ประวัติศาสตร์และพัฒนาการ

บทความ
E-BOOK
อัลบั้มรูป

บทความ

แรกสร้างวัดในสมัยสุพรรณภูมิ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙)

แรกสร้างวัดในสมัยสุพรรณภูมิ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙)

            สุพรรณบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ที่สำคัญแห่งหนึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-เจ้าพระยา มีประวัติความเป็นมายาวนานสืบย้อนกลับไปได้อย่างน้อยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ และเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในชื่อเมือง “สุพรรณภูมิ” ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสถาปนากรุงศรีอยุธยาบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ความสำคัญของเมืองสุพรรณภูมิคงมีอยู่อย่างน้อยในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยา 
            แม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านสมัยสุพรรณภูมิมานาน แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีร่องรอยหลักฐานอารยธรรมสุพรรณภูมิหลงเหลืออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัดพระรูปที่สถาปนาขึ้นในสมัยสุพรรณภูมิราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ยังคงปรากฏหลักฐานโบราณสถานโบราณวัตถุในสมัยสุพรรณภูมิอยู่เป็นจำนวนมาก จึงนับได้ว่าวัดพระรูปเป็นตัวแทนของวัดสมัยสุพรรณภูมิที่สมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน เป็นประตูย้อนไปสู่อารยธรรมสุพรรณภูมิ

แรกเริ่มประวัติศาสตร์ “สุพรรณภูมิ”
            “สุพรรณภูมิ” เป็นทั้งชื่อแว่นแคว้น/รัฐโบราณ และเป็นชื่อเดิมของเมืองสุพรรณบุรี ในยุคก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ แต่เดิมเคยมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเมือง “สุพรรณภูมิ” กับ “อู่ทอง” คือเมืองเดียวกัน ข้อเท็จจริงก็คือสุพรรณภูมิเป็นเมืองที่ขึ้นมามีบทบาทแทนที่อู่ทองนับตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และมีพัฒนาการที่ร่วมสมัยกับละโว้–อโยธยาทางซีกตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่สุพรรณภูมิครองความเป็นใหญ่อยู่ทางตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมบริเวณลุ่มแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) อำนาจสุพรรณภูมิเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขการผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างพุทธศาสนาแบบทวาราวดี ทั้งลัทธิมหายานและหินยานแบบเถรวาทและลัทธิฮินดู ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๙[1] ที่สำคัญคือการเข้ามาผสมกลมกลืนของกลุ่มคนไทยที่เคลื่อนย้ายเข้ามาจากดินแดนทางตอนบนในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เมื่อประกอบกับอิทธิพลขอมที่เรืองอำนาจในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สิ่งนี้ส่งผล ต่อพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมตลอดจนภาษาของรัฐสุพรรณภูมิที่เป็นการผสมผสานระหว่าง อารยธรรมแบบขอม – มอญและไทยและพูดภาษาไทย ต่างกับทางละโว้ – อโยธยา ที่ใกล้ชิดอารยธรรมขอมมากกว่า และพูดภาษาเขมร[2]

รัฐโบราณในดินแดนประเทศไทยและใกล้เคียง ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๑๘๙๓ รัฐสุพรรณภูมิ (หมายเลข ๙) ครองความเป็นใหญ่ในซีกตะวันตกของดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครอบคลุมบริเวณลุ่มแม่น้ำสุพรรณบุรี (ท่าจีน) ในปัจจุบัน
ที่มาภาพ: สุจิตต์ วงษ์เทศ, กรุงสุโขทัยมาจากไหน ? (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๘), ๑๕๑

“สุพรรณภูมิ” ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ (พ.ศ. ๑๘๒๖)
            นาม “สุพรรณภูมิ” ปรากฏครั้งแรกในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ (จารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. ๑๘๒๖) ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๗-๒๒ ที่กล่าวถึงอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ความว่า “... มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวันออก รอด สรลวง สองแคว ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของเถิงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว เบื้(อ)งหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว...”[3] แสดงให้เห็นว่า สุพรรณภูมิเป็นเมืองมาแล้วอย่างน้อยในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ร่วมสมัยกับเมืองสุโขทัยและก่อนการตั้งกรุงศรีอยุธยา   

ภูมิกายภาพของเมืองสุพรรณภูมิ – ความสัมพันธ์ระบบ “เมืองคู่”
            ภูมิกายภาพของผังเมืองสุพรรณภูมิมีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกับผังเมืองที่ร่วมสมัย เดียวกัน เช่น แพรกศรีราชา เพชรบุรี ราชบุรี ซึ่งเป็นเมือง/แว่นแคว้นทางซีกตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา สัณฐานเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ยังคล้ายคลึงกับอโยธยาศรีรามเทพนคร เมืองสำคัญของแว่นแคว้นทางซักตะวันออก ตัวเมืองสุพรรณภูมิมีขนาด ๓,๖๐๐ x ๑,๙๐๐ เมตร ด้วยข้อสันนิษฐานถึงการมีคูน้ำกำแพงเมืองล้อมรอบครอบคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี เมืองนี้จึงเป็น “เมืองอกแตก” ที่มีแม่น้ำผ่ากลางไหลผ่านจากเหนือลงใต้[4] ที่ตั้งของพระราชวังและวัดสำคัญต่างๆ เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุรวมถึงวัดพระรูป ล้วนอยู่ทางฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ดอนมากกว่า ทั้งนี้ ร่องรอยของกำแพงเมืองคูน้ำทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี ที่หลงเหลืออยู่อย่างชัดเจนมีลักษณะโอบล้อมคล้ายรั้วขนาดใหญ่ เป็นที่มาของคำว่า “รั้วใหญ่” ในคำเรียกของชาวบ้าน และต่อมากลายเป็นชื่อ ตำบลรั้วใหญ่ ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี[5]
            ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙  ระบบการเมืองของสุพรรณภูมิแรกเริ่มคือรูปแบบความสัมพันธ์ระบบ “เมืองคู่” ที่ใกล้ชิดกับ แพรกศรีราชา หรือ เมืองสรรคบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท) ซึ่งมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคปลายทวารวดีและเติบโตจากการขยายตัวของสุพรรณภูมิมาตามแม่น้ำสุพรรณบุรี และแม่น้ำน้อยขึ้นไปทางเหนือ ทั้งนี้ ระบบ “เมืองคู่” ภายใต้ความสัมพันธ์ของผู้นำกลุ่มเดียวกันเป็นทั้งวิธีขยายเครือข่ายอำนาจและการรวมทรัพยากรของเมืองทั้งสองตลอดจนเมืองบริวาร สิ่งนี้ยังเป็นฐานที่ทำให้สุพรรณภูมิมีพัฒนาการไปสู่ความเป็น “อาณาจักร” ในเวลาต่อมา[6]

ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงที่ตั้งและผังเมืองสุพรรณภูมิ ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในรูปจะเห็นแนวคูน้ำคันดินชัดเจนทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี รวมถึร่องรอยแนวคูน้ำลางๆ ทางฝั่งตะวันออก อันเป็นที่มาของข้อถกเถียงว่า สุพรรณภูมิเป็นเมือง “อกแตก” หรือไม่
ที่มาภาพ: วารสารเมืองโบราณ, ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-กรกฎาคม ๒๕๒๖), ๕.

เจดีย์วัดพระรูป หลักฐานการสร้างวัดในสมัยเมืองสุพรรณภูมิช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙
            วัดพระรูปมีเจดีย์เก่าแก่ขนาดใหญ่องค์หนึ่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัด จากตำแหน่งที่ตั้งเจดีย์เมื่อเทียบกับแผนผังของวัดแล้ว ยังไม่อาจระบุชัดเจนได้ว่าเป็นเจดีย์ในตำแหน่งใดของเขตพุทธาวาส กล่าวได้ว่าเป็นเจดีย์เก่าแก่องค์หนึ่งที่อยู่ในพื้นที่วัด
            การก่อสร้างฐานรากเจดีย์วัดพระรูปมีวิธีการที่เรียบง่าย ฐานรากเป็นดินเหนียวอัดแน่นซึ่งเป็นชั้นดินธรรมชาติ จากนั้นถมทรายปรับพื้นที่ แล้วจึงสร้างฐานเจดีย์ การสร้างเจดีย์ใช้วิธีการก่ออิฐ ใช้ดินสอและจึงฉาบปูนทับ การเรียงอิฐใช้วิธีวางอิฐแนวยาวสลับแนวขวาง มีโครงสร้างภายในเป็นโพรง ไม่ทึบตัน มีการถากอิฐเป็นแนวเฉียงเพื่อปั้นปูนเป็นบัว และมีการถากอิฐเป็นสันแหลมเพื่อปั้นปูนเป็นลูกแก้วอกไก่

เจดีย์วัดพระรูปในปัจจุบัน หลังได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร ตั้งอยู่ที่วัดพระรูป ภายในตัวเมืองโบราณสุพรรณ นับเป็นหลักฐานสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของสมัยสุพรรณภูมิ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ 

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์วัดพระรูป   
            ส่วนฐาน ประกอบด้วย ฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสทรงสูง ต่อด้วยฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสองซ้อนลดหลั่นกัน ๒ ชั้น ต่อด้วยฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมย่อมุมยี่สิบ ต่อขึ้นด้วยฐานบัวลูกแก้วในผังสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมสิบสอง ที่ยืดท้องไม้สูงและประดับลูกแก้วอกไก่ ๒ เส้น ด้านทิศตะวันออกก่อเป็นมุขยื่นออกมาจากฐานเขียงและฐานบัวลูกแก้ว มุขนี้มีบันไดขึ้นลงไปสู่ลานด้านหน้า สันนิษฐานว่าในมุขประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า การทำฐานบัวลูกแก้วในผังสี่เหลี่ยมย่อมุม ที่ยืดท้องไม้สูงและประดับลูกแก้วอกไก่ ๒ เส้น พบเป็นที่นิยมอยู่ในศิลปะล้านนา 
            ส่วนกลาง เป็นเรือนธาตุซ้อน ๒ ชั้น ทำให้เจดีย์มีรูปทรงสูงเพรียว และเป็นรูปแบบพิเศษของกลุ่มเจดีย์ทรงปราสาทยอด เรือนธาตุชั้นล่างอยู่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านยกเก็จแล้วทำซุ้มจรนำเพื่อประดับพระพุทธรูปประทับยืน ลักษณะซุ้มพระมีแนวอิฐเป็นวงโค้ง รอบเรือนธาตุประดับลูกแก้วอกไก่ส่วนบน ๒ เส้นและส่วนล่าง ๒ เส้น และมีการประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ส่วนที่ชำรุดสูญหายไปสันนิษฐานว่ามีการประดับเสาติดผนังที่มุม ส่วนบนของเรือนธาตุทำเป็นหลังคาลาด และมีซุ้มเหนือช่องจรนำ   
            เรือนธาตุชั้นบนอยู่ในผังแปดเหลี่ยม แต่ละด้านทำซุ้มจรนำเพื่อประดับพระพุทธรูปประทับยืน รอบเรือนธาตุประดับลูกแก้วอกไก่ส่วนบน ๒ เส้นและส่วนล่าง ๒ เส้น และมีการประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ลักษณะองค์พระเป็นโกลนอิฐพอกปูน ส่วนที่ชำรุดสูญหายไปสันนิษฐานว่าส่วนบนของเรือนธาตุทำเป็นหลังคาลาด มีซุ้มเหนือช่องจรนำ นักวิชาการวิเคราะห์ว่า การทำซุ้มจรนำประดับพระพุทธรูปทั้งแปดด้าน คล้ายกับรัตนเจดีย์ในศิลปะสมัยหริภุญชัยที่วัดจามเทวี จ. ลำพูน[7]
            ส่วนยอด อยู่เหนือเรือนธาตุ ประกอบด้วย ส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวคว่ำ-บัวหงายอยู่ในผังแปดเหลี่ยมจำวน ๒ ชั้นซ้อนลดหลั่นกัน มีลูกแก้วอกไก่ประดับท้องไม้ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวปากระฆังอยู่ในผังกลม ต่อขึ้นด้วยองค์ระฆังขนาดค่อนข้างเล็กอยู่ในผังกลมทรงยืดสูงเพรียว การก่อองค์ระฆังใช้อิฐรูปสี่เหลี่ยมคางหมู บัลลังก์อยู่ในผังแปดเหลี่ยม ต่อด้วยก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน เหนือขึ้นไปจากนี้ชำรุดสูญหาย มีร่องรอยการประดับลวดลายปูนปั้นบนส่วนยอด       

เจดีย์วัดพระรูป: เจดีย์ทรงปราสาทยอด     
            เจดีย์วัดพระรูปมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมจัดอยู่ในกลุ่ม “เจดีย์ทรงปราสาท” อันหมายถึง เจดีย์ที่มีเรือนหลายชั้นซ้อนกัน หรือที่มีหลังคาลาดหลายชั้นซ้อนลดหลั่นกัน ซึ่งมีแบบที่แตกต่างกันออกไปอีกหลายแบบ ส่วนสำคัญของเจดีย์ทรงนี้คือการทำเรือนธาตุเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป โดยจะประดิษฐานไว้ในห้องคูหาที่ลึกเข้าไปในเรือนธาตุหรือจะไว้ในซุ้มจรนำที่ผนังเรือนธาตุก็ได้
            ทั้งนี้ เหนือเรือนธาตุขึ้นไปมักจะเป็นชั้นซ้อนของหลังคา และต่อยอดเป็นกรวยที่มีองค์ระฆังเป็นส่วนประกอบสำคัญ แต่โดยทั่วไปปราสาทจะหมายถึงเรือนชั้นซ้อนโดยไม่จำเป็นต้องมียอดแหลม ดังนั้นการที่เจดีย์ทรงปราสาทมีการต่อยอดกรวยขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง จึงนิยมเรียกเจดีย์ทรงนี้อีกชื่อด้วยว่า “เจดีย์ทรงปราสาทยอด”

เจดีย์วัดพระรูป: พุทธสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ของเมืองสุพรรณในพุทธศตวรรษที่ ๑๙  
            กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูปใน พ.ศ. ๒๕๓๔ และได้บูรณะเจดีย์วัดพระรูปใน พ.ศ. ๒๕๓๗ พบฐานเจดีย์ครั้งแรกสร้างและหลักฐานต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์ สันนิษฐานว่าเจดีย์วัดพระรูปคงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยมีรูปแบบคลี่คลายมาจากเจดีย์วัดพระแก้ว อ. สรรคบุรี จ. ชัยนาท ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุที่พบ[8]  
            การศึกษาที่ผ่านมามีนักวิชาการให้ความสนใจเจดีย์วัดพระรูปไม่น้อย ในอดีต น. ณ ปากน้ำ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยสุพรรณภูมิเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ ๑๘[9] ต่อมา ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม วิเคราะห์ลวดลายปูนปั้นประดับที่ยังหลงเหลืออยู่ เชื่อว่าเจดีย์วัดพระรูปเป็นงานในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่สืบเนื่องจากเจดีย์วัดพระแก้วเมืองสรรคบุรี โดยมีขนาดเล็กกว่าและย่นย่อองค์ประกอบต่าง ๆ ลง[10]
            ศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ วิเคราะห์รูปแบบเจดีย์ทรงปราสาทยอดวัดพระรูปว่า ที่มุมทั้งสี่เหนือเรือนธาตุน่าจะประดับเจดีย์จำลอง (สถูปิกะ) ทำให้เป็นเจดีย์ทรงปราสาท ๕ ยอด น่าจะมีที่มาจากเจดีย์ทรงปราสาท ๕ ยอดในศิลปะล้านนา โดยมีรูปแบบคล้ายกับเจดีย์วัดพระแก้ว อ. สรรคบุรี จ. ชัยนาท เจดีย์ลักษณะนี้นับเป็นรูปแบบใหม่ที่รับรูปแบบมาจากศิลปะล้านนา โดยผสมระหว่างเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอดที่มีเรือนธาตุสี่เหลี่ยมและประดับเจดีย์จำลองที่พบในสมัยล้านนาตอนต้น (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙) กับเจดีย์ทรงปราสาทยอดในผังแปดเหลี่ยมที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยหริภุญชัย (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และปรากฏในศิลปะล้านนาระยะแรก ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐) ทั้งนี้ส่วนยอดที่เป็นเจดีย์ทรงระฆัง มีชุดบัวคว่ำ-บัวหงาย ๓ ชั้นรองรับองค์ระฆัง ยังเป็นรูปแบบที่พบในศิลปะล้านนาเช่นกัน ประกอบกับยังมีอิทธิพลศิลปะสุโขทัยปรากฏร่วมด้วย ได้แก่ กรอบซุ้มหน้านาง และพระพุทธรูปที่เป็นแบบอู่ทองรุ่น ๓ ที่มีอิทธิพลศิลปะสุโขทัยแล้ว เจดีย์รูปแบบใหม่นี้นิยมในบริเวณเมืองสรรคบุรีลงมาสุพรรณบุรี เจดีย์รูปแบบนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐[11]
            อย่างไรก็ดี จารึก วิไลแก้ว นักโบราณคดีวิเคราะห์ว่า พัฒนาการของกลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยมเมืองสุพรรณบุรี มีรากเหง้ามาจากกลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมของเมืองอู่ทอง ที่เป็นเจดีย์สมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖) โดยหลังจากเมืองอู่ทองล่มสลาย กลุ่มชนเมืองอู่ทองมิได้สูญหายไปไหน แต่ได้เคลื่อนย้ายไปรวมกลุ่มในลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำสุพรรณบุรี บ้านหนองแจง เนินทางพระ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ วัฒนธรรมเขมรได้เข้ามามีอิทธิพลในบริเวณนี้ จึงเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมอยู่ช่วงหนึ่ง ได้พบหลักฐานศิลปะลพบุรี (เขมรในประเทศไทย) อย่างกว้างขวางในบริเวณดังกล่าว และเป็นรากเหง้าของอิทธิพลศิลปะลพบุรีที่คงเหลือต่อมาในสมัยหลัง ร่วมสมัยเดียวกับกลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยมในเมืองสุพรรณ สำหรับเจดีย์วัดพระรูปจัดอยู่ในกลุ่มเจดีย์ที่มีฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยม ส่วนด้านบนเป็นแปดเหลี่ยม อาทิ เจดีย์วัดแร้ง เจดีย์วัดมรกต คงจะมีพัฒนาการขึ้นจากกลุ่มโบราณสถานแปดเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมในสมัยทวารวดีตอนปลาย องค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างแบบเจดีย์วัดพระรูป มักพบในกลุ่มโบราณสถานเมืองอู่ทอง โดยเกิดการพัฒนาแนวคิดในการสร้างเจดีย์ โดยการผสมผสานโครงสร้างเจดีย์แบบสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยมเข้าด้วยกัน และขยายโครงสร้างในส่วนแปดเหลี่ยมสูงขึ้นไป รวมทั้งองค์ระฆังบัลลังก์และปล้องไฉน มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ร่วมสมัยกับกลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยมตั้งแต่ชั้นล่างสุด อาทิ เจดีย์ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เจดีย์วัดพระอินทร์ เจดีย์วัดไก่เตี้ย กลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยมในสุพรรณได้กระจายขึ้นไปทางเขตภาคกลาง เช่น วัดพระแก้ว วัดมหาธาตุ อ. สรรคบุรี จ. ชัยนาท สำหรับเจดีย์วัดพระแก้วเมืองสรรคบุรีนั้น มีรูปแบบคล้ายเจดีย์วัดพระรูป โดยมีอายุหลังกว่าวัดพระรูป แต่ยังคงรักษาโครงสร้างทรงสูงของเจดีย์ไว้ได้[12]  

โบราณวัตถุประเภทเศษภาชนะดินเผาที่พบในการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป   
            ในการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูปของกรมศิลปากร[13] ยังได้พบโบราณวัตถุประเภทเศษภาชนะดินเผาจำนวนหนึ่ง แบ่งเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ประเภทเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน (Earthenware) พบมากที่สุด เนื้อค่อนข้างหยาบมีทรายปน เผาอุณหภูมิค่อนข้างต่ำสุกไม่ตลอด ส่วนใหญ่ผิวสีแดงส้มเนื้อดิน มีทั้งแบบผิวเรียบและผิวมีลวดลายตกแต่ง อาทิ ชิ้นส่วนภาชนะหม้อก้นกลมผิวเรียบ  
            ประเภทเศษภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง (Stoneware) พบน้อยกว่าชนิดเนื้อดิน ในชั้นดินตอนล่างที่เป็นชั้นดินร่วมสมัยกับการสร้างเจดีย์ครั้งแรก ส่วนใหญ่เนื้อค่อนข้างหนา เนื้อดินหยาบมีทรายปน ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ตกแต่งผิวด้วยลวดลายกากบาทแล้วเขียนสีแดงทับ ลายรูปกลีบบัว ลายคล้ายเม็ดข้าว ฯลฯ เผาสุกทั่วกัน ผิวมีสีเทา อาทิ เศษภาชนะประเภทไหหรือหม้อปากกว้างก้นกลม โดยพบว่ามีที่มาจากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ต. พิหารแดง อ. เมืองสุพรรณ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับวัดพระรูป มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๓
            ประเภทเศษภาชนะดินเผาเคลือบ พบน้อยมากเมื่อเทียบกับประเภทอื่น ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาเคลือบจากแหล่งเตาในประเทศ บางชิ้นเป็นเนื้อดินไม่ค่อยละเอียด ด้านในมีรอยของกี๋จานหรือกี๋งบน้ำอ้อย เคลือบทั้งด้านในและด้านนอกด้วยน้ำเคลือบสีเขียวไข่กา (เซลาดอน) บางชิ้นมีเนื้อหยาบ ตกแต่งด้วยการปั้นแปะเป็นรูปดอกไม้ ๖ กลีบ เคลือบสีเขียวขุ่น บางชิ้นเขียนสีด้วยสีดำลายเส้นขูดขีด เศษภาชนะดินเผาเหล่านี้คล้ายกับภาชนะที่พบในกลุ่มเตาที่ อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๒๒ นอกจากนี้ ยังได้พบกระปุกเคลือบสีเขียวเซลาดอน ในชั้นดินปนทรายอันเป็นชั้นพื้นของเจดีย์ มีผิวแตกราน ด้านในและก้นไม่เคลือบ เนื้อดินสีออกแดง ภายในบรรจุเศษกระดูกเผาไฟ สันนิษฐานว่าผลิตจากแหล่งเตาเผาใน อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๑
            หลักฐานภาชนะดินเผาเหล่านี้ สนับสนุนข้อสันนิษฐานที่ว่าเจดีย์วัดพระรูปสร้างขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และมีการบูรณะหลายครั้งสืบเนื่องเรื่อยมา สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของวัดและการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้คนในบริเวณวัดแห่งนี้ 

กระปุกเคลือบสีเขียวเซลาดอน พบในชั้นดินปนทรายอันเป็นชั้นพื้นของเจดีย์วัดพระรูป สันนิษฐานว่าผลิตจากแหล่งเตาเผาใน อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๑
ที่มาภาพ: กรมศิลปากร, รายงานการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๔).

พระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยสุพรรณภูมิที่พบในบริเวณวัดพระรูป
            พระพุทธรูปองค์นี้ นายวชิรพงศ์ วงษ์เพ็ง มอบให้วัดพระรูป ตามคำบอกเล่ากล่าวว่า พบบริเวณวิหารมุมของวัดพระรูป พระพุทธรูปองค์นี้สร้างจากวัสดุสำริดกะไหล่ทอง ขนาดสูงรวมฐาน ๙๑.๑ ซม. แสดงปางมารวิชัย พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระเกตุมาลาเป็นทรงกรวย ครองจีวรห่มเฉียง ปลายจีวรเป็นลายกระหนกรูปคล้ายเขี้ยวตะขาบ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ บนฐานรูปทรงบัวคว่ำบัวหงายที่มีลักษณะเว้าโค้งตามการประทับนั่ง ที่ฐานบัวสลักเป็นลายเส้นกระหนกรูปกลีบบัว จัดเป็นศิลปะแบบสุพรรณภูมิ (พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐) หรือที่นิยมเรียกกันว่าพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นหนึ่ง

พระพุทธรูปปางมารวิชัย  (พบบริเวณวิหารมุม วัดพระรูป) พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ แบบศิลปะสุพรรณภูมิ วัสดุสำริดกะไหล่ทอง ขนาด สูงรวมฐาน ๙๑.๑ ซ.ม. นายวชิรพงศ์ วงษ์เพ็ง (มหาทม) มอบให้วัดพระรูป

ฐานเจดีย์หลังอุโบสถ
            ฐานเจดีย์เก่าองค์หนึ่งตั้งอยู่ด้านหลังอุโบสถในแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก ในปัจจุบันมีสภาพชำรุดเหลือเพียงส่วนฐาน โดยส่วนยอดและเรือนธาตุหักพังลงมาทับถมส่วนฐานจนไม่สามารถพิจารณารูปแบบได้ อย่างไรก็ดี ในอดีตเจดีย์องค์นี้คงมีความสำคัญ เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งตรงกับอุโบสถในแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นแนวแกนสำคัญของการสร้างพุทธศาสนสถานตามจารีตโบราณ ประกอบกับลักษณะและขนาดของอิฐที่ใช้สร้างเจดีย์มีหลายขนาด อิฐที่มีขนาดใหญ่มีเนื้อคล้ายกับอิฐสมัยทวารวดี อิฐในส่วนของฐานบัวมีร่องรอยการถากเกลาให้เป็นรูปทรง อิฐในส่วนหน้ากระดานบางแห่งมีการถากเกลาให้เว้าเป็นร่อง รวมถึงยังมีการใช้ศิลาแลงประกอบด้วย

เจดีย์หลังอุโบสถ ก่อสร้างจากอิฐหลายขนาดผสมด้วยศิลาแลง โดยเฉพาะอิฐขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับอิฐในสมัยทวารวดี

            ร่องรอยการใช้อิฐขนาดเล็กผสมผสานกับอิฐขนาดใหญ่สมัยทวารวดีและศิลาแลง ยังปรากฏอยู่ในการก่อเจดีย์แปดเหลี่ยมในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (ทิศใต้) เป็นเจดีย์ก่ออิฐไม่สอปูน จากหลักฐานการขุดแต่งเจดีย์องค์นี้พบว่า ก่อนการสร้างเจดีย์แปดเหลี่ยมมีร่องรอยของซากโบราณสถานและโบราณวัตถุสมัยทวารวดีอยู่แล้วในบริเวณนี้ ซึ่งอาจอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘[14]
            นอกจากนี้ ฐานเจดีย์หลังอุโบสถยังสังเกตเห็นร่องรอยของแนวอิฐที่น่าจะยื่นออกมาเป็นมุขทางด้านทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าเจดีย์องค์นี้คงจะมีมุขยื่นเป็นบันไดทางด้านทิศตะวันออก เจดีย์องค์นี้คงจะมีความสัมพันธ์กับอุโบสถไม่มากก็น้อยโดยอาจสร้างขึ้นในคราวเดียวกัน นับเป็นหลักฐานสำคัญของวัดพระรูปที่ควรได้รับการศึกษาค้นคว้าต่อไป 

สุพรรณภูมิ – เจินหลี่ฟู่ - เสียน และความสัมพันธ์กับจีน 
            นับแต่โบราณที่เอกสารจีนได้ระบุถึงเรื่องราวของแคว้น “เจินหลี่ฟู่” รัฐโบราณในท้องถิ่นคาบสมุทรทะเลใต้ที่นับตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ได้มีการติดต่อค้าขายกับจีนโดยตรง ข้อสรุปของนักวิชาการลงความเห็นว่า “เจินหลี่ฟู่” น่าจะหมายถึง “สุพรรณภูมิ” เนื่องจากเอกสารจีนระบุว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีแม่น้ำไหลออกสู่ทะเลได้ และอยู่ระหว่างลังกากับกัมพูชาผ่านทางตอนใต้พม่า[15] ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ บันทึกสมัยราชวงศ์หยวนระบุถึง “เสียน” ที่ส่งทูตมาเจริญสัมพันธ์กับจีน โดยที่ “เสียน” น่าจะหมายถึง “สุพรรณภูมิ” ด้วยเช่นกัน ในเอกสาร “บันทึกขนบธรรมเนียมประเพณีเจินละ” ของ “โจวต้ากวาน” นักการทูตจีนที่เดินทางเข้าไปยังเมืองพระนครในสมัยพระเจ้าอินทรวรวันที่ ๓ ระบุว่า เสียน (เสียนหลอ) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเจินละ (กัมพูชา) ใช้เวลาเดินทางครึ่งเดือน[16] เป็นไปได้ว่า “เสียน” คือเครือข่ายกลุ่มรัฐของกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยในซีกตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและการเมืองอันได้แก่ สุโขทัย สุพรรณภูมิ แพรกศรีราชา ราชบุรี เพชรบุรี ไปจนถึงนครศรีธรรมราช ขณะที่  “สุพรรณภูมิ”  ถือเป็นรัฐใหญ่ของเครือข่ายแว่นแคว้นซีกตะวันตกและมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ควบคุมจุดเชื่อมต่อเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรระหว่างดินแดนทะเลใต้กับอินเดียและอาหรับ ด้วยเหตุนี้ จีนจึงให้ความสำคัญกับผู้ปกครองที่สุพรรณภูมิเป็นพิเศษ

ขอบเขตของรัฐสุพรรณภูมิครอบคลุมซีกตะวันตกของคาบสมุทรทำให้ดินแดนนี้เป็นจุดเชื่อมต่อการค้าระหว่างดินแดนทะเลใต้กับอินเดียและอาหรับ
ที่มาภาพ: สุจิตต์ วงษ์เทศ, กรุงสุโขทัยมาจากไหน ? (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๘), ๙๓.

เอกสารอ้างอิง
[1] วารุณี โอสถารมย์, “พัฒนาการจากเมืองอู่ทองโบราณถึงรัฐสุพรรณภูมิ พุทธศตวรรษที่ ๘ – ๑๙ กรณีศึกษาประวัติศาสตร์ รัฐอิสระในลุ่มน้ำภาคกลางตอนล่าง,” ใน ๓๐ ปี ไทยคดีศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๑๔๖.
[2] ดูรายละเอียดใน สุจิตต์ วงษ์เทศ, สุพรรณบุรีมาจากไหน (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๗).
[3] กรมศิลปากร, ประมวลข้อมูลเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามคำแหง (กรุงเทพฯ: สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๔๗), ๓๔. 
[4] อย่างไรก็ตาม ความเห็นทางวิชาการที่ว่า เมืองสุพรรณภูมิเป็น “เมืองอกแตก” หรือไม่นั้น มีความเห็นไปในทาง ๒ กระแส กระแสหนึ่งเห็นไปในทางว่าเป็น “เมืองอกแตก” ที่สำคัญคือ ทัศนะของ ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม (๒๕๒๖) ซึ่งศึกษาจากหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศพบว่าบริเวณที่เป็นเมืองสุพรรณภูมิซึ่งตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำสุพรรณบุรีนั้น มีเมืองโบราณสร้างทับกันอยู่ บริเวณเมืองเก่าครอบคลุมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำสุพรรณบุรี เพราะมีแนวคูน้ำคันดินทางฝั่งทิศตะวันออกปรากฏอยู่ ทั้งนี้ งานศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณในเวลาต่อมา อาทิ รัตนา หนูน้อย (๒๕๒๙) วารุณี โอสถารมย์ (๒๕๔๖) ล้วนเห็นไปในทางเดียวกันว่าผังเมืองสุพรรณภูมิเป็น “เมืองอกแตก” ในขณะที่อีกกระแส เช่น ประชุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ (๒๕๕๓) เห็นว่าเมืองสุพรรณภูมิไม่ใช่ “เมืองอกแตก” แต่ใช้แม่น้ำสุพรรณบุรีเป็นคูเมืองทางทิศตะวันออก คันคูน้ำเดิมที่ปรากฏในภาพถ่ายทางอากาศนั้นอยู่ห่างไกลกระจายหัวบานออกไปซึ่งทำให้ผังเมืองดูไม่ได้สัดส่วน แท้จริงแล้วแนวคูน้ำด้านฝั่งตะวันออกถูกขุดขึ้นภายหลังเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรกรรมมากกว่า.      
[5] วิระดา ทองมิตร, “สุพรรณภูมิ ... แว่นแคว้นโบราณแห่งลุ่มแม่น้ำสุพรรณบุรี,” ใน เมืองโบราณ ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๔ (ตุลาคม – ธันวาคม, ๒๕๕๙), ๑๙.  
[6] รูปแบบความสัมพันธ์ระบบเมืองคู่ปรากฏบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง เช่น ในซีกตะวันออกทางแคว้นละโว้ - อโยธยา ปรากฏเมืองคู่คือเมืองลพบุรีและอโยธยา ขณะที่บ้านเมืองที่อยู่ถัดขึ้นไปตอนบน เช่น แคว้นสุโขทัยมีเมืองคู่คือเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย เป็นต้น ดูรายละเอียดประเด็นนี้ใน ธิดา สาระยา, “สร้างบ้านแปงเมืองระบบเมืองคู่สถาบันเมืองลูกหลวง,” ใน เมืองโบราณ ฉบับสุพรรณภูมิ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒, (เมษายน – กรกฎาคม, ๒๕๒๖), ๑๓ – ๒๗.
[7] ศักดิ์ชัย สายสิงห์, เจดีย์ในประเทศไทย: รูปแบบ พัฒนาการ และพลังศรัทธา. (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๖๐), ๔๘๗.
[8] กรมศิลปากร, รายงานการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๔), ๒๘.
[9] น. ณ ปากน้ำ, “ศิลปะแห่งอาณาจักรสุพรรณภูมิ,” วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙, ฉบับที่ ๒ (เมษายน-กรกฎาคม, ๒๕๒๖), ๓๐-๓๑.
[10] สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน. (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๐), ๗๘. และดูใน สันติ เล็กสุขุม, “เจดีย์วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี หลักฐานใหม่ที่ค้นพบ,” ใน รวมบทความ มุมมอง ความคิดและความหมาย: งานช่างไทยโบราณ (กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๔๘), ๕๘-๗๐.
[11] ศักดิ์ชัย สายสิงห์, เจดีย์ในประเทศไทย: รูปแบบ พัฒนาการ และพลังศรัทธา (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๖๐), ๔๘๗-๔๘๙.
[12] จารึก วิไลแก้ว, “กลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยม: เมืองสุพรรณบุรี,” ใน รวมบทความทางวิชาการ ๗๒ พรรษาท่านศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (กรุงเทพฯ: บริษัท พิฆเณศ พรินท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, ๒๕๓๘), ๒๒๗-๒๕๘.
[13] กรมศิลปากร, รายงานการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๔). และ กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗).
[14] จารึก วิไลแก้ว, “กลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยม: เมืองสุพรรณบุรี,” ใน รวมบทความทางวิชาการ ๗๒ พรรษาท่านศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (กรุงเทพฯ: บริษัท พิฆเณศ พรินท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, ๒๕๓๘), ๒๒๗-๒๕๘.
[15] วารุณี โอสถารมย์, “พัฒนาการจากเมืองอู่ทองโบราณถึงรัฐสุพรรณภูมิ พุทธศตวรรษที่ ๘ – ๑๙ กรณีศึกษาประวัติศาสตร์ รัฐอิสระในลุ่มน้ำภาคกลางตอนล่าง,” ใน ๓๐ ปี ไทยคดีศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๑๔๘.
[16] เฉลิม ยงบุญเกิด, บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจนละ. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๗, พิมพ์ครั้งที่ ๓, ๘. ทั้งนี้ แต่เดิมยังเชื่อกันว่า “เสียน” คือ สุโขทัย.

ยุครุ่งเรืองในสมัยสุพรรณภูมิ - อยุธยา (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑)

วัดในยุครุ่งเรืองสมัยสุพรรณภูมิ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑)

            ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ นี้ วัดพระรูปยังคงเป็นวัดสำคัญของเมืองสุพรรณภูมิอย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏหลักฐานต่าง ๆ ภายในวัดพระรูปที่มีอายุอยู่ในช่วงเวลานี้ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ สันนิษฐานว่ามีการบูรณะเจดีย์ครั้งใหญ่ โดยทำฐานบัวปิดล้อมรอบฐานเขียงชั้นล่างสุดของเจดีย์ และทำการตกแต่งลวดลายปูนปั้นบนองค์เจดีย์ใหม่ทั้งองค์ ดังปรากฏร่อยรอยเหลืออยู่ที่ช่องจรนำเรือนธาตุ บัวปากระฆัง และบัลลังก์ ลวดลายปูนปั้นที่เกิดจากการบูรณะครั้งนี้ สามารถเทียบได้กับลวดลายปูนปั้นที่ปรางค์วัดมหาธาตุ จ. ลพบุรี พระปรางค์วัดราชบูรณะ จ. พระนครศรีอยุธยา ที่กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐
            ในช่วงเวลานี้ ยังมีการสร้างพระพุทธไสยาสน์ ก่อด้วยอิฐฉาบผิวด้วยปูนโบราณ ประทับไสยาสน์พิงผนังวิหารอยู่บนฐานเขียงเตี้ย ๆ พระเศียรหันไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พุทธศิลป์ของพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ แสดงถึงศิลปะสมัยเมืองสุพรรณภูมิ ที่กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นอกจากนี้ ยังได้พบหลักฐานพระพุทธรูปหินทราย ใบเสมาหินทราย และพระพิมพ์ดินเผากรุวัดพระรูป ที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑
            การบูรณะซ่อมแซมและก่อสร้างวัดพระรูปเพิ่มเติมครั้งใหญ่ในช่วงเวลานี้ อาจมีความเชื่อมโยงกับข้อความในจารึกลานทองที่มีอายุอยู่ในช่วงเวลานี้ซึ่งพบภายในวัดพระรูป จารึกกล่าวถึง “พระมหาเถรชัยโมลี” ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระมหาเถรศรีราชโมฬี” การค้นพบหลักฐานงานศิลปกรรมจำนวนมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลานี้น่าจะเป็นยุคที่เจริญสูงสุดของวัดพระรูป และหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุดของเมืองสุพรรณภูมิในอดีต

 

สถาปนากรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๑๘๙๓ ผู้ปกครองจากสุพรรณภูมิ และกองเรือสมุทรยาตรา
            กรุงศรีอยุธยาถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ โดยความร่วมมือระหว่างผู้นำจากสายสุพรรณภูมิ และละโว้ – อโยธยา (บ้างเรียกสายอู่ทอง) อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัชกาลแรกๆ ไม่มีฝ่ายใดที่ยึดกุมอำนาจ กรุงศรีอยุธยาได้อย่างเด็ดขาด ดังจะพบว่าเมื่อ พระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ กษัตริย์ กรุงศรีอยุธยาพระองค์แรกจากสายละโว้ - อโยธยาสวรรคต ขุนหลวงพะงั่ว ผู้ปกครองจากสายสุพรรณภูมิ  ก็ขึ้นเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาในชื่อ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พ.ศ.๑๙๑๓ – ๑๙๓๘) ทว่า หลังสิ้นรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ อำนาจก็กลับไปที่สายละโว้ – อโยธยาอีกครั้ง จนกระทั่งในสมัย พระรามราชาธิราช กษัตริย์จากสายละโว้ – อโยธยา ก็ถูกเจ้านครอินทร์ หรือ สมเด็จพระนครินทราธิราช จากสายสุพรรณภูมิทำรัฐประหารชิงราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๑๙๕๒ หลังจากนั้นราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ปกครอง กรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๑๑๒

ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยา “Iudia ou Sian” (Judia or Siam) วาดโดยจิตรกรฝรั่งเศสชื่อ อแล็ง มาเนอส ช็อง – มัลเลยต์ ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. ๑๖๘๓ แสดงให้เห็นถึงชื่อที่ชาวตะวันตกใช้เรียกกรุงศรีอยุธยา โดยมีคำว่า “เสียน” (สยาม) ควบคู่กัน ทั้งนี้ คำว่า “เสียน” ยังน่าจะสะท้อนร่องรอยกรุงศรีอยุธยานับแต่ที่ผู้ปกครองจากสายสุพรรณภูมิ เข้ามามีอำนาจอย่างมั่นคงแล้วอีกด้วย
ที่มาภาพ: กำพล จำปาพันธ์. อยุธยา จากสังคมเมืองนานานาชาติสู่มรดกโลก (กรุงเทพฯ:  มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๙), ๖๖.

 

            สำหรับเจ้านครอินทร์นั้นไม่ปรากฏประวัติแน่ชัด บ้างว่าเป็นหลานของขุนหลวงพะงั่ว บางกระแสว่าเป็นโอรส พระศรีเทพาหูราช ที่เกิดจากขุนหลวงพะงั่ว กับ เจ้าหญิงสุโขทัย ขณะที่เอกสารจีน “หมิงสือลู่” กล่าวถึง “เจี่ยวหลกควานอิน” (เจ้านครอินทร์) ผู้เป็น “สี่จื๊อของซูมั่นบังอ๋อง” หรือ รัชทายาแห่งสุพรรณภูมิ ที่เคยเสด็จไปเมืองจีนเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๘ และ ๑๙๒๐[1] ข้อน่าสนใจคือ นอกจากขุนหลวงพะงั่วและเจ้านครอินทร์ที่ได้ปกครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว เอกสารจีนไม่เคยระบุถึงกษัตริย์อยุธยาจากสายละโว้ - อโยธยา แต่อย่างใดดูเหมือนว่าในสายตาจีน ผู้ปกครองจากสายสุพรรณภูมิมีความโดดเด่นมากกว่า ด้วยเพราะรัฐสุพรรณภูมิ ซึ่งอยู่ทางซีกตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ควบคุมการค้าข้ามคาบสมุทรระหว่างทะเลจีนใต้กับมหาสมุทรอินเดียมาแต่ไหนแต่ไร ข้อเสนอบางกระแสกล่าวว่าจีนในสมัยราชวงศ์หมิงมีเป้าประสงค์ ที่จะผลักดันผู้ปกครองจากสายสุพรรณภูมิในการยึดอำนาจกรุงศรีอยุธยาอย่างเบ็ดเสร็จจากสายละโว้ - อโยธยาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ โดยสิ่งนี้เป็นหนึ่งในภารกิจการเดินทางของ “กองเรือสมุทรยาตรา” โดยแม่ทัพเรือ “เจิ้งหอ” เมื่อ พ.ศ.๑๙๕๑ ด้วย[2]

ขนาดอันมหึมาของเรือมหาสมบัติของแม่ทัพเรือเจิ้งเหอ เปรียบเทียบกับเรือซานตา มารีอา (Santa Maria) ของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจและนักเดินเรือชาวอิตาลี ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา สิ่งนี้คือปัจจัยชี้ขาดชัยชนะที่ผู้ปกครองจากสายสุพรรณภูมิ มีต่อสายละโว้ – อโยธยา ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ !!!
ที่มาภาพ: สืบแสง พรหมบุญ, เจิ้งเหอ ซำปอกงและอุษาคเนย์ (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๙).

