศิลปะทวารวดีและศิลปะเขมรที่แพร่หลายอยู่ในพื้นที่ โดยได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยเข้ามาผสมผสานแล้ว อาจกำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ร่วมสมัยกับศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น นับเป็นตัวอย่างพระพุทธรูปสำคัญของเมืองสุพรรณภูมิ
เอกสารอ้างอิง
เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์, “จุดเริ่มต้นตำนาน-ความเชื่อของพระนอน”, มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๖-๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒.
เชษฐ์ ติงสัญชลี, สังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญทางพุทธประวัติในอินเดีย-เนปาล (กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพลส, ๒๕๕๖.)

