โบราณสถานพระพุทธไสยาสน์

พระพุทธไสยาสน์วัดพระรูป ตามตำนานพื้นเมืองสุพรรณบุรีเล่าว่า เมื่อครั้งที่ขุนแผนยังบวชเป็นเณร (เณรแก้ว) อยู่ที่วัดป่าเลไลยก์ พระอาจารย์วัดป่าฯ ใช้ให้เณรแก้วไปตักน้ำที่แม่น้ำ เณรแก้วได้มาตักน้ำที่ท่าน้ำวัดพระรูป แต่ก็แอบมานอนหลับ ต่อมาจึงได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้น ณ ที่นั้น เป็นตำนานของพระพุทธไสยาสน์วัดพระรูป ซึ่งชาวพื้นเมืองในอดีตนิยมเรียกว่า พระนอนเณรแก้ว
องค์พระพุทธไสยาสน์ก่อด้วยอิฐฉาบผิวด้วยปูนโบราณ ประทับไสยาสน์พิงผนังวิหารอยู่บนฐานเขียงเตี้ยๆ พระเศียรหันไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระวรกายเอียงหงายเล็กน้อย ครองจีวรบางแนบพระวรกาย พระบาทวางซ้อนเหลื่อมปลายเล็กน้อยลักษณะพระพักตร์รีคล้ายผลมะตูม เม็ดพระศกขนาดเล็กขมวดเป็นก้นหอย พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมีมีกลีบบัวรองรับ พระขนงเป็นวงโค้ง พระนาสิกโด่งยาวปลายงุ้ม พระหนุเป็นวง พระโอษฐ์อย่างกระจับ ไรพระศกเป็นเส้นขนาดเล็ก พระเนตรเหลือบต่ำ ผ้าสบงบางแนบพระวรกาย ชายผ้าสบงลักษณะคล้ายหางปลา พระวรกายทุกส่วนสมบูรณ์ ความยาวตั้งแต่พระรัศมีถึงพระบาทประมาณ ๑๓.๖๕ เมตร ความสูงประมาณ ๓.๔๕ เมตร พุทธศิลป์ของพระพุทธไสยาสน์องค์นี้แสดงถึงศิลปะสมัยสุพรรณภูมิ กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยาตอนต้น นับเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุดของเมืองสุพรรณภูมิในอดีต
การที่พระพุทธไสยาสน์วัดพระรูปหันพระเศียรไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีความหมายถึงการประทับสีหไสยาสน์ของพระพุทธเจ้า ตามคติความเชื่อที่เริ่มขึ้นในสมัยสุโขทัย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งสืบทอดมาจากลังกาสมัยเมืองโปโลนนารุวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘) ประกอบกับลักษณะของวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบๆ ด้านหน้าพระพุทธไสยาสน์มีพื้นที่กว้างประมาณ ๒ เมตร มีผนังทึบทั้งสี่ด้านโดยผนังด้านพระเศียรและพระบาทมีช่องประตู จึงมีความหมายถึงพระพุทธเจ้าประทับสีหไสยาสน์ในคันธกุฎี เอกลักษณ์ของพระพุทธไสยาสน์วัดพระรูปคือ การประทับสีหไสยาสน์สอดคล้องตามเนื้อหาในคัมภีร์ ที่นอกจากการประทับไสยาสน์ตะแคงขวาด้วยอาการสงบมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลาตามรูปแบบพระพุทธไสยาสน์ทั่วไปแล้วนั้น ยังแสดงอาการสีหไสยาสน์อย่างเป็นธรรมชาติ โดยวางพระบาทเหลื่อมพระบาท อันเป็นการช่วยพยุงพระวรกายและพระบาทให้ทรงประทับไสยาสน์อยู่ได้นาน