 

การบูรณะเจดีย์วัดพระรูปในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐
            ในการบูรณะเจดีย์วัดพระรูปโดยกรมศิลปากร พบหลักฐานว่าเจดีย์วัดพระรูปได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นับเป็นการบูรณะครั้งแรก โดยพบการเปลี่ยนแปลงรูปทรงบางส่วน และมีการเปลี่ยนแปลงลวดลายปูนปั้นหลายส่วน ได้แก่ ช่องจรนำเรือนธาตุ บัวปากระฆัง บัลลังก์ ลวดลายที่เกิดจากการบูรณะนี้สามารถเทียบได้กับลวดลายปูนปั้นที่ปรางค์วัดมหาธาตุ จ. ลพบุรี พระปรางค์วัดราชบูรณะ จ. พระนครศรีอยุธยา ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐[3]
            เหตุแห่งการบูรณะเจดีย์วัดพระรูปในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ พบว่าที่ฐานเขียงชั้นล่างสุดได้พบเศษปูนปั้นและปูนฉาบจำนวนมากทับถมกันจนสูง และมีดินทับถมสูงในฐานบัวล้อมรอบ จึงสันนิษฐานว่าเจดีย์น่าจะชำรุดทรุดโทรมไม่น้อย เป็นเหตุให้มีการบูรณะเจดีย์องค์นี้ขึ้นใหม่ รูปแบบเจดีย์ในสมัยบูรณะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ฐานบัวล้อมรอบเจดีย์ และปูนปั้นประดับเจดีย์ 

การบูรณะฐานบัวล้อมรอบเจดีย์
            ในการบูรณะได้ก่อแนวฐานบัวอยู่ห่างจากฐานเขียงล่างสุดของเจดีย์สมัยแรกสร้างประมาณ ๒.๒ เมตร สันนิษฐานว่ามีการสร้างฐานบัวล้อมรอบฐานเจดีย์สมัยแรกสร้าง เพื่อปิดฐานเขียงชั้นล่างสุดและมุขของเจดีย์สมัยแรกสร้าง เนื่องจากพบดินทับถมสูงในฐานบัวล้อมรอบแต่ละด้านสร้างไม่พร้อมกัน กล่าวคือ แนวด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกคงสร้างพร้อมกัน อยู่ลึกจากระดับผิวดินประมาณ ๐.๕ เมตร ใช้อิฐที่มีขนาดความหนาประมาณ ๐.๐๔-๐.๐๕ เมตร ได้พบดินทับถมสูงในฐานบัวล้อมรอบ

ฐานบัวทางด้านทิศตะวันออก จากการที่กรมศิลปากรทำการบูรณะได้พบว่า ฐานบัวนี้ก่อปิดมุขด้านตะวันออกขององค์เจดีย์ครั้งแรกสร้างไว้ จึงได้เปิดฐานบัวออกเพื่อให้เห็นมุขดังปรากฏในปัจจุบัน   

 

การบูรณะปูนปั้นประดับเจดีย์
            การบูรณะปูนปั้นประดับเจดีย์ ปูนปั้นประดับเรือนธาตุชั้นล่าง (เรือนธาตุผังสี่เหลี่ยม) มีการเปลี่ยนแปลงปูนปั้นในลักษณะเพิ่มเติมจากของเดิมที่ชำรุด และบางส่วนปั้นปิดทับของเดิม อาทิ ภายในซุ้มด้านทิศใต้ มีการปั้นปูนเป็นลายช่อดอกไม้ช่อใบไม้ปิดทับและต่อเติมปูนปั้นของเดิม และที่ปูนปั้นประดับเรือนธาตุชั้นบน (เรือนธาตุผังแปดเหลี่ยม) มีการเปลี่ยนแปลงลวดลายปูนปั้นที่บัวลูกแก้วอกไก่ทั้ง ๒ เส้น โดยเส้นบนมีการปั้นลวดลายกระหนกเรียงเป็นแถว ส่วนเส้นล่างมีการฉาบปูนเป็นแนวเรียบปิดทับลวดบัวลูกแก้วอกไก่ของเดิม แล้วประดับปั้นปูนลายดอกไม้กลมบานเป็นกลีบ (ลายนี้เป็นที่นิยมในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐) ปัจจุบันยังเหลือร่องรอยบนเสาช่องจรนำด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีการปั้นปูนลายกลีบบัวประดับส่วนต่าง ๆ ลายประดับลูกแก้วอกไก่ส่วนเรือนธาตุ ลายประดับหน้ากระดานส่วนเรือนธาตุ ลายประจำยามประดับชั้นหน้ากระดาน ลายก้อนเมฆประดับซุ้มพระพุทธรูปบนส่วนเรือนธาตุ ลายเฟื่องอุบะประดับเสาเรือนธาตุ ลายช่อดอกไม้ในกรอบสามเหลี่ยมประดับมุมเจดีย์[4]

ร่องรอยการทำประติมากรรมประดับในซุ้มจรนำของเรือนธาตุชั้นบน (เรือนธาตุแปดเหลี่ยม) ด้านทิศเหนือ สันนิษฐานว่าอาจเป็นพระพุทธรูปประทับยืน หรือพระพุทธรูปลีลา ที่สอดคล้องตามรูปทรงของซุ้มจรนำ

 

 ปูนปั้นลายกรวยเชิงประดับบริเวณหัวเสาซุ้มจรนำของเรือนธาตุชั้นบน (เรือนธาตุแปดเหลี่ยม) ทางด้านทิศตะวันตก

 

ปูนปั้นลายดอกไม้และกิ่งก้านในกรอบลายจุดไข่ปลา ที่น่าจะมีอยู่เมื่อครั้งแรกสร้างเจดีย์ ถูกปิดทับด้วยลายปูนปั้นรูปใบไม้ ซึ่งน่าจะเป็นงานที่มาปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเมื่อครั้งบูรณะเจดีย์ บริเวณซุ้มจรนำเรือนธาตุด้านทิศใต้

 

            ยังได้พบประติมากรรมปูนปั้นเป็นลวดลายที่ประดับตกแต่งองค์เจดีย์อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ ปูนปั้นประดับบัวปากระฆัง มีการปั้นปูนพอกทับแนวอิฐเดิมที่ถากเป็นบัวคว่ำและบัวหงาย โดยพอกทับบัวคว่ำของเดิมแล้วแต่งให้เป็นแนวหน้ากระดานเรียบ และประดับปูนปั้นเป็นลายประจำยามก้ามปูทับหน้ากระดานนั้น ส่วนบัวหงายของเดิมได้มีการประดับปั้นปูนเป็นรูปกลีบบัวหงาย (ลายจำประยามก้ามปู เป็นที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ สอดคล้องกับลายดอกไม้กลมบานเป็นกลีบที่ประดับเรือนธาตุชั้นบน) บัลลังก์มีการพอกปูนปรับแผนผัง จากเดิมที่เป็นโครงสร้างอิฐอยู่ในรูปย่อมุมไม้สิบหกให้เป็นรูปแปดเหลี่ยม และมีการประดับปูนปั้นรูปดอกไม้และใบไม้ในรูปแบบแตกต่างกัน ส่วนปล้องไฉนมีการพอกปูนประดับปูนปั้นทับของเดิม เป็นรูปกลีบบัวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ในลักษณะบัวกลุ่ม

ส่วนยอดเจดีย์วัดพระรูป ปรากฏร่องรอยการประดับตกแต่งที่เหลืออยู่ บัลลังก์ประดับลายดอกไม้ บัวกลุ่มประดับกลีบบัวซ้อนคั่นด้วยแถบหน้ากระดาน สะท้อนให้เห็นว่าส่วนยอดเจดีย์วัดพระรูปมีการประดับตกแต่งด้วยปูนปั้นเต็มพื้นที่

 

ร่องรอยการประดับตกแต่งบัวปากระฆังด้วยลวดลายปูนปั้นรูปหน้ากระดานและกลีบบัวหงาย

 

ลวดลายปูนปั้นที่บัลลังก์แปดเหลี่ยม สังเกตเห็นลายดอกไม้ใบไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมลายจุดไข่ปลา ด้านละหนึ่งดอก เหนือขึ้นไปเป็นลายกลีบบัวหงาย

 

            นอกจากนี้ ยังได้พบประติมากรรมปูนปั้นนูนสูงรูปบุคคล จำนวน ๖ ชิ้น มีลักษณะใบหน้าค่อนข้างงดงาม คล้ายกับพระพักตร์พระพุทธรูปรูปปูนปั้น สวมเครื่องประดับศีรษะทรงสูงยอดแหลมมีปล้องรัดเป็นช่วง ๆ บางชิ้นสวมเครื่องประดับคล้ายเทริด ได้พบส่วนองค์ของรูปบุคคล จำนวน ๒ ชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นรูปบุคคลพนมมือ พระศอสวมเครื่องประดับ อีกชิ้นหนึ่งเป็นรูปบั้นพระองค์ สวมผ้านุ่งที่ชักชายผ้าออกมาด้านข้าง ตกแต่งลายดอกไม้ที่ผ้านุ่ง นอกจากนี้ ยังได้พบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของประติมากรรมรูปบุคคลอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ ชิ้นส่วนพระกร พระหัตถ์ ศิราภรณ์ ผ้านุ่ง เครื่องประดับ สันนิษฐานว่าประติมากรรมปูนปั้นรูปบุคคลเหล่านี้คือประติมากรรมปูนปั้นรูปเทวดาประดับซุ้มเรือนธาตุองค์เจดีย์ โดยยังปรากฏร่องรอยของส่วนองค์เทวดาปูนปั้นเหลืออยู่ในซุ้มทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเจดีย์ ประติมากรรมลวดลายปูนปั้นประดับเจดีย์เหล่านี้ มีรูปแบบเป็นที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ดังปรากฏที่เจดีย์รายด้านทิศเหนือของปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี[5] 

ชิ้นส่วนปูนปั้นประดับองค์เจดีย์ที่พบจากการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป แสดงให้เห็นถึงการปั้นปูนรูปเทวดาและลวดลายต่าง ๆ ตกแต่งเจดีย์ตั้งแต่ครั้งแรกสร้าง รวมถึงการบูรณะในช่วงเวลาต่อมา
ที่มาภาพ: กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗).

 

 

พระพุทธไสยาสน์
            พระพุทธไสยาสน์วัดพระรูป ตามตำนานพื้นเมืองสุพรรณบุรีเล่าว่า เมื่อครั้งที่ขุนแผนยังบวชเป็นเณร (เณรแก้ว) อยู่ที่วัดป่าเลไลยก์ พระอาจารย์วัดป่าฯ ใช้ให้เณรแก้วไปตักน้ำที่แม่น้ำ เณรแก้วได้มาตักน้ำที่ท่าน้ำวัดพระรูป แต่ก็แอบมานอนหลับ ต่อมาจึงได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้น ณ ที่นั้น เป็นตำนานของพระพุทธไสยาสน์วัดพระรูป ซึ่งชาวพื้นเมืองในอดีตนิยมเรียกว่า พระนอนเณรแก้ว
            องค์พระพุทธไสยาสน์ก่อด้วยอิฐฉาบผิวด้วยปูนโบราณ ประทับไสยาสน์พิงผนังวิหารอยู่บนฐานเขียงเตี้ยๆ พระเศียรหันไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระวรกายเอียงหงายเล็กน้อย ครองจีวรบางแนบพระวรกาย พระบาทวางซ้อนเหลื่อมปลายเล็กน้อย ลักษณะพระพักตร์รีคล้ายผลมะตูม เม็ดพระศกขนาดเล็กขมวดเป็นก้นหอย พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมีมีกลีบบัวรองรับ พระขนงเป็นวงโค้ง พระนาสิกโด่งยาวปลายงุ้ม พระหนุเป็นวง พระโอษฐ์อย่างกระจับ ไรพระศกเป็นเส้นขนาดเล็ก พระเนตรเหลือบต่ำ ผ้าสบงบางแนบพระวรกาย ชายผ้าสบงลักษณะคล้ายหางปลา พระวรกายทุกส่วนสมบูรณ์ ความยาวตั้งแต่พระรัศมีถึงพระบาทประมาณ ๑๓.๖๕ เมตร ความสูงประมาณ ๓.๔๕ เมตร พุทธศิลป์ของพระพุทธไสยาสน์องค์นี้แสดงถึงศิลปะสมัยเมืองสุพรรณภูมิ กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยาตอนต้น นับเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุดของเมืองสุพรรณภูมิในอดีต


            การที่พระพุทธไสยาสน์วัดพระรูปหันพระเศียรไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีความหมายถึงการประทับสีหไสยาสน์ของพระพุทธเจ้า ตามคติความเชื่อที่เริ่มขึ้นในสมัยสุโขทัย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งสืบทอดมาจากลังกาสมัยเมืองโปโลนนารุวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘) ประกอบกับลักษณะของวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบๆ ด้านหน้าพระพุทธไสยาสน์มีพื้นที่กว้างประมาณ ๒ เมตร มีผนังทึบทั้งสี่ด้านโดยผนังด้านพระเศียรและพระบาทมีช่องประตู จึงมีความหมายถึงพระพุทธเจ้าประทับสีหไสยาสน์ในคันธกุฎี เอกลักษณ์ของพระพุทธไสยาสน์วัดพระรูปคือ การประทับสีหไสยาสน์สอดคล้องตามเนื้อหาในคัมภีร์ ที่นอกจากการประทับไสยาสน์ตะแคงขวาด้วยอาการสงบมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลาตามรูปแบบพระพุทธไสยาสน์ทั่วไปแล้วนั้น ยังแสดงอาการสีหไสยาสน์อย่างเป็นธรรมชาติ โดยวางพระบาทเหลื่อมพระบาท อันเป็นการช่วยพยุงพระวรกายและพระบาทให้ทรงประทับไสยาสน์อยู่ได้นาน


            ในช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ พระพุทธไสยาสน์วัดพระรูปและวิหารชำรุดทรุดโทรมอย่างมากองค์พระถูกลักลอบขุดเจาะหาของมีค่าหลายครั้ง พระอุทรถูกเจาะเป็นรูกว้าง พระนลาฏและฐานใต้พระเศียรถูกเจาะ ทางวัดต้องซ่อมแซมอยู่บ่อยครั้งตามกำลังที่มี ส่วนวิหารโครงไม้หลังคาชำรุด พระพุทธไสยาสน์ต้องตากแดดตากฝน ทำให้ไม่ค่อยมีคนเข้าไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์ภายในวิหาร ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยการนำของพระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) เจ้าอาวาสวัดพระรูปในขณะนั้น ได้เริ่มทำการบูรณะพระพุทธไสยาสน์และวิหารครั้งใหญ่ โดยได้รื้อวิหารเก่าออก คงเหลือไว้เพียงผนังด้านหลังพระพุทธไสยาสน์ รวมถึงผนังบริเวณพระเศียรและพระบาทอีกเล็กน้อย แล้วก่อสร้างอาคารวิหารใหม่ มีขนาดใหญ่ครอบคลุมอาคารวิหารเดิมดังปรากฏในปัจจุบัน
            นอกจากพระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระรูปแล้ว ในเมืองสุพรรณยังพบพระพุทธไสยาสน์ที่คล้ายกับวัดพระรูปอีก ๒ ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี ด้วยมีขนาดใกล้เคียงกัน ประดิษฐานในทิศทางเดียวกัน และประดิษฐานบนฐานเตี้ยเช่นเดียวกัน หากแต่พระพุทธไสยาสน์ทั้ง ๒ ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรีได้รับการซ่อมแซมด้วยฝีมือช่างพื้นบ้านแล้ว   

พระพุทธไสยาสน์วัดพระรูป

 

วิหารพระพุทธไสยาสน์วัดพระรูป ก่อนการบูรณะในสมัยหลวงพ่อดี เริ่มบูรณะ พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยได้สร้างอาคารหลังใหม่ครอบอาคารหลังเดิมไว้ และรื้อผนังด้านตะวันออกของอาคารเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมออก

 

 

พระพุทธไสยาสน์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
            ในเมืองสุพรรณ นอกจากจะมีพระพุทธไสยาสน์วัดพระรูปแล้ว ยังมีพระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จำนวน ๒ องค์ ประดิษฐานอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์ประธาน พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้มีขนาดและลักษณะการประดิษฐานบนฐานเตี้ย ๆ คล้ายที่วัดพระรูป นักวิชาการท้องถิ่นบันทึกไว้ว่า พระพุทธรูปคู่นี้เป็นของเก่า แต่ในช่วงก่อน พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่วัดยังรกร้างไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ ได้ถูกรื้อเอาอิฐไปสร้างโบสถ์ที่วัดป่าเลไลยก์ ต่อมาจึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่[6] ด้วยฝีมือช่างพื้นบ้าน ทำให้พุทธศิลป์มีความแตกต่างจากวัดพระรูปอย่างมาก

พระพุทธไสยาสน์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี หันพระเศียรไปทางทิศไต้ พระพักตร์หันไปทางด้านทิศตะวันออก ประดิษฐานจำนวน ๒ องค์ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปรางค์ประธาน

 

เอกสารอ้างอิง 
[1] ดูรายละเอียดใน ปรามินทร์ เครือทอง, “กรุงศรีปฏิวัติ: เจ้าอ้าย เจ้ายี่ เจ้าสาม ในปฏิวัติ “ตัดหน้า” หรือ “ส้มหล่น”” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๑๑ (กันยายน, ๒๕๕๔), ๑๐๑ - ๑๑๓.
[2] ดูรายละเอียดใน สุจิตต์ วงษ์เทศ, สุพรรณบุรีมาจากไหน (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๗).
[3] กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗), ๑๐.
[4] กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗), ๘-๙.
[5] กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗), ๙, ๑๒-๑๔.
[6] วรพร พรหมใจรักษ์, วัด แหล่งศิลปกรรมท้องถิ่นในเมืองสุพรรณบุรี (สุพรรณบุรี: โรงเรียนสงวนหญิงจังหวัดสุพรรณบุรี, ม.ป.ป.), ๓๕.

 

จารึกลานทองพระมหาเถรชัยโมลี 
            จารึกเป็นเอกสารจดหมายเหตุรูปแบบหนึ่งที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ มีความสำคัญด้านการให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีความเที่ยงตรงสูง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับศักราช ชื่อสถานที่ ชื่อบุคคล และชื่อตำแหน่ง มีความน่าเชื่อถือมากเพราะจารึกเป็นเอกสารร่วมสมัย สามารถนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารชั้นรองที่ทำขึ้นภายหลังได้เป็นอย่างดี
            สมัยอยุธยานิยมจารึกลงบนแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นดีบุกและกระดาษ โดยมักพบจารึกปะปนอยู่ในกรุต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากสมัยสุโขทัยที่นิยมจารึกลงในแผ่นศิลาหรือแท่งศิลา เรียกว่า ศิลาจารึก จารึกสมัยอยุธยาที่ค้นพบแล้วมีอยู่หลายกลุ่ม จารึกบางกลุ่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับการพระราชทานสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ในสมัยอยุธยา ที่จารึกลงบนแผ่นทองเรียกว่า “สุพรรณบัฏ” ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบของตำแหน่งพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่มีปฏิบัติสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ส่วน “จารึกลานทอง” เป็นจารึกบนแผ่นทองคำ คำว่า ลาน มีความหมายว่า บริเวณที่ว่าง หรือสนาม ลานทอง จึงหมายถึง บริเวณที่ว่างที่เป็นทองคำ โดยหมายถึงแผ่นทองคำ

จารึกลานทองวัดพระรูป ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

            “จารึกลานทองพระมหาเถรชัยโมลี” เป็นจารึกที่ขุดพบจากวัดพระรูป เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ลักษณะเป็นจารึกลานทองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๖ ซม. ยาว ๓๐.๗ ซม. วัสดุเป็นทองคำ น้ำหนัก ๒๗.๕ กรัม จารึกด้วยอักษรขอมสมัยอยุธยา ภาษาไทย มีอายุราวพุทธศตวรรษ ๒๐ จารึกจำนวน ๑ ด้าน มี ๒ บรรทัด[1] ความว่า

                              พระมหาเถรชัยโมลี นาม
                              พระมหาเถรศรีราชโมลี อวย

            แปลโดยรวมได้ว่า พระมหาเถรรูปหนึ่งมีนามเดิมว่า “พระมหาเถรชัยโมลี” ได้รับพระราชทาน (อวย) สมณศักดิ์เป็น “พระมหาเถรศรีราชโมลี” จารึกลานทองนี้จึงเป็นจารึกเกี่ยวกับการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระมหาเถรชัยโมลี จึงได้ชื่อว่า จารึกลานทองพระมหาเถรชัยโมลี
            สมณศักดิ์ เป็นยศของพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานและมีราชทินนามประกอบไว้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมเด็จพระวันรัตน์ พระครูธรรมราชา ส่วนที่เป็นยศ ได้แก่ สมเด็จ พระครู ส่วนที่เป็นราชทินนาม ได้แก่ พระวันรัตน์ ธรรมราชา สมณศักดิ์มีอยู่หลายลำดับชั้น ในชั้นของพระราชาคณะปัจจุบันแบ่งเป็น สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะรอง (ชั้นหิรัณยบัฏ) พระราชาคณะชั้นธรรม พระราชาคณะชั้นเทพ พระราชาคณะชั้นราช และพระราชาคณะชั้นสามัญ
            สมัยกรุงสุโขทัย ตามที่ปรากฏในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง มีอยู่ ๔ ตำแหน่งคือ สังฆราช ปู่ครู มหาเถระ และเถระ สังฆราชเป็นตำแหน่งสังฆนายกชั้นสูงสุด ตำแหน่ง ปู่ครู น่าจะตรงกับคำเรียกในปัจจุบันว่า พระครู เป็นตำแหน่งสังฆนายกรองลงมาจากสังฆราช ทั้งตำแหน่งสังฆราชและปู่ครูเป็นสมณศักดิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน ส่วนมหาเถระและเถระ เป็นลำดับชั้นจากการนับพรรษาอายุตามพระวินัยบัญญัติ โดยมิได้เป็นสมณศักดิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน[2] ต่อมาในสมัยอยุธยา มีการแบ่งคณะสงฆ์เป็นฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสี ในคณะคามวาสีแบ่งอีก ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือ มีการเปลี่ยนราชทินนามของพระสงฆ์ที่ทรงแต่งตั้ง ให้ดูแลคณะคามวาสีฝ่ายใต้ หรือเจ้าคณะใหญ่มีราชทินนามว่า พระวันรัตน์ หรือพระพนรัตน์ ปัจจุบันใช้คำว่า สมเด็จพระวันรัต ส่วนพระสงฆ์ที่ทรงแต่งตั้งให้ดูแลคณะคามวาสีฝ่ายเหนือ หรือเจ้าคณะใหญ่ มีราชทินนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ ส่วนคณะอรัญวาสี ให้มีราชทินนามว่า พระพุทธาจารย์ ปัจจุบันใช้คำว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ และทรงสถาปนาพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งเลื่อนจากเจ้าคณะใหญ่รูปใดรูปหนึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราช อันเป็นสมณศักดิ์และประมุขสูงสุด ดูแลปกครองพระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรเพียงองค์เดียว[3]
            ในทำเนียบตำแหน่งพระราชาคณะสมัยกรุงเก่า ระบุว่า เมืองสุพรรณเป็นเมืองไม่มีตำแหน่งพระครู สังกัดในคณะหัวเมืองปากใต้ ขึ้นกับคณะคามวาสีฝ่ายขวา ตั้งอยู่ในฐานานุกรมของพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล)[4] ข้อความในจารึกลานทองวัดพระรูปจึงมีความสอดคล้องกับข้อมูลนี้ เพราะไม่ปรากฏตำแหน่งพระครูในจารึกลานทอง โดยปรากฏคำว่า พระมหาเถร ซึ่งเป็นลำดับชั้นทางพระวินัยบัญญัติ มีจุดน่าสังเกตที่คำว่า “โมลี” ซึ่งเป็นคำในราชทินนามในสมัยกรุงเก่า เช่น พระเทพโมลี (ตำแหน่งพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายอรัญวาสี) และ พระครูอินทโมลี (ตำแหน่งพระราชาคณะแห่งเมืองประสงค์ คณะหัวเมืองปากใต้ คณะคามวาสี ฝ่ายขวา)[5] มีส่วนคล้ายกับนามของ พระมหาเถรชัยโมลี และสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานคือ พระมหาเถรศรีราชโมลี ในช่วงเวลานั้นน่าจะเทียบได้กับพระราชาคณะชั้นสามัญ อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงทัศนะไว้ว่า “เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองใหญ่และอยู่ใกล้พระนคร จำต้องมีพระครูเจ้าคณะเมือง บางทีเมืองที่ในบัญชีว่าไม่มีพระครูนั้น ที่จริงจะไม่มีแต่ราชทินนาม”[6] หากแต่จารึกลานทองวัดพระรูปแสดงสมณศักดิ์ว่า “พระมหาเถรศรีราชโมลี” นั้นแสดงลำดับชั้นของพรรษาอายุตามพระวินัยบัญญัติ มีราชทินนาม และมีความสอดคล้องกับทำเนียบตำแหน่งพระราชาคณะในสมัยกรุงเก่าที่ระบุว่า เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองที่ไม่มีตำแหน่งพระครู
            ความสำคัญและความน่าสนใจของจารึกลานทองพระมหาเถรชัยโมลี ยังคงเป็นประเด็นคำถามต่อการศึกษา อาทิ พระมหาเถรชัยโมลีเป็นใคร มีความเกี่ยวข้องกับวัดพระรูปอย่างไร อาจดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีสงฆ์ของวัดพระรูป หรืออาจเป็นเจ้าคณะเมืองสุพรรณบุรี หรือมีชาติภูมิอยู่ในละแวกวัดพระรูป อนึ่ง จารึกลานทองพระมหาเถรชัยโมลีเป็นเอกสารจดหมายเหตุที่แสดงความเชื่อมโยงทางการปกครองและการพระศาสนาของเมืองสุพรรณบุรีกับกรุงศรีอยุธยา เป็นหลักฐานที่ยืนยันความสำคัญและความเจริญของวัดพระรูปในอดีต รวมถึงคณะสงฆ์วัดพระรูปและผู้อุปถัมภ์วัดพระรูปในช่วงเวลานั้น

