เก๋งจีนวัดพระรูป

เก๋งจีนวัดพระรูป ตามคำบอกเล่าของลูกหลายผู้สร้างเก๋งจีนเล่าว่า ผู้สร้างเก๋งจีนคือ นายซุ่นจุ้ย แซ่เฮง (ต้นตระกูล นิธยายน) ชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองจีน เข้ามาสร้างครอบครัวที่เมืองสุพรรณบุรี ได้สร้างเรือนแพอาศัยอยู่เหนือวัดพระรูปขึ้นไปทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) มีอาชีพค้าขายข้าวโดยส่งข้าวเปลือกเข้ากรุงเทพฯ จนมีฐานะร่ำรวยมั่นคง กระทั่งใน พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงได้สร้างเก๋งจีนไว้ที่วัดพระรูป เพื่อเป็นอาคารสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวนเท่ากับอายุของผู้สร้างตามคติความเชื่อ
อาคารเก๋งจีนตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเจดีย์ บนเนินที่เป็นฐานของอาคารเก่า หันหน้าทางทิศตะวันออกลงสู่แม่น้ำสุพรรณบุรี ขนาดอาคารกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๗ เมตร ด้านหน้าอาคารเป็นลานโล่งมีพื้นที่ประมาณ ๑๐x๑๐ เมตร โดยมีกำแพงแก้วเตี้ย ๆ กั้นเป็นขอบเขต มีทางขึ้นลง ๓ ทางคือ ทิศตะวันออกเป็นทางเข้าออกหลัก ทิศใต้ และทิศเหนือซึ่งเชื่อมต่อกับเจดีย์ ภายในอาคารเก๋งจีนถูกออกแบบให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวนมาก โดยทำฐานชุกชีขนาดใหญ่ชิดกับผนังอาคารด้านทิศตะวันตก สำหรับประดิษฐานพระประธานหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทำฐานสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปไว้โดยรอบ บนผนังอาคารเก๋งจีนยังมีการตกแต่งด้วยภาพเขียนตามแบบศิลปะจีน โดยปัจจุบันยังคงปรากฏร่องรอยภาพลายเส้นบนผนังด้านทิศตะวันออก นอกจากนี้ คงมีการก่อสร้างสิ่งอื่นๆ ที่แวดล้อมอยู่ด้วย ดังปรากฏภาพถ่ายเก่าซุ้มประตูของวัดพระรูปที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเก๋งจีน มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบจีนคล้ายกับเก๋งจีน
ในครั้งสร้างเก๋งจีนนั้น สันนิษฐานว่ามีการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปเก่าภายในวัดพระรูปที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปหินทรายที่มีขนาดต่าง ๆ กัน ให้ได้พระพุทธรูปจำนวนเท่ากับอายุของผู้สร้าง เพื่อนำไปประดิษฐานในเก๋งจีนตามคติความเชื่อของผู้สร้าง ดังในปัจจุบันยังคงปรากฏร่องรอยหลักฐานเหลืออยู่ คือพระพุทธรูปประธานของเก๋งจีนซึ่งเป็นหินทรายหลายชิ้นประกอบกันที่ได้รับการบูรณะตกแต่งผิวใหม่ด้วยปูนปั้น และพระพุทธรูปขนาดเล็กลดหลั่นกันจำนวนหลายองค์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านข้างพระประธาน รวมถึงชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายจำนวนมากที่ชำรุดเสียหายกระจายอยู่ทั่วอาคารเก๋งจีน จนกล่าวได้ว่าเก๋งจีนแห่งนี้คือวิหารพระพุทธรูปของวัดพระรูปในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๒๕
เก๋งจีนวัดพระรูป ในอดีตเคยเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนที่งดงามและยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาวจีน และสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของพหุสังคมที่มีเอกลักษณ์ของเมืองสุพรรณบุรีในช่วงเวลานั้น