จารึกลานทอง (จำลอง) วัดพระรูป จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

 

สุพรรณภูมิในจารึกลานทองวัดส่องคบ จ. ชัยนาท (พ.ศ. ๑๙๕๑)    
            นาม “สุพรรณภูมิ” ปรากฏอีกครั้งในจารึกลานทองวัดส่องคบ ใน พ.ศ. ๑๙๕๑ ความว่า “... แต่ปีชวดนักษัตรสัมฤทธิศก ไพสาขวันอาทิตย์ตราเอกาทศเกต จึงพระสงฆ์ทั้งหลาย แต่ ธ เจ้าเมืองประดิษฐาพระศรีรัตนธาตุ แห่งกรุงไชยสถานนาม มาตราหนึ่ง แต่ ธ เจ้าเมืองกระทำกุศลมาแต่กระโน้นในสุพรรณภูมิ ธ ให้ทานเรือนอัน ธ กระทำกุฏีพิหารในศรี อโยธยา ให้ข้าสองคน แม่ลูก พระสงฆ์สี่ตน ตกเสิก...” และยังปรากฏในความว่า “... ผ้าขาวผู้หนึ่งท่านให้บำเรอแด่พระศรีรัตนมหาธาตุแห่งนครพระรามโสด ผ้าขาวครัวหนึ่งชื่อยี่ช้างท่านให้บำเรอแด่พระมหาเถรธรรมบุตรแห่งศรีสุพรรณภูมิมาแล้ว แต่ทำบุญอันเริ่มล้นพ้นไป พระเจ้าหากตรัส ชแล ...”[7]

จารึกลานทองวัดส่องคบ อักษรขอม ภาษาไทย พ.ศ. ๑๙๕๑ พบที่วัดส่องคบ อ. เมือง จ. ชัยนาท

 

สุพรรณภูมิในฐานะเมืองลูกหลวง เจ้าอ้ายพระยา 
            “จารึกวัดส่องคบ” จังหวัดชัยนาท ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจุลศักราช ๗๗๐ (พ.ศ. ๑๙๕๑) กล่าวถึง การทำบุญสร้างวัดของเจ้าเมืองขุนเพชรสารกับครอบครัว ซึ่งมีการอ้างภูมิหลังของครอบครัวที่เคยทำบุญที่เมืองสุพรรณภูมิและเมืองอโยธยา อันเป็นเมืองใหญ่เสมอกันในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อสนเทศนี้ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว “สุพรรณภูมิ” หาใช่ เมือง “อู่ทอง” ตามข้อเสนอ ทางวิชาการสกุลดำรงราชานุภาพ ทว่า เป็นเมืองต้นทางประวัติศาสตร์ของ “สุพรรณบุรี” มาแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แม้หลังสร้างกรุงศรีอยุธยาแล้ว สองเมืองนี้ก็นับเป็นนครใหญ่ควบคู่กัน
            เหตุการณ์ในจารึกวัดส่องคบ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ นั่นคือก่อนรัฐประหารของ “เจ้านครอินทร์” กษัตริย์เมืองสุพรรณภูมิที่กำลังจะขึ้นมาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาในนาม “สมเด็จพระนครินทราธิราช” เมื่ออำนาจผู้ปกครองสุพรรณภูมิย้ายไปตั้งมั่นอยู่ที่อยุธยา สถานะเมืองสุพรรณภูมิคือหนึ่งใน “เมืองลูกหลวง” ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร “แล้วจึงให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าอ้ายพระยากินเมืองสุพรรณบุรี (สุพรรณภูมิ) เจ้ายี่กินเมืองแพรกศรีราชาคือเมืองสรรค์ เจ้าสามพระยากินเมืองชัยนาท (พิษณุโลก)”
            สำหรับ “เจ้าอ้ายพระยา” ผู้ครองสุพรรณภูมิ หากพิจารณาจากชื่อ “อ้าย” ย่อมมีความหมายว่าเป็นโอรสองค์โต กระนั้น ไม่มีข้อบ่งชี้ใดที่ระบุว่า เจ้าอ้ายพระยาคือรัชทายาท มีข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้วเมืองสุพรรณภูมิถูกลดบทบาทลงนับตั้งแต่ก่อนกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เพราะความสนใจของกษัตริย์อยุธยาในเวลานั้นได้ย้ายมาอยู่ที่การควบคุม “เมืองเหนือ” ที่พิษณุโลกมากกว่า เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนครินทราธิราช เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ชิงราชสมบัติรบกันสิ้นพระชนม์บนหลังช้างทั้งสองพระองค์ ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาตกแก่ “เจ้าสามพระยา”

 

พระพุทธรูปประธานอุโบสถวัดพระรูป
            พระพุทธรูปประธานเป็นองค์ดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้างอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปั้นปูนปิด มีการซ่อมแซมครั้งหลังสุดในคราวสร้างอุโบสถหลังใหม่ พุทธลักษณะในปัจจุบันมีพระเศียรรูปทรงค่อนข้างเหลี่ยม รับกับกรอบพระพักตร์ที่ค่อนข้างเหลี่ยม พระรัศมีเปลวลักษณะเป็นพุ่มสั้นมีวงแหวนยอดแหลมรองรับ เม็ดพระศกค่อนข้างเล็กขมวดเป็นก้นหอย มีไรพระศกเป็นแถบแบนค่อนข้างกว้าง แนวไรพระศกด้านหน้าเป็นเส้นตรง ส่วนที่พาดผ่านมาที่ขมับเป็นมุมแหลม พระนลาฏมีลักษณะแบนเรียบและแคบ พระขนงเป็นเส้นสันนูนต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ เปลือกพระเนตรอูมโปนมาก มีเส้นแบ่งระหว่างเปลือกพระเนตรและพระขนง พระนาสิกยาวโด่งเป็นสัน พระโอษฐ์หนาเป็นเส้นตรง มุมพระโอษฐ์ตวัดขึ้นเล็กน้อย พระหนุเหลี่ยมรับกับกรอบพระพักตร์ พระกรรณหนาและใหญ่ พระวรกายมีลักษณะสมบูรณ์ค่อนข้างเตี้ยตัน บั้นพระองค์ค่อนข้างใหญ่ พระพาหาตั้งตรง ครองจีวรห่มเฉียง ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาวางตรง พระกรขวาวางบริเวณหน้าแข้ง นิ้วไม่ยาวจรดฐาน พระชงฆ์เป็นสันตรงในลักษณะประดิษฐ์ไม่เป็นธรรมชาติ แม้พระพุทธรูปองค์นี้จะได้รับการซ่อมแซมเมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังพอจะเห็นเค้าของพระพุทธรูปศิลปะพื้นเมืองสุพรรณภูมิ ซึ่งน่าจะมีรากฐานมาจากศิลปะทวารวดีและศิลปะเขมรที่แพร่หลายอยู่ในพื้นที่ โดยได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยเข้ามาผสมผสานแล้ว อาจกำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ร่วมสมัยกับศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น นับเป็นตัวอย่างพระพุทธรูปสำคัญของเมืองสุพรรณภูมิ

พระพุทธรูปประธานอุโบสถวัดพระรูป ตามประวัติกล่าวว่าได้รับการบูรณะในสมัยหลวงพ่อดี พร้อมกับการบูรณะอุโบสถ โดยการกะเทาะผิวองค์พระออกและปั้นใหม่ โดยน่าจะเป็นการปั้นไปตามเค้าโครงเดิม


ชิ้นส่วนของดอกพิกุลทอง
            ชิ้นส่วนของดอกพิกุลทองวัดพระรูป มีลักษณะเป็นแผ่นรูปดอกสี่กลีบ ตรงกลางเจาะเป็นรู ตามคำบอกเล่ากล่าวว่าได้พบชิ้นส่วนดอกพิกุลทองหลายชิ้นจากใต้ฐานพระประธานในอุโบสถ นับเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัดพระรูปในอดีต

ชิ้นส่วนดอกพิกุลทองพบที่วัดพระรูปบริเวณใต้ฐานพระประธาน จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

ชิ้นส่วนดอกพิกุลทองพบที่วัดพระรูปบริเวณใต้ฐานพระประธาน สมบัติส่วนตัวของชาวบ้านบริเวณวัดพระรูป

 

ใบเสมาหินทรายวัดพระรูป
            ใบเสมาหินทรายวัดพระรูป พบจำนวน ๕ ใบ จากคำบอกเล่ากล่าวกันว่า ใบเสมาชุดนี้เป็นของเก่าแก่ของวัดแต่เดิมปักอยู่โดยรอบโบราณสถานโบสถ์มอญ[8] ใบเสมาชุดนี้เป็นหินทรายสีเทา ขนาดโดยรวมสูงประมาณ ๑๐๐ ซม. กว้างประมาณ ๔๖ ซม. และหนาประมาณ ๑๘ ซม. ลักษณะรูปทรงเป็นแท่งสูง เส้นรอบนอกคล้ายกับทรงเจว็ดสูง เอวเสมาคอดเพียงเล็กน้อยปลายยอดแหลมทำให้ไม่มีกระหนกที่งอนขึ้นมาด้านข้างของใบเสมา มีการสลักลวดลายบนด้านหน้าและรอบข้างของใบเสมา การเลือกใช้วัสดุหินทรายคงมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อการสลักลวดลายได้อย่างละเอียด ประกอบกับเป็นวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และในอยุธยาก็ใช้วัสดุหินทรายมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐[9] ซึ่งได้พบแหล่งตัดหินทรายที่ใช้ผลิตประติมากรรมของอยุธยาบริเวณเขาตะเภา อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี[10] ดังเห็นได้จากการนำหินทรายมาใช้สร้างพระพุทธรูปเป็นจำนวนมากในอยุธยาและปริมณฑล 

ใบเสมาหินทรายวัดพระรูป พบจำนวน ๕ ใบ มีขนาดใกล้เคียงกัน และสลักลวดลายคล้ายคลึงกัน จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

            จุดเด่นของใบเสมาหินทรายวัดพระรูปอยู่ที่ลายประดับซึ่งสลักลงไปบนเนื้อหินทราย ลายที่ปรากฏทั้งด้านหน้าและด้านข้าง เกิดจากการ “ผูกลาย” หรือประดิษฐ์ลาย ด้วยการนำลายมาประกอบกันให้เป็นลายแบบใหม่ซึ่งมี “กระหนก” เป็นองค์ประกอบอันสำคัญ โดยพบว่าใบเสมาหินทรายวัดพระรูปผูกลายด้วยกระหนกที่ประกอบจากวงโค้งตัวล่างมีหัวขมวดขนาดใหญ่ และวงโค้งสลับด้านเป็นตัวบนที่มียอดเป็นลายสามเหลี่ยมปลายแหลม ซึ่งนักวิชาการวิเคราะห์ว่าลายกระหนกแบบนี้เป็นลักษณะสำคัญที่เด่นชัดมากในช่วงแรกของสมัยกรุงศรีอยุธยาราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐[11] และลายกระหนกแบบนี้ยังคงนิยมต่อเนื่องมาอย่างน้อยในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อาทิ ลายปูนปั้นประดับพระปรางค์วัดจุฬามณี พ.ศ. ๒๐๐๘ หรือลวดลายประดับเครื่องทรงพระอิศวรสำริดที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ. ๒๐๕๓[12] เอกลักษณ์ของลายกระหนกบนใบเสมาหินทรายวัดพระรูป คือ การผูกลายกระหนกที่มีหัวขมวดขนาดใหญ่ ๒ ตัวเชื่อมต่อกัน ซึ่งพบลายนี้ในทุกพื้นที่ของใบเสมาทั้งในกรอบสามเหลี่ยมที่โคนใบเสมา ยอดใบเสมา และในกรอบสามเหลี่ยมด้านข้างใบเสมา

การผูกลายด้วยกระหนกที่ประกอบจากวงโค้งตัวล่างมีหัวขมวดขนาดใหญ่ และวงโค้งสลับด้านเป็นตัวบนที่มียอดเป็นลายสามเหลี่ยมปลายแหลม อันเป็นเอกลักษณ์ลวดลายบนใบเสมาหินทรายวัดพระรูป

            ใบเสมาหินทรายที่มีรูปแบบและลวดลายในกลุ่มนี้ นอกจากจะพบที่วัดพระรูป จ.สุพรรณบุรีแล้ว ยังพบตัวอย่างเป็นจำนวนมากทั้งในอยุธยาและหัวเมืองโดยรอบอยุธยา อาทิ วัดราชประดิษฐาน จ.พระนครศรีอยุธยา วัดค้างคาว วัดลุ่มคงคา จ.นนทบุรี วัดพระบรมธาตุ จ.ชัยนาท วัดหลุมดิน จ.ราชบุรี วัดใหญ่สุวรรณาราม จ.เพชรบุรี เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการกำหนดอายุจากรูปแบบและลวดลายบนใบเสมาในกลุ่มนี้ว่าอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ การพบใบเสมาหินทรายที่วัดพระรูปจึงนำมาสู่ข้อสันนิษฐานที่ว่า วัดพระรูปน่าจะมีการสร้างอุโบสถและผูกพัทธสีมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ซึ่งร่วมสมัยกับวัดในกรุงศรีอยุธยาและวัดในหัวเมือง

 

เอกสารอ้างอิง
[1] ก่องแก้ว วีระประจักษ์, “จารึกพระมหาเถรชัยโมลี”, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕: อักษรธรรมและอักษรไทย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔, (กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๒๙), ๑๓๑-๑๓๒., นวพรรณ ภัทรมูล, โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. ศมส., ๒๕๔๗.
[2]  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานคณะสงฆ์, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๑๔), ๕.
[3]สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๓๒ / เรื่องที่ ๑ ตาลปัตร พัดยศ และสมณศักดิ์ / พัดยศและสมณศักดิ์
[4]  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานคณะสงฆ์, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๑๔), ๒๕, ๒๗, ๒๙.
[5]  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานคณะสงฆ์, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๑๔), ๒๘, ๓๓.
[6]  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานคณะสงฆ์, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๑๔), ๓๕.
[7] กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์, ๒๕๒๙), ๘๒.
[8]  วัดพระรูป, ๘๐ ปี พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) (มปท., ๒๕๓๕), ๑๖-๑๗.
[9]  ประภัสสร์ ชูวิเชียร, อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ ศิลปกรรมที่สัมพันธ์กับแม่น้ำลำคลอง (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๖๑), ๑๓๖, ๑๔๒.
[10]  ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์, ประทีป เพ็งตะโก และพิรักษ์ ชวนะเกรียงไกร, “เขาตะเภา ลพบุรี: แหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตพระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยา,” ศิลปากร ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม-มิถุนายน, ๒๕๓๐): ๖๑-๖๒.
[11]  สันติ เล็กสุขุม, พัฒนาการของลายไทย: กระหนกกับเอกลักษณ์ไทย (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๓), ๒๐๖-๒๐๗.
[12]  ประภัสสร์ ชูวิเชียร, อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ ศิลปกรรมที่สัมพันธ์กับแม่น้ำลำคลอง (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๖๑), ๑๔๖.

พระพิมพ์กรุวัดพระรูป
            จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่หนึ่งที่พบพระพุทธรูปบูชาและพระพิมพ์มากเป็นพิเศษ โดยพบตั้งแต่สมัยอมราวดี ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี อู่ทอง สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ อาทิ บ้านหนองแจงได้พบพระพุทธรูปศิลปะลพบุรี เมืองอู่ทองได้พบพระพุทธรูปศิลปะอมราวดีและทวารวดี เป็นต้น สำหรับในอำเภอเมืองสุพรรณได้พบพระพิมพ์จำนวนมากที่สุด กรุที่สำคัญได้แก่ พระพิมพ์กรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระพิมพ์กรุวัดชุมนุมสงฆ์[1] พระพิมพ์กรุสำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองสุพรรณคือ “พระพิมพ์กรุวัดพระรูป”
            วัดพระรูปตั้งอยู่ในเมืองเก่าสุพรรณ สถาปนาขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นวัดสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองสุพรรณภูมิ (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐) ภายในวัดแห่งนี้ได้พบพระพิมพ์แบบต่าง ๆ จำนวนมากและมีความหลากหลายที่สุดในเมืองสุพรรณ พระพิมพ์กรุนี้น่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ร่วมสมัยกับพระพิมพ์ศิลปะอยุธยาตอนต้น เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชาวเมืองสุพรรณภูมิที่นิยมการสร้างพระพิมพ์บรรจุกรุเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
            พระพิมพ์กรุวัดพระรูปเกือบทั้งหมดเป็นเนื้อดินเผา ประกอบด้วยดินเป็นมวลสารหลัก ผสมกับมวลสารอื่น ๆ หลายชนิด ผ่านการเผาด้วยความร้อนจนเป็นดินเผา ทำให้เนื้อพระมีหลายสีแตกต่างกันไปตามความร้อนที่ได้รับ อาทิ สีแดงอิฐ สีคล้ายมะขามเปียก สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นสีแดงอิฐ ในชุดพระพิมพ์กรุวัดพระรูปมีด้วยกันหลายพิมพ์ ประกอบด้วย พระขุนแผน พระพลายงาม พระสี่กร พระมอญแปลง พระประคำรอบ พระนาคปรก พระขุนไกร พระกุมารทอง และพระพันวษา เนื่องจากพระพิมพ์กรุวัดพระรูปมีความงดงามและมีความเก่าแก่ตามอายุของวัดพระรูปที่อยู่ในสมัยสุพรรณภูมิ ประกอบกับมีความเชื่อว่าผู้แขวนพระกรุวัดพระรูปจะแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน มีโชคลาภ และมีเมตตามหาเสน่ห์ จึงทำให้พระพิมพ์กรุนี้มีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีตและเป็นที่ต้องการของนักสะสมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพระขุนแผนและพระชุดกิมตึ๋ง และหากเป็นนักสะสมตัวจริงจะนิยมเก็บรวบรวมจนครบทุกพิมพ์
            ภายในบริเวณวัดพระรูป นอกจากจะพบพระพิมพ์ดินเผาเป็นจำนวนมากแล้ว ยังได้พบพระพิมพ์เนื้อชินและพระพุทธรูปบูชาอีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันพบเห็นได้น้อยมาก “พระพิมพ์เนื้อชิน” ตามประวัติกล่าวว่าขุดพบเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๙๒ - ๒๔๙๓ แบ่งเป็น ๒ พิมพ์คือ พิมพ์แบบอู่ทองรุ่น ๑ กับพิมพ์แบบอู่ทองรุ่น ๓[2] เป็นเนื้อชินเงิน มีสัณฐานแบน ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานเขียงเตี้ยๆ แสดงปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาวางตรงลงด้านหน้าแตะถึงฐาน พระวรกายสูงชะลูด ด้านหลังเรียบพิมพ์เป็นลายผ้าหรือลายตาราง น่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ และ “พระพุทธรูปปางมารวิชัย” จัดเป็นศิลปะแบบสุพรรณภูมิ (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐) เนื้อสำริดกะไหล่ทอง แสดงปางมารวิชัย พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระเกตุมาลาเป็นทรงกรวย ครองจีวรห่มเฉียง ปลายจีวรเป็นลายกระหนกรูปคล้ายเขี้ยวตะขาบ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ บนฐานรูปทรงบัวคว่ำบัวหงายที่มีลักษณะเว้าโค้งตามการประทับนั่ง ที่ฐานบัวสลักเป็นลายเส้นรูปกลีบบัว

พระพิมพ์เนื้อชิน พบใต้ฐานพระประธาน อุโบสถวัดพระรูป
พุทธศตวรรษที่  ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ชินเงิน, ขนาด ส. ๕.๘ / ก. ๒.๗ / ห. ๐.๗ (ซม.), ผอ.ยรรยง โอภากุล  มอบให้วัดพระรูป

 

พุทธศิลป์ของพระพิมพ์กรุวัดพระรูป
            “พระพิมพ์ขุนแผน” มีรูปทรงรียอดแหลม ด้านหน้าค่อนข้างเรียบสำหรับพิมพ์รูป ด้านหลังขององค์พระนูนสูง บางองค์ปรากฏลายนิ้วมือ อันแสดงให้เห็นถึงวิธีการกดพิมพ์พระด้วยมือทุกองค์ พิมพ์เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเหนือฐานบัว ภายในซุ้มที่ประดับใบระกาทรงยาวรี พุทธลักษณะแสดงปางมารวิชัย เค้าโครงพระพักตร์รียาว พระหนุค่อนข้างสั้น ปรากฏร่องรอยการทรงเครื่อง คือ สวมเครื่องประดับพระเศียรยอดยาว และพาหุรัด การที่กดพิมพ์ด้วยมือจึงทำให้สัณฐานของพระขุนแผนมีความแตกต่างกันออกไป แบ่งเป็น ๒ แบบคือ “พระขุนแผนไข่ผ่าซีก” มีสัณฐานทรงรีป้อมคล้ายไข่ผ่าซีก และ “พระขุนแผนแตงกวาผ่าซีก” มีสัณฐานทรงรียาวชะลูด พระขุนแผนส่วนใหญ่มีสีแดงอิฐคล้ายกับสีดินเผา และเนื่องจากการเผาจึงทำให้สีของเนื้อดินมีความแตกต่างกันออกไป อาทิ สีแดงเข้ม สีหม้อใหม่ และสีพิกุลแห้ง พระขุนแผนมีเนื้อละเอียด มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดงและแดงดำกระจายอยู่ทั่วองค์ นอกจากนี้ ในกลุ่มพระขุนแผนกรุวัดพระรูปยังมี “พระขุนแผนซุ้มระฆัง” เนื่องจากทำซุ้มพระเป็นรูปทรงซุ้มระฆังแบบศิลปะสุโขทัย และ “พระยอดขุนพล” ซึ่งทั้งสองพิมพ์นี้พบจำนวนน้อยมาก 
            พระขุนแผนนอกจากจะพบที่วัดพระรูปแล้ว ยังพบที่วัดละคร (ร้าง) ซึ่งอยู่ติดกับวัดพระรูป (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี) มักจะเป็นพิมพ์ไข่ผ่าซีก เนื้อค่อนข้างสีแดงจัด และที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ในเจดีย์องค์ข้างพระปรางค์ อนึ่ง หากกล่าวถึง “พระขุนแผน” ตามความรู้สึกของชาวสุพรรณจะมุ่งมายังพระขุนแผนวัดพระรูปก่อน ส่วนความรู้สึกของนักนิยมพระต่างจังหวัด มักจะหมายถึงพระขุนแผนวัดบ้านกร่าง อ. ศรีประจันต์ จึงนิยมเรียกกันว่า “พระขุนแผนวัดพระรูป” “พระขุนแผนไข่ผ่า” หรือ “พระขุนแผนแตงกวาผ่า”[3] ทั้งนี้พระขุนแผนวัดพระรูปยังมีอายุเก่าแก่กว่าพระขุนแผนวัดบ้านกร่าง

พระพิมพ์ขุนแผนไข่ผ่าซีก  
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๖.๘ / ก. ๓.๑ / ห. ๒.๐ (ซม.)

 

พระพิมพ์ขุนแผนแตงกวาผ่าซีก  
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๖.๕ / ก. ๒.๕ / ห. ๑.๕ (ซม.)

 

พระพิมพ์ขุนแผนซุ้มระฆัง 
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๕.๑ / ก. ๒.๓ / ห. ๑.๑ (ซม.)

             

            “พระพิมพ์พลายงาม” พระพลายงามมีรูปทรงรียอดแหลม พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งเหนือฐานเขียงเตี้ย ๆ แสดงปางมารวิชัยอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว เค้าโครงพระพักตร์รียาว ด้านหลังขององค์พระนูนสูง เนื้อพระค่อนข้างหยาบ มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดงและเม็ดกรวดกระจายอยู่ทั่วองค์ โดยรวมแล้วมีพุทธลักษณะคล้ายพระขุนแผน แต่พิมพ์ตื้นกว่าพระขุนแผน รวมถึงมีขนาดเล็กกว่าและมีเนื้อหยาบกว่าพระขุนแผน พระพิมพ์ในกลุ่มพระขุนแผนและพระพลายงามกรุวัดพระรูปนี้ นักวิชาการจัดอยู่ในกลุ่ม “พระยอดขุนพล” ซึ่งเป็นพระพิมพ์ในศิลปะลพบุรี ที่ปรากฏอิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายนอยู่มาก โดยสันนิษฐานว่าเป็นการตัดเอาเฉพาะพระพุทธรูปองค์กลางแยกออกมาจากพระตรีกาย กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ อาทิ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองลพบุรี ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบของพระยอดขุนพลที่สร้างในเวลาต่อมาที่มีการสร้างล้อพิมพ์กันมาหลายสมัย ทำให้มีรายละเอียดทางประติมานวิทยาแตกต่างกันไปตามยุคสมัยและรูปแบบศิลปะ[4]

พระพิมพ์พลายงาม 
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๕.๒ / ก. ๒.๘ / ห. ๑.๒ (ซม.)

 

            “พระพิมพ์สี่กร” พระสี่กรมีรูปทรงกลมรีปลายแหลม พิมพ์นี้จะมีพระกรและพระพาหาซ้อนรางๆ อยู่ด้านหลัง ทำให้ดูเหมือนมีสี่กร จึงนิยมเรียกว่า “พระสี่กร” พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ แสดงปางมารวิชัยเหนือฐานเตี้ยๆ อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว เค้าพระพักตร์ทรงรี ใต้ฐานบริเวณตรงกลางมีเส้นแนวตั้ง คล้ายก้านดอกบัวหรือก้านของพระยอดธง ด้านหลังขององค์พระนูนสูง พระพิมพ์นี้มีเนื้อค่อนข้างหยาบ มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดงและเม็ดกรวดกระจายอยู่ทั่วองค์

พระพิมพ์สี่กร  
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๓.๔ / ก. ๒.๑ / ห. ๐.๙ (ซม.)

 

            “พระพิมพ์มอญแปลง” พระมอญแปลงมีรูปทรงกลมรี ปลายค่อนข้างแหลม ลักษณะการพิมพ์ค่อนข้างตื้น พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ แสดงปางมารวิชัย เค้าพระพักตร์ทรงรี ด้านหลังขององค์พระนูนเล็กน้อย พระพิมพ์นี้นิยมเรียกกันว่า “พระมอญแปลง” พระมอญแปลงมีเนื้อพระค่อนข้างละเอียด มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดงและเม็ดกรวดกระจายอยู่ทั่วองค์

พระพิมพ์มอญแปลง
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๔.๒ / ก. ๒.๖ / ห. ๑.๐ (ซม.)

 

            “พระพิมพ์ประคำรอบ” พระประคำรอบมีรูปทรงกลมรี ปลายค่อนข้างแหลม พิมพ์ตื้น พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเหนือฐานบัวที่ประดับด้วยเม็ดกลมหรือเม็ดประคำเป็นกรอบรอบองค์พระ จึงนิยมเรียกว่า “พระประคำรอบ” แสดงปางมารวิชัย ภายในซุ้มเรือนแก้วที่ประดับด้วยเม็ดกลมหรือเม็ดประคำ เค้าพระพักตร์ทรงรี ด้านหลังขององค์พระนูนเล็กน้อย พระพิมพ์นี้มีเนื้อละเอียด มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดงและเม็ดกรวดกระจายอยู่ทั่วองค์

พระพิมพ์ประคำรอบ 
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๓.๙ / ก. ๒.๔ / ห. ๑.๐ (ซม.)

 

            “พระพิมพ์นาคปรก” พระนาคปรกมีรูปทรงกลมรี พิมพ์ตื้น พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปแสดงปางสมาธิเหนือขนดนาค ภายใต้พังพานพญานาคเจ็ดเศียร เค้าพระพักตร์ทรงรี ด้านหลังขององค์พระนูนเล็กน้อย พระพิมพ์นี้มีเนื้อค่อนข้างละเอียด มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดงและเม็ดกรวดกระจายอยู่ทั่วองค์ องค์พระมีขนาดต่างกันไม่ค่อยแน่นอน พระพิมพ์นี้นิยมเรียกกันว่า “พระนาคปรก” หรือ “พระปรกชุมพล” การเรียกชื่อพระปรกชุมพลสันนิษฐานว่าเรียกตามพระพิมพ์เดียวกันซึ่งพบมาก่อนที่วัดพลายชุมพล

พระพิมพ์นาคปรก 
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๓.๘ / ก. ๒.๑ / ห. ๑.๒ (ซม.)

 

            “พระพิมพ์ขุนไกร” พระขุนไกรมีรูปทรงกลมรีมีฐานล่างค่อนข้างตรง พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งเหนือฐานเขียงเตี้ยๆ แสดงปางมารวิชัย เค้าพระพักตร์กลมหนา พระกรรณยาว มีเส้นกรอบรอบองค์พระ ด้านหลังขององค์พระนูนสูง พระพิมพ์นี้มีขนาดใหญ่นิยมเรียกกันว่า “พระขุนไกร” พระขุนไกรมีเนื้อแกร่งคล้ายเนื้อกระเบื้อง มีสีแดงแก่ แดงอ่อน และแดงปนน้ำตาล ลักษณะเนื้อค่อนข้างหยาบ มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดง เม็ดกรวด และเม็ดสีดำกระจายอยู่ทั่วองค์ แบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์คือ พิมพ์หน้าใหญ่ กับพิมพ์หน้าเล็ก

พระพิมพ์ขุนไกร  
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๕.๗ / ก. ๔.๕ / ห. ๑.๑ (ซม.)

 

            “พระพิมพ์พระพันวษา” พระพันวษามีรูปทรงรี ปลายยาวแหลมและเอียงไปด้านขวา พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร แสดงปางมารวิชัยอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว มีชายผ้าตกเป็นวงโค้งด้านหน้า เค้าพระพักตร์รียาว ด้านหลังขององค์พระนูนสูง เหนือพระเศียรมีลักษณะเป็นชั้นจำนวน ๓ - ๖ ชั้น มียอดแหลม พระพิมพ์นี้มีกรอบพิมพ์ไม่เหมือนกัน องค์พระมีขนาดไม่เท่ากัน บางองค์ยอดตรง บางองค์ยอดเอียงซ้ายหรือเอียงขวา พระพิมพ์นี้มีความอ่อนช้อย นิยมเรียกกันว่า “พระพันวษา” พระพันวษามีเนื้อค่อนข้างละเอียด หนึกแกร่ง ละเอียดพอ ๆ กับพระขุนแผน มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดงกระจายอยู่ทั่วองค์

พระพิมพ์พระพันวษา  
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๕.๓ / ก. ๒.๕ / ห. ๑.๓ (ซม.)

 

            “พระพิมพ์กุมารทอง” พระกุมารทองมีรูปทรงกลมรีปลายค่อนข้างมน พิมพ์ออกมาเป็นเส้นโครงร่างที่แสดงพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเหนือฐานบัว แสดงปางมารวิชัยอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว เค้าพระพักตร์ทรงรี ด้านหลังขององค์พระนูนสูง พระพิมพ์นี้เป็นเส้นโครงร่างที่ดูยุ่งเหยิงจึงนิยมเรียกกันว่า “พระกุมารทอง” หรือ “พระยุ่ง” พระกุมารทองมีเนื้อค่อนข้างหยาบ มีเม็ดแร่สีน้ำตาลอมแดง เม็ดกรวดกระจายอยู่ทั่วองค์

พระพิมพ์กุมารทอง (พระยุ่ง) 
พุทธศตวรรษที่ ๒๐, แบบศิลปะ สุพรรณภูมิ, วัสดุ ดินเผา, ขนาด ส. ๔.๖ / ก. ๒.๔ / ห. ๑.๓ (ซม.)

 

การพบพระพิมพ์กรุวัดพระรูป
            พระพิมพ์กรุวัดพระรูปส่วนใหญ่พบบนผิวดินและใต้ดินลึกลงไปเล็กน้อย ในบริเวณลานวัดใกล้กับอุโบสถ วิหารพระพุทธไสยาสน์ พระเจดีย์ โบสถ์มอญ ผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตหลายคนที่อาศัยอยู่บริเวณวัดพระรูปกล่าวว่า ในอดีตพบพระพิมพ์อยู่ทั่วไปบนผิวดิน บนกุฏิ ศาลา วิหาร มีจำนวนมากเป็นร้อยๆ องค์ การพบพระกรุนี้ยังพบในวาระต่างๆ กัน อาทิ พ.ศ. ๒๕๐๘ มีการบูรณะวิหารพระพุทธไสยาสน์ เมื่อขุดดินบริเวณด้านหน้าพระพุทธไสยาสน์ลงไปเพียงเล็กน้อย ได้พบพระพิมพ์ขุนแผนกระจายอยู่ประมาณ ๑๐๐ องค์ หรือใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ครั้งที่มีการปรับพื้นวัดก็ได้พบพระพิมพ์ขุนแผนจำนวนหลายองค์[5]
            พระครูถาวรสุวรรณคุณ (คำ ถาวโร) หรือหลวงพ่อคำอดีตเจ้าอาวาสวัดพระรูป เล่าให้อาจารย์มนัส โอภากุล ฟังว่า พระพิมพ์วัดพระรูปกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นดินในเขตอุปจารของวัด ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็พบ ที่จมดินก็มี พอฝนตกจะปรากฏให้เห็นเสมอ ๆ แต่คนสมัยโน้นไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าใดนัก เพราะถือคตินิยมไม่ยอมเอาพระเข้าบ้าน พวกเด็ก ๆ ลูกศิษย์วัดมักจะเอาไปร่อนเล่นในแม่น้ำหน้าวัด[6]  
            ใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ครั้งกรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งพระเจดีย์ได้พบพระพิมพ์ขุนแผนจำนวน ๒ องค์ แต่ไม่พบรายงานกล่าวถึงการพบพระพิมพ์บรรจุในกรุของพระเจดีย์[7] และยังมีบันทึกว่าในอดีตพระชุดกิมตึ๋งที่ประกอบด้วย พระสี่กร พระมอญแปลง พระประคำรอบ พระนาคปรกนั้น มักพบประจำบริเวณหน้าศาลาฌาปนกิจเมื่อครั้งที่ยังไม่เทพื้นปูนซีเมนต์ โดยมักจะพบบนผิวดินหลังจากที่ฝนตกหนัก ๆ
            พระพิมพ์วัดพระรูปเหล่านี้ คงจะสร้างขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาตามคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชนในช่วงเวลานั้น สันนิษฐานว่าแต่เดิมคงจะมีพระเจดีย์ที่บรรจุพระพิมพ์เหล่านี้ ต่อมาเมื่อพระเจดีย์พังลงพระพิมพ์ในกรุจึงกระจายอยู่ทั่วบริเวณ โดยในอดีตน่าจะเคยมีพระเจดีย์ในบริเวณดังกล่าวอยู่หลายองค์ ดังปรากฏพระเจดีย์เก่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างอุโบสถในภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีหลักฐานเหลือแล้ว
            นอกจากนี้ การพบพระขุนแผนและพระชุดกิมตึ๋ง (พระสี่กร พระมอญแปลง พระประคำรอบ พระนาคปรก) ยังได้พบอีกที่วัดพลายชุมพล (ร้าง) ที่ตั้งอยู่ติดกับวัดพระรูปทางทิศใต้ และที่วัดละคร (ร้าง) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี โดยพระพิมพ์แต่ละกรุจะมีขนาดและลักษณะเนื้อหามวลสารแตกต่างกัน ซึ่งใช้เป็นจุดแยกแยะพระพิมพ์แต่ละกรุออกจากกัน สำหรับพระพิมพ์กรุวัดพระรูปนั้นมีขนาดใหญ่และมีเนื้อแน่นละเอียดมากกว่ากรุวัดพลายชุมพลและกรุวัดละครจึงเป็นที่นิยมมากกว่า 

 

พระพิมพ์กรุวัดพลายชุมพล 
            พระครูถาวรสุวรรณคุณ (คำ ถาวโร) หรือหลวงพ่อคำอดีตเจ้าอาวาสวัดพระรูป ได้เล่าให้อาจารย์มนัส โอภากุล ฟังว่า วัดพลายชุมพลอยู่ด้านหลังวัดพระรูปไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อย องค์พระเจดีย์หักพังมานานแล้ว ในขณะที่ท่านมีอายุได้ ๑๐ ขวบ (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๖) เห็นเป็นกองอิฐสุมกันเป็นกองพะเนิน ฐานองค์เจดีย์ใหญ่มาก เกือบจะเท่าพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (สุพรรณบุรี) ไม่ทราบว่ารูปทรงเป็นอย่างไรเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน หากวัดโดยรอบประมาณ ๕๐ เมตรเห็นจะได้ นับเป็นเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่ง พระชุดพลายชุมพลหรือชุดกิมตึ๋ง กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปปะปนอยู่กับกองอิฐและปูนโดยไม่มีใครสนใจที่จะเก็บเอาไปบูชา เพราะคตินิยมในขณะนั้นยังไม่ยอมเอาพระเข้าบ้าน หลวงพ่อสอน วัดป่าเลไลยก์ ยังพูดว่าใครต้องการพระสักกี่เล่มเกวียนให้ไปขนเอาที่วัดพลายชุมพล ในสมัยที่สร้างเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี นักโทษมาขนเอาอิฐดี ๆ ไปก่อกำแพงเสียก็มาก จนอิฐดี ๆ ของวัดพลายชุมพลหมดไปโดยปริยาย
            อาจารย์มนัส โอภากุล ยังบันทึกไว้ว่า ในย่านวัดพลายชุมพลนี้ยังมีวัดร้างจำนวนมากตั้งติดกันเป็นแถว อาทิ วัดละคร วัดมอญ วัดช่องลม วัดตะไกร วัดพระจีน วัดปากคลองแสงจันทร์ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองทั้งสิ้น ทุกวัดมีพระชุดกิมตึ๋งทั้งสิ้น พระชุดกิมตึ๋งนี้ขึ้นชื่อลือลั่นในทางอยู่ยงคงกระพันชาตรีมานาน เวลาไปเที่ยวต่างบ้านนักเลงนักเที่ยวนิยมหยิบติดตัวไปด้วยเสมอ บางครั้งบางคราวต้องมีเรื่องกัน ปรากฏว่าหนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน เลือดไม่ตกยางไม่ออก อย่างไรก็ดี เมื่อกลับมาจากเที่ยวจะต้องนำเอาพระนั้นกลับมาไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเอาเข้าบ้าน ถือคติว่าพระต้องอยู่ที่วัดไม่ใช่อยู่บ้าน ต่อมาคตินี้ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกันนี้พระชุดกิมตึ๋งก็ค่อย ๆ หายไปด้วย[8]    

 

พระพิมพ์ชุดกิมตึ๋งของวัดพระรูป
            พระพิมพ์กรุวัดพระรูปชุด “กิมตึ๋ง” มีจำนวน ๔ องค์ ประกอบด้วย พระสี่กร พระมอญแปลง พระประคำรอบ และพระนาคปรก การเรียกชื่อพระพิมพ์กรุวัดพระรูปชุดนี้ว่ากิมตึ๋ง สันนิษฐานว่าเรียกชื่อตามพระพิมพ์ชุดกิมตึ๋งของวัดพลายชุมพล ที่เป็นวัดร้างอยู่ติดกับวัดพระรูปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งนักวิชาการกล่าวว่าแตกกรุออกมาครั้งแรกเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๔๙ เนื่องจากพระเจดีย์เก่าแก่ของวัดหักโค่นลงมา ซึ่งแต่เดิมนั้นจะเรียกพระพิมพ์ชุดนี้ว่า “พระตับวัดพลายชุมพล”[9] หรือ “พระชุดพลายชุมพล” ตามชื่อวัด[10] พระชุดกิมตึ๋งวัดพระรูปประกอบไปด้วยพระพิมพ์ ๔ องค์เช่นเดียวกันคือ พระสี่กร พระมอญแปลง พระประคำรอบ และพระนาคปรก โดยเชื่อว่าพระพิมพ์ชุดกิมตึ๋งของวัดพระรูปคงจะแตกกรุออกมาทีหลังกรุวัดพลายชุมพล อย่างไรก็ดี พบว่าเนื้อพระและขนาดพระพิมพ์ของทั้งสองกรุนี้มีความแตกต่างกันคือ พระพิมพ์กรุวัดพระรูปจะมีขนาดใหญ่กว่าและมีเนื้อละเอียดแน่นกว่าพระพิมพ์กรุวัดพลายชุมพล จึงทำให้พระชุดกิมตึ๋งของวัดพระรูปเป็นที่นิยมมากกว่า   
            สำหรับการตั้งชื่อพระพิมพ์ชุดนี้ว่า “กิมตึ๋ง” นั้น นักวิชาการสันนิษฐานเป็น ๒ แนวทางคือ แนวทางหนึ่งสันนิษฐานว่ามาจากชื่อชุดโต๊ะหมู่บูชาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) ที่มีความสวยงามมากจนชนะการประกวด ซึ่งกรมขุนราชสีหวิกรมประทานชื่อโต๊ะหมู่บูชาชุดนี้ว่า “ชุดกิมตึ๋ง” แปลว่า “พระราชบัลลังก์ทองคำ” ส่วนอีกแนวทางหนึ่งสันนิษฐานว่ามาจาก “กิมตึ๋งฮกกี่” ชื่อยี่ห้อเครื่องถ้วยชาลายคราม ที่พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) สั่งมาจากเมืองจีนในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแปลความหมายไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง ตำนานเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้นว่า “ของอันวิเศษอย่างเต็มที่” ชุดเครื่องถ้วยชาลายครามดังกล่าว ๑ ชุดประกอบด้วย ๔ ใบ ซึ่งมีความงดงามมากจึงเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่นักนิยมถ้วยชาจนนิยมเรียกชื่อติดปากว่าถ้วยกิมตึ๋ง ต่อมาเมื่อมีการพบพระกรุชุดวัดพลายชุมพลที่มีความงดงามเข้าชุดกันจำนวน ๔ องค์และเป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสม จึงตั้งชื่อพระชุดนี้ใหม่ว่าพระชุดกิมตึ๋ง[11]

พระพิมพ์ขุนแผนและพระพิมพ์ชุดกิมตึ๋ง กรุวัดพระรูป

 

ชื่อพระพิมพ์กรุวัดพระรูปกับวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน
            การเรียกชื่อพระพิมพ์กรุวัดพระรูป ส่วนใหญ่นิยมเรียกชื่อพระพิมพ์ตามตัวละครในวรรณกรรมพื้นบ้านเมืองสุพรรณบุรีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นจากกลุ่มนิยมสะสมพระและวัตถุมงคลที่นำลักษณะเด่นของพระพิมพ์แบบต่างๆ ไปเปรียบเทียบเข้ากับตัวละครในวรรณกรรม
            “พระขุนแผน” อาจารย์มนัส โอภากุล บันทึกไว้ว่า แต่เดิมคนสมัยก่อนไม่ได้เรียกว่าพระขุนแผน เขาเรียกกันว่า “พระหลังเบี้ย” เพราะด้านหลังอูมเหมือนหลังเบี้ยจั่น[12] ขุนแผนมาจากชื่อตัวละครเอกของวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน เป็นบุตรของขุนไกรพลพ่ายกับนางทองประศรี ขุนแผนหรือขุนแผนแสนสะท้าน เป็นข้าราชการทหารกรุงศรีอยุธยาที่มีบุคลิกเป็นชายชาตรีผู้มีความรู้มีความเก่งกล้าสามารถมากและเป็นผู้ที่มีเสน่ห์อย่างมาก การเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่าพระขุนแผนคงเนื่องจากเป็นพิมพ์ที่มีความงดงามสมบูรณ์ที่สุดในกลุ่มพระพิมพ์กรุวัดพระรูป ประกอบกับอาจจะเนื่องจากฐานบัวคว่ำบัวหงายที่พิมพ์ติดไม่ชัดทำให้มองดูคล้ายรูปเด็กนอนหงายหรือกุมารทอง บุตรของขุนแผนกับนางบัวคลี่ที่ขุนแผนปลุกสร้างขึ้นด้วยวิชาตามเนื้อเรื่องในวรรณกรรม 
            “พระพลายงาม” มีที่มาจากชื่อตัวละครเอกของวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน พลายงามหรือจมื่นไวยวรนาท เป็นบุตรของขุนแผนกับนางวันทอง เป็นข้าราชการทหารกรุงศรีอยุธยาที่มีบุคลิกเก่งกล้าสามารถและมีเสน่ห์เช่นเดียวกับขุนแผน การเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่าพระพลายงามคงเนื่องจากเป็นพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายพระขุนแผน แต่พิมพ์ตื้นกว่าและมีรายละเอียดน้อยกว่าพระขุนแผน  
            “พระมอญแปลง” มีที่มาจากวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน ในตอนที่พลายชุมพลปลอมตัวเป็นมอญเพื่อไปรบกับจมื่นไวยวรนาทหรือพลายงาม พลายชุมพลนั้นเป็นบุตรของขุนแผนกับนางแก้วกิริยา และนับเป็นน้องคนละแม่ของพลายงาม การเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่ามอญแปลงนั้นสันนิษฐานว่าอาจจะเนื่องจากให้ความสำคัญพระพิมพ์นี้ต่อมาจากพระขุนแผนและพระพลายงาม ประกอบกับพระพิมพ์นี้มีลักษณะคล้ายกับพระพิมพ์พุทธคยาซึ่งเป็นพระพิมพ์ที่นิยมมาก่อนในศิลปะพม่าสมัยพุกาม จึงตั้งชื่อพระพิมพ์นี้ว่าพระมอญแปลงพระกุมารทอง
            “พระกุมารทอง” มีที่มาจากชื่อตัวละครในวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน กุมารทองเป็นอมนุษย์ที่ขุนแผนปลุกสร้างขึ้นด้วยวิชาจากบุตรของตนเองกับนางบัวคลี่ การเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่าพระกุมารทองคงเนื่องจากเป็นพิมพ์ที่มีเส้นซ้อนกันให้ความรู้สึกยุ่งเหยิงและลึกลับซับซ้อน เปรียบเหมือนกับกุมารทองที่เป็นอมนุษย์และเป็นเด็กตามวรรณกรรม อนึ่ง ด้วยพระพิมพ์นี้มีลักษณะเส้นที่ซับซ้อนดูยุ่งเหยิงจึงมักนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พระยุ่ง”  
            “พระขุนไกร” มีที่มาจากชื่อตัวละครในวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน ขุนไกรหรือขุนไกรพลพ่ายเป็นบิดาของขุนแผน เป็นข้าราชการทหารกรุงศรีอยุธยามีบุคลิกเป็นชายชาตรีมีความรู้ความสามารถมาก การเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่าพระขุนไกรคงเนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าพระพิมพ์ขุนแผนและมีขนาดใหญ่ที่สุดในชุดพระกรุวัดพระรูป จึงตั้งให้เป็นขุนไกรซึ่งเป็นบิดาของขุนแผนตามเนื้อเรื่องในวรรณกรรม
            “พระพันวษา” มีที่มาจากชื่อตัวละครในวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน พระพันวษาหรือสมเด็จพระพันวษาเป็นพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาการเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่าพระพันวษาคงเนื่องจากเป็นพิมพ์ที่มีชั้น ๆ ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ลักษณะคล้ายฉัตรเหนือซุ้มพระ สอดคล้องกับพระพันวษาที่เป็นพระมหากษัตริย์ตามเนื้อเรื่องในวรรณกรรม

จิตรกรรมฝาผนังเรื่องขุนช้างขุนแผน บนผนังระเบียงรอบวิหารหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์

 

Printed Buddha Images in the Cache at Wat Phra Rup
            Suphan Buri province is an area that especially large numbers of Buddha images and printed Buddha images are found.  The Buddha images found include those in the periods of Amaravadi, Thavaravadi, Srivichai, Lop Buri, Uthong, Sukhothai, Ayutthaya, and Rattanakosin.  For examples, at Ban Nong Chaeng Tai the Buddha images of Lop Buri art style are found, and in Uthong town the Buddha images of Amaravadi and Thavaravadi art styles are found.  The largest numbers of printed Buddha images are found in Mueang district of Suphan Buri.  The important sources are the printed Buddha images in cache at the main stupa of Wat Phra Si Rattana Mahathat, and the printed Buddha images in cache at Wat Chumnum Sangha.  Another important place in Suphan Buri is Wat Phra Rup where we can find “Printed Buddha Images in the Cache at Wat Phra Rup”.  Wat Phra Rup is located in the ancient Suphan Buri town.  It was established in about the 19th Buddhist Century.  It is considered one of the most important monasteries in Suphan Buri.  The cache at Wat Phra Rup was found to contain large numbers of most diversified models of printed Buddha images in Suphan Buri.  The printed Buddha images in this cache were created in Suphanabhumi period (19th - 20th Buddhist Centuries) which was contemporary to printed Buddha images of early Ayutthaya art style.  This is important evidence that reflects the culture of Suphan Buri people who have the preference for creating printed Buddha images and putting them in the cache in order to maintain the existence of Buddhism forever.
            Almost all printed Buddha images in the cache at Wat Phra Rup were created from baked clay.  The materials of the Buddha images are composed mainly of clay mixed with several substances that are burnt to become baked clay with many different colors depending on the levels of heat received from the burning, such as the reddish brick color, the ripe tamarin-liked color, and dry medlar flower-liked color.  However, the majority of them are of reddish brick color.  There are many printed models of the Buddha images including Phra Khun Phaen, Phra Plai Ngarm, Phra Si Korn, Phra Mon Plaeng, Phra Pakhamrop, Phra Prok Chumphon, Phra Khun Krai, Phra Kuman Thong, and Phra Phanwasa.  Due to the fact that the printed Buddha images in the cache at Wat Phra Rup are beautiful and antique based on the age of Wat Phra Rup which was established during the Suphan Buri period, together with the belief that the person wearing a printed Buddha image from the cache at Wat Phra Rup will be safe from accidents or dangers, be invulnerable, have good fortune, and have great charming attraction; the printed Buddha images from cache at Wat Phra Rup have been famous and greatly wanted among Buddha image collectors since the old times, especially Phra Khun Phaen and Buddha images in the Kim Thueng series.  Also, if a person is a real collector of Buddha images, he will try to acquire the complete set of them.
            Within Wat Phra Rup area, in addition to finding a large number of printed Buddha images, we also have found printed Buddha images made from mixed metal material, or “Phra Phim Nuea Chin”.  According to the history, they were found from the digging in B.E. 2492 – 2493.  There were two printed models, i.e. the first batch of Uthong model, and the third batch of Uthong model, both of which were made from silver-based mixed metal material.  They have flat shape.  In the front is the carved picture of the Mara Vijaya (defeating the devil) posture Buddha image seated with the flat cross-legged posture on a low flat altar.  His right hand is placed directly in front touching the altar.  His face is unclear but still shows the almost circular outline, with the nose elevated in a ridge.  His robe is long and his body is tall and slim.  The back side of the Buddha image is flat and printed with the fabric or table decoration.  Not many pieces of Phra Phim Nuea Chin are found.  Most of them are in possession of old people living around the monastery.  So, at present very few of them can be found.  In addition, a small number of seated Buddha images to be worshipped are also found.  The important example is the “Suphannabhumi period Buddha image” which is of Suphannabhumi art style (19th - 20th Buddhist Centuries).  It is made of bronze plated with gold.  It is the Mara Vijaya (defeating the devil) style Buddha image, with the rather square face, and with the funnel-shaped crown.  He wears his robe in diagonal style, with the end of the robe decorated in the Kranok (serrated leaf) Thai decorative pattern similar to the fang of centipede.  He is seated with the flat cross-legged posture on a curved altar the base of which is decorated in the upside down and facing up lotus flowers decoration.  The base of the lotus decoration is carved in the Kranok decorative line showing the lotus petals.

 

เอกสารอ้างอิง
[1] มนัส โอภากุล, “พุทธประติมากรรมและพระเครื่อง,” สุพรรณบุรี ๔๐๐ ปี ยุทธหัตถี (กรุงเทพฯ: ฟิวเจอร์เพรส, ๒๕๓๕), ๓๑-๓๓.
[2]  วัดพระรูป, ๘๐ ปี พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) (มปท., ๒๕๓๕), ๓๘.
[3] มนัส โอภากุล, พระฯ เมืองสุพรรณ (สุพรรณ: สุพรรณการพิมพ์, ๒๕๔๓), ๑๙๘-๑๙๙.
[4]  กฤษฎา พิณศรี, “พระยอดขุนพล,” วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๐ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๗): ๖๘-๗๐.
[5]  วัดพระรูป, ๘๐ ปี พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) (มปท, ๒๕๓๕), ๑๖-๑๗.
[6] มนัส โอภากุล, พระฯ เมืองสุพรรณ (สุพรรณ: สุพรรณการพิมพ์, ๒๕๔๓), ๑๙๗.
[7]  กรมศิลปากร, รายงานการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, (เอกสารอัดสำเนา) (มปท, ๒๕๓๔).
[8] มนัส โอภากุล, พระฯ เมืองสุพรรณ (สุพรรณ: สุพรรณการพิมพ์, ๒๕๔๓), ๒๐๙-๒๑๐.
[9] กฤษฎา พิณศรี, “พระชุดกิมตึ๋ง,” วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน, ๒๕๔๙), ๑๒๑.
[10]  วัดพระรูป, ๘๐ ปี พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) (มปท., ๒๕๓๕), ๓๙.
[11] กฤษฎา พิณศรี, “พระชุดกิมตึ๋ง,” วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน, ๒๕๔๙), ๑๒๑.
[12] มนัส โอภากุล, พระฯ เมืองสุพรรณ (สุพรรณ: สุพรรณการพิมพ์, ๒๕๔๓), ๑๙๘.

พระพุทธรูปหินทรายวัดพระรูป
            พระพุทธรูปหินทราย คือโกลนของพระพุทธรูป เป็นการนำหินทรายมาขึ้นเป็นรูปพระพุทธรูปด้วยการสลัก ถากเกลาอย่างคร่าวๆ ก่อนตกแต่งด้วยปูนปั้นหรือลงรักปิดทองจนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อกาลเวลาผ่านไปพระพุทธรูปเหล่านี้ชำรุดปูนปั้นกะเทาะออกหมด จึงเหลือเพียงหินทรายที่เป็นโกลนของพระพระพุทธรูป ดังปรากฏเป็นพระพุทธรูปหินทรายตามวัดโบราณต่าง ๆ
            พระพุทธรูปหินทรายที่วัดพระรูป ตามประวัติกล่าวว่าเมื่อคราวที่สร้างเก๋งจีนใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้มีการนำชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายที่พบภายในวัดมาบูรณะขึ้นใหม่เป็นองค์พระเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ภายในเก๋งจีน ต่อมาเก๋งจีนถูกทิ้งร้าง พระพุทธรูปหินทรายส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายเป็นชิ้นส่วนกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณเก๋งจีน ทางวัดได้เก็บรวบรวมไว้และบางส่วนได้นำไปประกอบและบูรณะขึ้นใหม่เป็นองค์พระเก็บรักษาอยู่ในโบสถ์มอญ นอกจากนี้ ยังได้พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายอีกจำนวนหนึ่งจากการบูรณะเจดีย์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ มีทั้งพระเศียรและส่วนของพระวรกาย ซึ่งเป็นหลักฐานที่สะท้อนประวัติศาสตร์วัดพระรูปในช่วงเวลานั้น   
            ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายทั้งหมดเท่าที่พบซึ่งส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนพระวรกาย ทำให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีมากกว่า ๔๐ องค์ เกือบทั้งหมดเป็นหินทรายสีเทา และพบที่เป็นหินทรายสีแดงหนึ่งองค์ มีหลายขนาดแตกต่างกัน สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนหินทรายประกอบกัน ถ้าองค์พระขนาดไม่ใหญ่มักประกอบจากชิ้นส่วนจำนวน ๓ ชิ้น ได้แก่ ส่วนล่างคือพระวรกายท่อนล่างทั้งหมดรวมถึงพระหัตถ์ทั้งสองข้างที่สลักติดกับพระเพลา ส่วนกลางคือพระอุทรขึ้นไปถึงพระอุระ และส่วนบนคือพระศอขึ้นไปจนถึงพระเศียร แต่ถ้าองค์พระขนาดใหญ่จะประกอบด้วยส่วนชิ้นจำนวนมากขึ้น พระพุทธรูปส่วนใหญ่มีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย พระวรกายครองจีวรห่มเฉียง จีวรบางแนบพระวรกาย สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ชายสังฆาฏิมีลักษณะคล้ายเขี้ยวตะขาบ
            รูปแบบการสร้างและพุทธลักษณะดังกล่าว มีความสอดคล้องกับพระพุทธรูปหินทรายที่พบในศิลปะอยุธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ที่แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยเป็นอย่างมากแล้ว อาทิ พระพุทธรูปหินทรายที่วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา ในเมืองสุพรรณบุรียังได้พบพระพุทธรูปหินทรายที่มีรูปแบบศิลปะและอายุใกล้เคียงกันกับที่วัดพระรูปอีกหลายแห่ง อาทิ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดสนามชัย วัดโพธิ์คลาน เป็นต้น พระพุทธรูปหินทรายแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากมาก่อนแล้วในเมืองอยุธยา จึงสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปหินทรายที่ปรากฏในเมืองสุพรรณบุรีอาจจะเป็นการนำมาจากเมืองอยุธยาก็เป็นได้     

พระพุทธรูปหินทรายสีแดงที่พบเพียงองค์เดียวในวัดพระรูป ได้รับการบูรณะแล้ว จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

 

เศียรพระพุทธรูปหินทราย ในพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

 

ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายในบริเวณวัดพระรูป

 

พระพุทธรูปหินทรายที่พบจากการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป 
            ในการบูรณะเจดีย์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้มีการขุดตรวจส่วนฐานของเจดีย์ จากการขุดตรวจฐานทางด้านทิศใต้ขององค์เจดีย์ได้พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายจำนวน ๗ ชิ้น โดยพบบริเวณชั้นฐานเขียงชั้นล่างของฐานบัวลูกแก้วมุมด้านตะวันตกเฉียงใต้และด้านใต้ ประกอบด้วย พระเศียรจำนวน ๒ ชิ้น พระวรกายส่วนบนจำนวน ๔ ชิ้น และพระวรกายส่วนล่างจำนวน ๑ ชิ้น
            เศียรพระพุทธรูปหินทราย ๒ ชิ้น ชิ้นหนึ่งอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์พร้อมพระรัศมีที่แกะสลักแยกชิ้นกัน ขนาดความสูง ๒๕ ซม. กว้าง ๑๕ ซม. ลักษณะพระพักตร์เรียวยาวรูปไข่ มีไรพระศก ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระเนตรเหลือบต่ำ พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์ยิ้มเล็กน้อย มีร่องรอยการทาสีแดงชาด อีกชิ้นหนึ่งตัดขาดแค่พระเกตุมาลา ไม่มีพระรัศมี มีขนาดความสูง ๑๖.๕ ซม. กว้าง ๑๒ ซม. ลักษณะพระพักตร์คล้ายคลึงกัน แต่ชำรุดลบเลือนไปมาก[1]
            สำหรับชิ้นส่วนพระวรกายส่วนบนอยู่ในสภาพค่อนข้างชำรุดพระกรหักหาย ครองจีวรห่มเฉียง จีวรบางแนบพระวรกาย สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ชายสังฆาฏิมีลักษณะคล้ายเขี้ยวตะขาบ และมีร่องรอยการทาสีแดงชาด ส่วนชิ้นส่วนพระวรกายส่วนล่าง ประทับขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย และมีร่องรอยการทาสีแดงชาด[2] พุทธศิลป์ของพระพักตร์พระพุทธรูปหินทรายที่ขุดพบ แสดงให้เห็นถึงการรับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยเป็นอย่างมาก มีรูปแบบร่วมสมัยกันกับพระพุทธรูปหินทรายที่พบในศิลปะอยุธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ อาทิ พระพุทธรูปหินทรายที่วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น
            การพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายบริเวณชั้นฐานเขียงชั้นล่างของฐานบัวลูกแก้วมุมด้านตะวันตกเฉียงใต้และด้านใต้ ก่อนการถมปิดฐานในคราวบูรณะเจดีย์ครั้งใหญ่ที่สันนิษฐานว่าอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นั้นแสดงให้เห็นว่าพระพุทธรูปหินทรายชุดนี้น่าจะสร้างขึ้นก่อนการบูรณะเจดีย์ ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปหินทรายชุดนี้น่าจะสร้างขึ้นในราวช่วงแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ก่อนการบูรณะเจดีย์ครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๒๐ 

ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายที่พบจากการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป
ที่มาภาพ: กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗).

 

โบสถ์มอญ
            โบราณสถานแห่งนี้ไม่ปรากฏประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด ตามคำบอกเล่าชาวบ้านเรียกว่าโบสถ์มอญ และเล่าว่าเคยมีใบเสมาปักอยู่โดยรอบ แต่เดิมโบราณสถานนี้เหลือเพียงผนังอาคารด้านหลังและด้านข้างของพระประธาน ผนังมีความหนาประมาณ ๕๐ เมตร ส่วนภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปประธานบนฐานชุกชีลักษณะเตี้ย ตั้งหันพระพักตร์ไปทางด้านทิศตะวันตก  
            ต่อมาภายหลังในสมัยพระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) ได้มีการบูรณะเพิ่มเติม ด้วยการก่อผนังขึ้นใหม่ทั้งสี่ด้านในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยปิดล้อมผนังอาคารเดิมไว้ด้านใน ขนาดอาคารกว้างประมาณ ๖.๒ เมตร ผนังใหม่นี้ยังก่อสูงขึ้นไปทำหน้าที่รองรับส่วนของหลังคาที่ทำขึ้นอย่างเรียบง่ายดังปรากฏในปัจจุบัน และได้มีการบูรณะพระพุทธรูปประธานภายในอาคารด้วย ดังในปัจจุบันปรากฏเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย มีพุทธศิลป์แบบพื้นบ้าน พระพักตร์กลม พระวรกายล่ำสัน องค์พระเตี้ย หน้าตักใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๒.๗๕ เมตร สูงประมาณ ๓.๕๐ เมตร 
            ลักษณะสำคัญของโบราณสถานแห่งนี้คือ การสร้างอาคารที่มีลักษณะเล็กและแคบเพียงเพื่อให้ครอบคลุมพระประธาน ทำให้พระประธานมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดอาคาร และฐานชุกชีที่รองรับพระประธาน มีลักษณะเตี้ยและขนาดค่อนข้างกว้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดอาคาร ลักษณะโดยรวมของโบราณสถานแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงคติการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในอาคารขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐
            เอกลักษณ์เฉพาะของโบราณสถานแห่งนี้ คือการประดิษฐานพระพุทธรูปประธานหันพระพักตร์ไปทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งตรงกันข้ามกับคติโดยทั่วไปที่นิยมตั้งพระประธานหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกหรือหันพระพักตร์ลงแม่น้ำ โบราณสถานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเช่นนี้ในบริเวณเมืองสุพรรณยังพบได้อีกสองแห่ง คือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และวัดป่าเลไลยก์ ซึ่งนิยมเรียกกันว่าโบสถ์มอญเช่นเดียวกัน สันนิษฐานว่า คติการประดิษฐานพระพุทธรูปประธานหันพระพักตร์ไปทางด้านทิศตะวันตกดังกล่าว มีความสัมพันธ์กับความนิยมเรียกชื่อโบสถ์มอญ โดยกล่าวกันว่าชาวมอญเป็นผู้สร้างโบสถ์เหล่านี้ และตั้งพระพุทธรูปประธานหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของเมืองมอญ อย่างไรก็ดี ยังคงมีคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานนี้ที่รอการพิสูจน์ต่อไป

พระพุทธรูปประธานในโบสถ์มอญวัดพระรูป

 

โบสถ์มอญวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรีและวัดป่าเลไลยก์ 
            โบราณสถาน “โบสถ์มอญ” ตามที่ชาวเมืองสุพรรณนิยมเรียกกันนั้น นอกจากจะพบที่วัดพระรูปแล้ว ยังพบอีกที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรีและวัดป่าเลไลยก์ โดยมีความคล้ายกันคือพระพุทธรูปประธานหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก           
            โบสถ์มอญวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของพระปรางค์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ในอดีตตัวอาคารที่ก่ออิฐถือปูนและเครื่องหลังคาคงชำรุดทรุดโทรมลงหมด เมื่อบูรณะจึงทำเสาไม้รองรับหลังคาที่ทำอย่างขึ้นใหม่แทน โดยรอบอาคารมีการปักใบเสมา เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการทำผนังอิฐเบื้องหลังพระประธานซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายกับโบสถ์มอญวัดพระรูป 

พระพุทธรูปประธานในโบสถ์มอญวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี

 

            โบสถ์มอญวัดป่าเลไลยก์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวิหารหลวงพ่อโต (พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์) จากภาพถ่ายเก่าพบว่าแต่เดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน มีประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ไม่มีช่องหน้าต่าง (กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะใน พ.ศ. ๒๕๔๐) ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก อย่างไรก็ดี บริเวณรอบโบสถ์หลังนี้ไม่พบร่องรอยการปักใบเสมาซึ่งเป็นเช่นเดียวกับโบสถ์มอญวัดพระรูป

พระพุทธรูปประธานในโบสถ์มอญวัดป่าเลไลยก์ 

 

เอกสารอ้างอิง
[1] กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗), ๑๕-๑๖.
[2] กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗), ๑๕-๑๖.

บทความวิชาการ
"พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป"

พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป

 

ประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทไม้
            หลักฐานแผ่นไม้จารึกเรื่องสร้างมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทไม้วัดพระรูปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ กล่าวถึงความเป็นมาของพระพุทธบาทไม้ว่า “ได้รับข่าวเล่ากันต่อๆ มาว่า ฝ่าพระพุทธบาทนี้ลอยน้ำมาแต่เหนือกับพระพุทธรูปหนึ่งองค์นี้ก่อนกรุงเก่า” อย่างไรก็ดี มนัส โอภากุล ปราชญ์เมืองสุพรรณได้บันทึกไว้ว่า พระเทพวุฒาจารย์ (หลวงพ่อเปลื้อง) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ ได้เล่าว่า ได้ยินสืบต่อมาว่า เดิมพระพุทธบาทนี้อยู่ที่วัดเขาดิน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พระภิกษุรูปหนึ่งได้ขนย้ายพระพุทธบาทไม้ไปซ่อนพวกพม่า จนกระทั่งต่อมาได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระรูปจนถึงปัจจุบัน[1]
            ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระแจงวินัยธรวัดพระรูป จึงได้ชักชวนชาวบ้านและคณะสงฆ์ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างมณฑปดังปรากฏรายนามบนแผ่นไม้ ทั้งนี้ ยังมีการจัดงานนมัสการพระพุทธบาทเป็นประจำในช่วงวันที่ ๓-๗ เดือนเมษายน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านและพระสงฆ์ ที่มีต่อพระพุทธบาทไม้วัดพระรูปมาตั้งแต่อดีต 

แผ่นไม้จารึกการสร้างมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทไม้ ริมแม่หน้าวัดพระรูป

 

พระพุทธรูปหินทรายคู่พระพุทธบาทไม้
             พุทธพุทธรูปสลักขึ้นจากหินทรายสีเทาชิ้นเดียวทั้งองค์ พุทธศิลป์จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนต้น (ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐) หรือที่นิยมเรียกกันว่าศิลปะอู่ทองรุ่นที่ ๓ มีพุทธลักษณะสืบต่อมาจากพระพุทธรูปศิลปะอู่ทองรุ่นที่ ๒ โดยได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่อย่างชัดเจน คือเป็นพระพุทธรูปแสดงปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระรัศมีรูปเปลวไฟมีกลีบบัวประดับ เม็ดพระศกค่อนข้างเล็ก พระพักตร์วงรูปไข่ พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระขนงโก่งโค้ง มีเส้นไรพระศก กึ่งกลางไรพระศกหยักแหลมลงล้อกับพระขนง พระกรรณค่อนข้างสั้นมีเส้นตัดแนวเฉียง องค์พระชะลูด ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิเป็นแถบใหญ่ยาวจรดพระนาภี ปลายสังฆาฏิตัดตรง

พระพุทธรูปหินทรายคู่พระพุทธบาทไม้วัดพระรูป

 

            พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่คู่กับพระพุทธบาทไม้มาช้านาน ดังปรากฏในภาพถ่ายเก่าของวัดพระรูป เชื่อว่าคือพระพุทธรูปองค์ที่กล่าวถึงในจารึกบนแผ่นไม้คราวสร้างมณฑปริมน้ำใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ความว่า “ได้รับข่าวเล่ากันต่อ ๆ มาว่า ฝ่าพระพุทธบาทนี้ลอยน้ำมาแต่เหนือกับพระพุทธรูปหนึ่งองค์นี้ก่อนกรุงเก่า”

ภาพถ่ายเก่าในสมัยพระครูถาวรสุวรรณคุณ (คำ ถาวโร) หรือหลวงพ่อคำ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระรูปตั้ง(พ.ศ. ๒๔๗๑ - ๒๕๒๔) สังเกตเห็นพระพุทธรูปหินทรายคู่กับพระพุทธบาทไม้

 

โบราณสถานวัดเขาดิน 
             วัดเขาดิน ตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำท่าว้า ใน ต. สระแก้ว อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี ภายในวัดมีโบราณสถานเจดีย์ ฐานทักษิณก่ออิฐบนเนินดินอัดแน่นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีลานทักษิณกว้าง พบร่องรอยเสา คาน และรอยกระเบื้องบนผนังเรือนธาตุ เรือนธาตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เดิมคงประดับพระพุทธรูปโดยรอบเรือนธาตุ ส่วนยอดเป็นมาลัยลูกแก้ว ๓ ชั้นรองรับองค์ระฆัง องค์ระฆังมีขนาดเล็ก นักวิชาการบางท่านจัดเจดีย์วัดเขาดินอยู่ในกลุ่มเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล เจดีย์วัดอโยธยา (เดิม) พระนครศรีอยุธยา[2] กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเจดีย์วัดเขาดิน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิ ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ตามรูปแบบศิลปะสุพรรณภูมิ   
            นักวิชาการท้องถิ่นวิเคราะห์ว่า ในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่พระองค์ท่านเสด็จไปสักการะสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ ที่ลำน้ำท่าว้า และคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ยืนยันว่ามีคลองจากแม่น้ำท่าว้าไหลมาออกแม่น้ำสุพรรณบุรีได้ แต่ในปัจจุบันอาจมีบางตอนที่ตื้นเขินและมีถนนตัดผ่าน ไม่ได้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำเหมือนแต่ก่อน[3]
            พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กล่าวถึงในสาส์นสมเด็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ว่าเป็นพระบาทตะแคง การทำรูปบัลลังก์ไม่มีรูปพระพุทธเจ้านั้นน่าจะเป็นแบบคติดั้งเดิม และมีการออกแบบจัดมงคล ๑๐๘ ในวงกลม[4] หลังจากนั้นใน พ.ศ. ๒๔๖๖ ครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเมืองสุพรรณ มีพระราชประสงค์ทอดพระเนตรพระพุทธบาทนี้ จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) นำพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมาถวายทอดพระเนตร ณ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี พร้อมทั้งโปรดให้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน[5]
            การศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป นักวิชาการส่วนใหญ่มุ่งเน้นศึกษาทางด้านรูปแบบศิลปะเป็นสำคัญ อาทิ อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ วิเคราะห์ว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปทำรูปบัลลังก์ที่ไม่มีพระพุทธรูปประดิษฐานคล้ายกับคติเก่า และลวดลายสลักที่เป็นลายดอกไม้ใบไม้เครือเถาซึ่งบางส่วนเหมือนกับลายสมัยอโยธยา-สุพรรณภูมิ จึงจัดเป็นฝีมือช่างสุพรรณภูมิหรืออู่ทองตอนปลาย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นอย่างต่ำ[6] อาจารย์นันทนา ชุติวงศ์ วิเคราะห์ว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีระบบการจัดวางรูปมงคล ๑๐๘ ในวงกลมกลางพระบาท ซึ่งเป็นระบบที่พบครั้งแรกสมัยสุโขทัยในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๒๐ โดยมีระเบียบการเรียงรูปมงคล ๑๐๘ เหมือนกับพระพุทธบาทสำริดจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร และได้กำหนดว่าคงจะมีอายุหลังพระพุทธบาทศิลาจากวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่สันนิษฐานว่าอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เล็กน้อย[7] อย่างไรก็ดี Virginia McKeen วิเคราะห์ว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีเนื้อหาที่ผิดยุคสมัยอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับพระพุทธบาทจากวัดพระราม โดยกำหนดอายุจากรูปพระแม่ธรณีว่ามีลักษณะเหมือนกับจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเกาะแก้วสุทธาราม เพชรบุรี จึงมีอายุอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[8]
            จากตัวอย่างการศึกษาที่ผ่านเห็นได้ว่ายังคงมีปัญหาเกี่ยวกับพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป ทั้งในประเด็นเรื่องแบบศิลปะและการกำหนดอายุ นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสนใจด้วยว่ามงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ และรูปพระพุทธประวัติบนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีความหมายทางประติมานวิทยาอย่างไร ซึ่งในประเด็นนี้ยังไม่ได้รับศึกษาจากนักวิชาการ

 

พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป: พระพุทธบาทสองด้านที่ประดิษฐานในลักษณะตะแคงแนวนอน
            พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป มีลักษณะเป็นภาพสลักบนแผ่นไม้เนื้อแข็งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วิธีการสลักมีทั้งการถากเป็นรูปลายเส้น การสลักแบบนูนต่ำ และการสลักแบบนูนสูงเป็นรูปลอยตัว ขนาดประมาณกว้าง ๗๔ ซม. ยาว ๒๒๒ ซม. และหนา ๑๐ ซม. ด้านหนึ่งเป็นรูปพระพุทธบาทและมีรูปบุคคล ๔ รูปอยู่ด้านข้าง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระพุทธประวัติตอนตรัสรู้ที่ประกอบด้วยรูปมารผจญ-ชนะมาร มีร่องรอยการลงรักปิดทองทั้งสองด้าน พระพุทธบาทนี้เป็นพระบาทเบื้องขวา แกะสลักรูปพระพุทธบาทให้มีลักษณะนูนออกมา พระพุทธบาทมีรูปทรงเป็นเรขาคณิตทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าปลายด้านหนึ่งมน แสดงพระอังคุฐใหญ่กว่านิ้วอื่น มีเส้นรอบรูปและเส้นแบ่งแสดงนิ้วพระบาทเป็นเส้นตรงและวงโค้ง รูปทรงไม่เป็นธรรมชาติ มีการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ ประการอยู่ในธรรมจักรที่มีขนาดใหญ่เต็มส่วนกว้างของฝ่าพระบาท พื้นพระบาทและนิ้วพระบาทสลักเป็นเส้นลายก้นหอย ด้านข้างของพระพุทธบาททำเป็นกรอบรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในมีรูปบุคคลสวมเครื่องทรง ถือพระขรรค์นั่งในท่ามหาราชลีลา กล่าวได้ว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปสลักรูปบนแผ่นไม้ที่มีเจตนาให้เป็นแนวนอน และให้ตั้งตะแคงขึ้นเพื่อให้มองเห็นรูปได้ทั้งสองด้าน การทำพระพุทธบาทในลักษณะนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมโดยทั่วไปมากนัก พบตัวอย่างให้เห็นในศิลปะอยุธยา คือพระพุทธบาทศิลาพบที่อยุธยา ด้านหน้าเป็นรูปรอยพระพุทธบาท ด้านหลังเป็นรูปธรรมจักร[9] สำหรับการประดิษฐานพระพุทธบาทในลักษณะตะแคงนั้น มีตัวอย่างเหลือปรากฏให้เห็นเป็นรูปพระพุทธบาทอยู่ทั้งสองข้างของทางเข้าพระปรางค์ประธานวัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระพุทธบาทไม้วัดพระรูปประดิษฐานในลักษณะตะแคงแนวนอน

 

            รูปแบบของพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปสลักให้มีลักษณะนูนเป็น “รูปพระพุทธบาท” อันแสดงถึงฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้า เป็นสัญลักษณ์ที่เคยใช้แทนองค์พระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ศิลปะอินเดียโบราณยุคที่ยังไม่มีการทำพระพุทธรูป เช่นเดียวกับรูปธรรมจักร ต้นโพธิ์ และบัลลังก์ และยังใช้สืบเนื่องกันมาอีกระยะหนึ่งในสมัยที่มีการทำพระพุทธรูปแล้ว โดยนิยมสลักหินให้นูนขึ้นเป็นรูปพระพุทธบาทคู่มีธรรมจักรกลางฝ่าพระบาท รูปพระพุทธบาทนี้จัดเป็นปูชนียวัตถุแบบ “อุเทสิกะเจดีย์” คือสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า หรือเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า[10] มีทั้งที่เป็นรูปทรงคล้ายรอยเท้ามนุษย์ตามธรรมชาติซึ่งมักพบในศิลปะแบบคันธาระ และรูปทรงเรขาคณิตทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าปลายด้านหนึ่งมนซึ่งมักพบในศิลปะแบบอมราวดี[11] รูปแบบพระพุทธบาทและคติความเชื่อนี้ได้สืบทอดต่อมาในลังกา มีทั้งในลักษณะรูปพระพุทธบาทคู่และรูปพระพุทธบาทเดี่ยว รูปพระบาทคู่นั้นส่วนใหญ่ทำตามแบบและประเพณีที่รับมาจากศิลปะอินเดียแบบอมราวดี คือทำเป็นรูปสลักนูนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม และน่าจะมีเจตนาให้เป็นฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้า[12] สำหรับในประเทศไทยมีความนิยมในการทำรูปพระพุทธบาทน้อยมาก โดยส่วนใหญ่นิยมทำในลักษณะเป็นรอยพระพุทธบาทที่แกะสลักเว้าลึกลงไป รูปพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในไทยน่าจะได้แก่พระพุทธบาทที่วัดเขาดีสลัก จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวได้ว่าการสร้างพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปให้มีลักษณะเป็น “รูปพระพุทธบาท” อันเป็นสัญลักษณ์เก่าแก่แทนพระพุทธเจ้า และเป็นรูปแบบศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในยุคสมัยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาในการสร้างสรรค์รูปแบบศิลปกรรมเพื่อความหมายพิเศษบางประการที่แตกต่างไปจากรอยพระพุทธบาทโดยทั่วไป

 

มงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ ประการบนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป
            คัมภีร์เกี่ยวกับมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาท ในชั้นพระสูตรพบว่า มหาปทานสูตร ในทีฑนิกาย สุตตันตปิฎก[13] ลักขณสูตร ในทีฑนิกาย สุตตันตปิฎก[14] และพรหมายุสูตร มัชฌิมนิกาย สุตตันตปิฎก[15]  มีการกล่าวถึงมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ ในพุทธลักษณะที่ ๒ ความมีลายกงจักรที่ฝ่าพระบาท คือมีลายกงจักร ๑,๐๐๐ ซี่ มีดุมของกงจักรปรากฏท่ามกลางพื้นพระบาท มีลวดลายวงกลมกำหนดด้วยดุม มีวงกลมล้อมหน้าดุม มีท่อน้ำ มีซี่ มีลวดลายวงกลมในซี่ มีกง และมีกงแก้วมณี โดยทั้ง ๓ พระสูตรนี้ไม่มีการกล่าวถึงมงคลรูปสัญลักษณ์บนฝ่าพระพุทธบาท อย่างไรก็ดี พระสูตรอื่น ๆ รวมถึงในคัมภีร์พุทธวงศ์ มีการกล่าวถึงมงคลรูปสัญลักษณ์ไว้ ๗ ประการ ได้แก่ รูปธงชัย (ธช), รูปธงผืนผ้า (ปตาก), รูปแส้จามร (วาลพีชนี), รูปฉัตร (ฉตฺต), แก้ววิเชียร (วชิร), ถ้วยใส่เครื่องสังเวย (วฑฺฒมาน) และขอช้าง (องฺกุส)[16] ต่อมาในสมัยอรรถกถาพบว่าคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาของมหาปทานสูตรในทีฑนิกาย[17] และคัมภีร์ปปัญจสูทนี อรรถถกถามัชฌิมนิกาย[18] ที่แต่งโดยพระพุทธโฆสาจารย์ กล่าวถึงมงคลรูปสัญลักษณ์บนฝ่าพระพุทธบาท ๓๙ ประการ อย่างไรก็ตามอรรถกถาเหล่านี้กล่าวถึงมงคลไม่ครบ ๑๐๘ ประการ
            คัมภีร์ที่กล่าวถึงมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทอย่างสมบูรณ์พบในคัมภีร์สมันตภัททิกะ ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถาอนาคตวงศ์ ที่แต่งโดยพระอุปติสสะ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ กล่าวถึงเครื่องหมายมงคล ๑๐๘ บนฝ่าพระบาทของพระศรีอริยเมตไตรย์ที่เป็นพระอนาคตพุทธเจ้า สำหรับคัมภีร์ที่กล่าวถึงมงคล ๑๐๘ บนฝ่าพระบาทพระพุทธเจ้าพบในคัมภีร์ชินาลังการฎีกา ที่แต่งโดยพระพุทธรักขิตะ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗[19] คัมภีร์ทั้งสองมีลำดับมงคลบางรูปแตกต่างกันซึ่งอาจเกิดจากการจารผิดต่อ ๆ กันมาทำให้ข้อความคลาดเคลื่อนไปจากเดิม[20] นอกจากนี้ ยังได้พบในคัมภีร์ปัชชมธุ ที่แต่งโดยพระพุทธัปปิยะ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖[21] รวมถึงได้พบในคัมภีร์ที่แต่งขึ้นนอกอินเดียและลังกาในคัมภีร์ปาทวันทนา ที่แต่งโดยมหาอำมาตย์ศรีจตุรังคพล ในสมัยพระเจ้าสีหสูร (พ.ศ. ๑๘๙๔ - ๑๙๐๔) แห่งราชวงศ์ปินยะ ประเทศพม่า แต่งโดยอาศัยข้อความจากคัมภีร์อรรถกถาของอนาคตวงศ์และคัมภีร์ชินาลังการฎีกา[22] แต่ก็พบว่ามีลำดับมงคลบางรูปแตกต่างไปจากทั้งสองคัมภีร์ในปัจจุบัน[23] ซึ่งคัมภีร์ปาทวันทนานี้ได้แพร่มาถึงไทยในชื่อคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณ[24]
            สำหรับในลุ่มน้ำภาคกลางประเทศไทย คัมภีร์ที่กล่าวถึงมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทคงแพร่หลายมาแล้วอย่างน้อยในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยพบร่องรอยว่าคัมภีร์ชินาลังการฎีกาเป็นที่แพร่หลายอยู่ในสุโขทัยช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เห็นได้จากพญาลิไทใช้เป็นคัมภีร์อ้างอิงในการเรียบเรียงไตรภูมิพระร่วง[25] ที่วัดตระพังช้างเผือกนอกเมืองสุโขทัยได้พบหลักฐานศิลาจารึกหลักที่ ๑๐๒[26] กล่าวถึงมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาท[27] จารึกระบุการสร้างตรงกับ พ.ศ. ๑๙๒๒[28] ซึ่งมีเนื้อความของฉันท์บทแรกคล้ายกันกับคัมภีร์พุทธบาทมงคล[29] และยังได้พบในคัมภีร์อรรถกถาพุทธบาทมงคล ที่น่าจะแต่งขึ้นในอยุธยาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐[30] นอกจากนี้ ยังได้พบในคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓[31] กล่าวถึงมงคล ๑๐๘ บนฝ่าพระบาทโดยเปรียบเทียบกับคุณลักษณะของพระพุทธเจ้า[32] คัมภีร์เกี่ยวกับมงคล ๑๐๘ แต่ละฉบับมีรายละเอียดในเรื่องของรายการมงคลและการจัดเรียงมงคลบางประการแตกต่างกัน คงเนื่องจากเป็นการจารต่อกันมาเป็นเวลาอันยาวนานจึงทำให้เกิดข้อความคลาดเคลื่อนไปจากเดิม คัมภีร์เหล่านี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างพระพุทธบาทที่ประกอบด้วยมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ ประการ
            จากการประมวลทั้งในคัมภีร์อรรถกถาอนาคตวงศ์ คัมภีร์ชินาลังการฎีกา และคัมภีร์ปาทวันทนา ซึ่งเป็นคัมภีร์ชุดแรกที่กล่าวถึงมงคล ๑๐๘ พบว่ามีรูปสัญลักษณ์ ดังนี้ ๑. สตฺติ (รูปหอก) ๒. สิริวจฺโฉ (รูปเรือนยอด) ๓. นนฺทิยาวัฎฺฏํ (รูปดอกพุดซ้อน) ๔. โสวตฺถิกํ (รูปสวัสติกะ) ๕. วฎํสกํ (รูปดอกไม้กรองบนศีรษะ) ๖. วฑฺฒมานํ (รูปถ้วยใส่เครื่องสังเวย) ๗. ภทฺทปีฐํ (รูปตั่งทอง) ๘. องฺกุโส (รูปขอช้าง) ๙. ปาสาโท (รูปปราสาท) ๑๐. โตรณํ (รูปเสาระเนียด) ๑๑. เสตจฺฉตฺตํ (รูปเศวตฉัตร) ๑๒. ขคฺคํ (รูปพระขรรค์) ๑๓. ตาลวณฺฏํ (รูปพัดใบตาล) ๑๔. โมรหตฺถํ (รูปพัดหางนกยูง) ๑๕. อุณฺหีสํ (รูปกรอบหน้า) ๑๖. ปตฺตํ (รูปบาตร) ๑๗. มณิ (รูปแก้วมณี) ๑๘. สุมนทามํ (รูปพวงดอกมะลิ) ๑๙. นีลุปฺปลํ (รูปดอกบัวขาบ) ๒๐. รตฺตุปฺปลํ (รูปดอกบัวแดง) ๒๑. เสตุปฺปลํ (รูปดอกบัวขาว) ๒๒. ปทุมํ (รูปดอกปทุม) ๒๓. ปุณฺฑรีกํ (รูปดอกปุณฑริก หรือดอกบัวเผื่อน, ดอกบัวขาว) ๒๔. ปุณณฆโฏ (รูปหม้อใส่น้ำเต็ม) ๒๕. ปุณฺณปาติ (รูปถ้วยใส่น้ำเต็ม) ๒๖. สมุทฺโท (รูปมหาสมุทร) ๒๗. จกฺกวาฬกํ (รูปภูเขาจักรวาล) ๒๘. หิมวา (ภูเขาหิมพานต์) ๒๙. สิเนรุ (รูปภูเขาพระสุเมรุ) ๓๐. สูริโย (รูปดวงอาทิตย์) ๓๑. จนฺทิมา (รูปดวงจันทร์) ๓๒. นกฺขตฺตํ (รูปดาวนักษัตร) ๓๓. - ๓๖. จตุโร มหาทีปา ปริตฺตทีปา (รูปทวีปใหญ่ทั้ง ๔ ทวีปน้อย ๒,๐๐๐) ๓๗. สปริโส จกฺกวตฺติ (รูปพระเจ้าจักรพรรดิและบริวาร) ๓๘. ทกฺขิณาวตฺตเสตสงฺโข (รูปสังข์ขาวที่เวียนขวา) ๓๙. สุวณฺณมจฺฉยุคลํ (รูปปลาทองคู่) ๔๐. จกฺกํ (รูปกงจักร) ๔๑. - ๔๗. สตฺต มหาคงฺคา (รูปแม่น้ำใหญ่ ๗ สาย) ๔๘. - ๕๔. สตฺต มหาเสลา (รูปขุนเขา ๗ ลูกหรือเขาสัตตบริภัณฑ์) ๕๕. - ๖๑. สตฺต มหาสรา (รูปสระน้ำใหญ่ ๗ แห่ง) ๖๒. สุปณฺณราชา (รูปพญาครุฑ) ๖๓. สุสุมารโก (รูปจรเข้) ๖๔. ธโช (รูปธงชัย) ๖๕. ปฏากํ (รูปธงผืนผ้า) ๖๖. รตนปาฏงฺกี (รูปวอทอง) ๖๗. สุวณฺณวาลวีชนี (รูปแส้จามรทอง) ๖๘. เกลาสปพฺพโต (รูปภูเขาไกรลาส) ๖๙. สีหราชา (รูปพญาราชสีห์) ๗๐. พฺยคฺฆราชา (รูปพญาเสือโคร่ง) ๗๑. วลาหโก อสฺสราชา (รูปพญาม้าวลาหก) ๗๒. อุโปสถฉทฺทนฺตหตฺถิราชา (รูปพญาช้างอุโบสถและช้างฉัททันต์)[33] ๗๓. วาสุกี อุรคราชา (รูปพญานาควาสุกี) ๗๔. หํสราชา (รูปพญาหงส์) ๗๕. อุสภราชา (รูปพญาวัว) ๗๖. เอราวโณฺ นาคราชา (รูปพญาช้างเอราวัณ) ๗๗. สุวณฺณมกโร (รูปมังกรทอง) ๗๘. จตุมมุขา สุวณฺณนาวา (รูปเรือทองสี่หน้า) ๗๙. สวจฺฉกา คามี (รูปแม่โคนม) ๘๐. กินนโร (รูปกินนร) ๘๑. กินฺนรี (กินนรี) ๘๒. กรวีโก (รูปนกการเวก) ๘๓. มยูรราชา (รูปพญานกยูง) ๘๔. โกญฺจราชา (รูปพญานกกระเรียน) ๘๕. จกฺกวากราชา (รูปพญานกจากพราก) ๘๖. ชีวณฺชีวกราชา (รูปพญานกโพรดก) ๘๗. - ๙๒. ฉ กามาวจรเทวโลกา (รูปเทวโลก) ๙๓ - ๑๐๘. โสฬส พฺรหฺมาโลกาติ (รูปพรหมโลก ๑๖ ชั้น)[34] 

มงคล ๑๐๘ บนฝ่าพระพุทธบาทไม้

 

            เมื่อวิเคราะห์ตีความมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป โดยอาศัยเนื้อหาที่ประมวลจากคัมภีร์ทั้ง ๓ ฉบับข้างต้น พบว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีวิธีการจัดเรียงมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ ในลักษณะวงกลม โดยเริ่มต้นที่รูปหอก (สตฺติ) ในวงกลมแถวในสุด[35] เวียนทักษิณาวรรต (เวียนตามเข็มนาฬิกา) จนครบรอบ แล้วจึงต่อด้วยรูปสัญลักษณ์ในวงกลมชั้นถัดออกมา จนกระทั่งถึงรูปพรหมโลก (โสฬสพฺรหฺมาโลกาติ) องค์สุดท้ายในวงกลมชั้นนอกสุด สามารถตีความมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปได้ดังนี้
๑. รูปหอก (สตฺติ)                                     ๓๑. ?                                                          ๖๑. รูปแส้ (สุวณฺณวาลวีชนี)
๒. รูปบุคคล (สิริวจฺโฉ)                              ๓๒. รูปบุคคล (สปริโส จกฺกวตฺติ)              ๖๒. รูปภูเขา (เกลาสปพฺพโต)
๓. รูปดอกไม้ (นนฺทิยาวัฎฺฏํ)                     ๓๓. ?                                                         ๖๓. รูปราชสีห์ (สีหราชา)
๔. รูปดอกไม้ ?                                         ๓๔. ?                                                          ๖๔. รูปพญาเสือโคร่ง (พฺยคฺฆราชา)
๕. รูปดอกไม้ (วฎํสกํ)                              ๓๕. รูปสังข์ (ทกฺขิณาวตฺตเสตสงฺโข)         ๖๕. รูปพญาเสือ
๖. รูปภาชนะมีฝาปิด (วฑฺฒมานํ)            ๓๖. ?                                                           ๖๖. รูปม้าวลาหก (วลาหโก อสฺสราชา)
๗. รูปแท่น (ภทฺทปีฐํ)                              ๓๗. ?                                                          ๖๗. รูปพญาช้างอุโบสถ (อุโปสถ)
๘. ?                                                          ๓๘. ?                                                          ๖๘. รูปพญาช้างฉัททันต์ (ฉทฺทนฺตหตฺถิราชา)
๙. รูปขอช้าง (องฺกุโส)                             ๓๙. ?                                                          ๖๙. รูปพญานาค (วาสุกี อุรคราชา)
๑๐. รูปซุ้มประตู (โตรณํ)                          ๔๐. ?                                                           ๗๐. รูปพญาหงส์ (หํสราชา)
๑๑. รูปเศวตฉัตร (เสตจฺฉตฺตํ)                  ๔๑. ?                                                           ๗๑. รูปพญาวัว (อุสภราชา)
๑๒. รูปพระขรรค์ (ขคฺโค)                        ๔๒. ?                                                           ๗๒. รูปพญาช้างเอราวัณ (เอราวโณฺ นาคราชา)
๑๓. รูปพัดใบตาล (ตาลวณฺฏํ)                 ๔๓. รูปดอกบัว (สตฺต มหาคงฺคา)               ๗๓. รูปมังกรทอง (สุวณฺณมกโร)
๑๔. รูปพวงดอกมะลิ ?                             ๔๔. รูปดอกบัว (สตฺต มหาคงฺคา)               ๗๔. ดอกไม้ ?
๑๕. รูปแก้วมณี ?                                      ๔๕. รูปดอกบัว (สตฺต มหาคงฺคา)              ๗๕. รูปพระพรหม (จตุมมุขา)
๑๖. รูปกำหางนกยูง ?                              ๔๖. รูปดอกบัว (สตฺต มหาคงฺคา)               ๗๖. รูปเรือทอง (สุวณฺณนาวา)
๑๗. รูปมงกุฎ (อุณฺหีสํ)                            ๔๗. รูปดอกบัว (สตฺต มหาคงฺคา)               ๗๗. รูปพระแท่น
๑๘. รูปดอกบัว (นีลุปฺปลํ)                        ๔๘. รูปดอกบัว (สตฺต มหาคงฺคา)               ๗๘. รูปพัดใบตาล
๑๙. รูปดอกบัว (รตฺตุปฺปลํ)                       ๔๙. รูปดอกบัว (สตฺต มหาคงฺคา)               ๗๙. รูปเต่า
๒๐. รูปดอกบัว (เสตุปฺปลํ)                       ๕๐. รูปภูเขา (สตฺต มหาเสลา)                     ๘๐. รูปโคแม่ลูก (สวจฺฉกา คามี)
๒๑. รูปดอกไม้ (ปทุมํ)                             ๕๑. รูปภูเขา (สตฺต มหาเสลา)                     ๘๑. กินนรและกินนรี (กินนโรและกินฺนรี)
๒๒. รูปดอกไม้ (ปุณฺฑรีกํ)                       ๕๒. รูปภูเขา (สตฺต มหาเสลา)                     ๘๒. รูปนกการเวก (กรวีโก)
๒๓. รูปหม้อที่มีดอกไม้ (ปุณณฆโฏ)      ๕๓. รูปภูเขา (สตฺต มหาเสลา)                     ๘๓. รูปพญานกยูง (มยูรราชา)
๒๔. ภาชนะที่มีดอกไม้ (ปุณฺณปาติ)       ๕๔. รูปภูเขา(สตฺต มหาเสลา)                      ๘๔.รูปพญานกกระเรียน (โกญฺจราชา)
๒๕. รูปดอกไม้ ?                                      ๕๕. รูปภูเขา (สตฺต มหาเสลา)                    ๘๕. รูปพญานกจากพราก (จกฺกวากราชา)
๒๖. รูปดอกไม้ ?                                      ๕๖. รูปภูเขา (สตฺต มหาเสลา)                     ๘๖. รูปพญานกโพรดก (ชีวณฺชีวกราชา)
๒๗. รูปภูเขา (หิมวา?)                             ๕๗. รูปพญาครุฑ (สุปณฺณราชา)                ๘๗. - ๙๒. รูปเทวดา ๖ (ฉ กามาวจรเทวโลกา)
๒๘. รูปภูเขามีเสาเดียว (สิเนรุ)               ๕๘. รูปจระเข้ (สุสุมารโก)                            ๙๓. - ๑๐๘. รูปพระพรหม ๑๖ (โสฬส พฺรหฺมาโลกาติ)
๒๙. รูปดวงอาทิตย์ (สูริโย)                     ๕๙. รูปธง (ธโช?)
๓๐. รูปดวงจันทร์ (จนฺทิมา)                     ๖๐. รตนปาฏงฺกี (รูปวอทอง)

การจัดเรียงมงคล ๑๐๘ ของพระพุทธบาทไม้

 

            จากการตีความมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปเท่าที่สามารถศึกษาตีความได้พบว่า แม้มงคลรูปสัญลักษณ์ส่วนใหญ่ตรงกับมงคลที่ประมวลมาจากคัมภีร์ทั้ง ๓ ฉบับข้างต้น แต่ก็มีที่แตกต่างกันหลายประการทั้งในเรื่องรายการมงคลและการจัดเรียงลำดับมงคล โดยพบว่ารูปมงคลที่ปรากฏเพิ่มจากคัมภีร์ทั้ง ๓ ฉบับคือ รูปพญาเสือ (อยู่ต่อจากรูปพญาเสือโคร่ง) รูปพรหมสี่หน้า (อยู่ก่อนหน้ารูปเรือทอง) รูปพระแท่นบัลลังก์ (อยู่ต่อจากรูปเรือทอง) รูปพัดใบตาล (อยู่ต่อจากรูปพระแท่น) และรูปเต่า (อยู่ต่อจากรูปพัดใบตาล) อนึ่งแม้ไม่สามารถตีความมงคลได้ทั้งหมด แต่สันนิษฐานได้ว่ามีการตัดรูปมงคลบางประการออกไปจากที่มีในคัมภีร์ทั้ง ๓ ฉบับด้วย อาจกล่าวได้ว่าการทำมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีความคลาดเคลื่อนไปจากคัมภีร์สำคัญที่กล่าวถึงมงคล ๑๐๘ ทั้งคัมภีร์อรรถกถาอนาคตวงศ์ คัมภีร์ชินาลังการฎีกา และคัมภีร์ปาทวันทนา
            อย่างไรก็ดี เมื่อศึกษาเปรียบเทียบมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปกับคัมภีร์อื่น พบว่ามีความใกล้เคียงกับคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓[36] อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องรูปมงคลที่เพิ่มเข้ามาคือ รูปพญาเสือ (ต่อจากรูปพญาเสือโคร่ง) รูปพรหมสี่หน้า (อยู่ก่อนหน้ารูปเรือทอง) รวมถึงรูปพระแท่นบัลลังก์ รูปพัดใบตาล และรูปเต่าที่ทำต่อเนื่องกัน ซึ่งรูปมงคลเหล่านี้ไม่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาอนาคตวงศ์ คัมภีร์ชินาลังการฎีกา และคัมภีร์ปาทวันทนา ดังนั้นจึงตั้งเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าการทำรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณมากกว่าคัมภีร์ทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าว และสันนิษฐานว่าคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณน่าจะเป็นที่รู้จักมาแล้วอย่างน้อยในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ตามข้อสันนิษฐานกำหนดอายุพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป ดังปรากฏร่องรอยคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ที่คงจะเป็นการจารสืบต่อกันมาจากคัมภีร์ในอดีต
            อนึ่ง ในการทำรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาท พบว่ามีทั้งการสร้างเป็นรูปเหมือนจริงและรูปสัญลักษณ์ ตามรายชื่อมงคลที่ภาษาบาลีซึ่งกล่าวอย่างรวม ๆ อยู่ในคัมภีร์โดยไม่ได้แยกกล่าวเป็นรายการ ในการทำรูปมงคลจึงขึ้นอยู่กับการตีความชื่อมงคลของช่างผู้สร้าง รวมถึงยังต้องคำนึงถึงระเบียบจารีตงานศิลปกรรมที่ทำสืบต่อกันมาด้วย ดังนั้นจึงยังไม่อาจกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป จะเกิดจากการรับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณโดยตรง เนื่องจากยังขาดหลักฐานคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ให้ศึกษาเปรียบเทียบ หรือจะเกิดจากการรับแรงบันดาลใจทางอ้อมผ่านระเบียบจารีตของงานศิลปกรรมที่สืบทอดต่อกันมา หรืออาจจะเกิดจากการผสมผสานระหว่างอิทธิพลแรงบันดาลใจจากคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณกับระเบียบจารีตงานของศิลปกรรมที่สืบทอดต่อกันมาก็เป็นได้

 

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ ประการบนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป
            เป็นที่น่าสังเกตว่ามงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป ปรากฏรูปพรหมสี่หน้า (อยู่ก่อนรูปเรือทอง) ซึ่งไม่ปรากฏในคัมภีร์หลักอย่างคัมภีร์ชินาลังการฎีกาและคัมภีร์ปาทวันทนา สันนิษฐานว่าเกิดจากการตีความมงคล “จตุมุขา สุวณฺณนาวา” (เรือทองสี่หน้า) ที่ปรากฏในคัมภีร์ชินาลังการฎีกาหรือคัมภีร์ปาทวันทนา ออกเป็น ๒ มงคลคือ “จตุมฺมขา” ที่แปลว่าพรหมสี่หน้าหรือลูกศรที่มีปลายสี่แฉก และ “สุวณฺณนาวา” ที่แปลว่าเรือทอง การตีความในลักษณะนี้น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังปรากฏในจารึกหลักที่ ๑๐๒[37] และอาจจะสืบต่อมาในสมัยอยุธยาดังปรากฏในคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการตีความชื่อมงคลที่แตกต่างออกไปจากคัมภีร์ดั้งเดิม อันเนื่องมาจากรายชื่อมงคลเป็นภาษาบาลีและถูกกล่าวถึงอย่างรวม ๆ โดยไม่ได้แยกกล่าวเป็นรายการ ย่อมส่งผลต่อการสร้างสรรค์รูปมงคลที่แตกต่างออกไปตามการตีความนั้นด้วย นอกจากนี้ในการตีความยังได้พบการทำมงคลรูปเต่า ซึ่งไม่ตรงกับเนื้อหาทั้งในคัมภีร์อรรถกถาอนาคตวงศ์ คัมภีร์ชินาลังการฎีกา และคัมภีร์ปาทวันทนา รวมถึงไม่พบในจารึกหลักที่ ๑๐๒ แต่ได้พบในคัมภีรพุทฺธปาทลกฺขณที่จารในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ดังได้กล่าวไปแล้ว การทำมงคลรูปเต่ายังปรากฏในพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร พระพุทธบาทจากวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยปรากฏคู่กับรูปปลา รวมถึงพระพุทธบาทไม้ประดับมุกจากวัดพระสิงห์[38] จังหวัดเชียงใหม่

มงคล “จตุมฺมขา” (พรหมสี่หน้าหรือลูกศรที่มีปลายสี่แฉก) และมงคล “สุวณฺณนาวา” (เรือทอง) พระพุทธบาทไม้วัดพระรูป

 

            เป็นที่น่าสนใจว่าในมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป พบการทำรูปมงคลรูปช้าง ๒ ตำแหน่งติดกัน (รูปมงคลเลขที่ ๖๗ และ ๖๘) Virginia McKeen[39] วิเคราะห์ว่า แม้คัมภีร์สมันตภัททิกะซึ่งอธิบายมงคลบนพระพุทธบาทพระศรีอริยเมตไตรย์พุทธเจ้า กับคัมภีร์ชินาลังการฎีกาซึ่งอธิบายมงคลบนพระพุทธบาทพระโคตมะพุทธเจ้าจะอธิบายมงคล ๑๐๘ คล้ายกันมาก แต่คัมภีร์ทั้งสองเล่มก็มีความแตกต่างกันในมงคลรูปช้าง โดยคัมภีร์สมันตภัททิกะระบุว่าเป็น “อุโบสถวรรณราชา” คือพญาช้างอุโบสถ แต่ในคัมภีร์ชินาลังการฎีการะบุว่าเป็น “อุโบสถฉันททันตะ - หัตถิราชา” คือพญาช้างอุโบสถและพญาช้างฉัททันต์ และยังได้พบการกล่าวถึงพญาช้างทั้ง ๒ ในคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ซึ่งในประเด็นนี้พระคันธสาราภิวงศ์วิเคราะห์ว่าที่ถูกต้องควรจะมีรูปช้างอุโบสถเท่านั้น อันหมายถึงช้างตระกูลอุโบสถที่เป็นช้างคู่บารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ[40] สันนิษฐานว่าการเพิ่มรูปพญาช้างฉัททันต์[41]เข้าไปคงจะเพื่อให้มีความหมายถึงนิบาตชาดกเรื่องฉัททันตชาดกด้วย อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มพระพุทธบาทที่มีการจัดเรียงมงคล ๑๐๘ ในวงธรรมจักร ยังได้พบการทำมงคลรูปพญาช้างทั้ง ๒ ในรอยพระยุคลบาทที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ พระพุทธบาทจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร และพระพุทธบาทจากวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งควรจะหมายถึงอุโบสถฉันททันตะ - หัตถิราชาตามคัมภีร์ และเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าคือพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตม

มงคล “อุโปสถ” (พญาช้างอุโบสถ) และมงคล “ฉทฺทนฺตหตฺถิราชา” (พญาช้างฉัททันต์) พระพุทธบาทไม้วัดพระรูป

 

            รูปมงคลที่สังเกตเห็นได้ไม่ยากในพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปคือรูปพรหม ๑๖ ชั้น[42] (โสฬส พฺรหฺมาโลกาติ) เป็นรูปบุคคลนั่งในท่ามหาราชลีลาบ้างนั่งขัดสมาธิราบบ้าง มีสองพระหัตถ์ส่วนใหญ่อยู่ในท่าประนมมือและมีเพียงสององค์สุดท้ายที่ทำท่ายกพระหัตถ์ข้างหนึ่งขึ้น จุดสำคัญคือมีการทำพระพักตร์อยู่ข้างเศียรทำให้ทราบได้ว่ามี ๔ พักตร์อันหมายถึงพรหม ซึ่งแตกต่างจากรูปเทวดาที่มีพระพักตร์เดียวอย่างชัดเจน ในกลุ่มพระพุทธบาทที่มีการจัดเรียงมงคล ๑๐๘ ในวงธรรมจักร ยังได้พบการทำรูปพรหมสี่พักตร์ในพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร และพระพุทธบาทจากวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทำพระพักตร์ด้านข้างขนาดเล็กจึงไม่เด่นชัด แตกต่างไปจากรูปพรหมในพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปที่ทำพระพักตร์ด้านข้างขนาดใหญ่ซึ่งแสดงถึงพรหม ๔ พักตร์อย่างชัดเจน นับเป็นตัวอย่างการทำรูปพรหม ๔ พักตร์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑[43]

มงคล “โสฬส พฺรหฺมาโลกาติ” (พระพรหม ๑๖ ชั้น) พระพุทธบาทไม้วัดพระรูป

 

            นอกจากนี้ ยังพบข้อสังเกตบางประการว่ามีการทำรูปมงคลกินนรกับรูปมงคลกินนรีรวมเป็นรูปสัญลักษณ์เดียวกัน อันเป็นรูปแบบที่ไม่ปรากฏมาก่อน ซึ่งโดยทั่วไปนิยมทำรูปมงคลทั้งสองแยกกันคนละช่อง รูปสัญลักษณ์ลักษณะพิเศษดังกล่าวคงได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นบนเงื่อนไขเพื่อให้เกิดช่องว่างเพิ่มสำหรับใส่รูปมงคลอื่น โดยพยายามรักษาความหมายของกินนรและกินนรีไว้ แสดงให้เห็นว่าการทำรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทย่อมมีการยักย้ายปรับเปลี่ยนได้เสมอบนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของช่างผู้สร้าง ทำให้เกิดมงคลรูปสัญลักษณ์หลากหลายรูปแบบ มงคลรูปสัญลักษณ์กินนร - กินนรีนี้นับเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป

มงคล “กินนโรและกินฺนรี” (กินนรและกินนรี) พระพุทธบาทไม้วัดพระรูป

 

การจัดเรียงมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ ประการในวงธรรมจักรของพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป
            ในลุ่มแม่น้ำภาคกลางของไทยพบความนิยมในการทำมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙[44] พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ อยู่ในวงธรรมจักรขนาดใหญ่เต็มส่วนกว้างของฝ่าพระบาท ประกอบด้วยวงกลมจำนวน ๔ ชั้น วงกลมในสุดเป็นรูปดอกบัวบาน วงที่สองจัดเรียงรูปมงคลเครื่องสูงและสมบัติของจักรพรรดิ วงที่สามจัดเรียงรูปมงคลเทือกเขาทั้ง ๗ มหาสมุทรทั้ง ๗ สระน้ำใหญ่ทั้ง ๗ พระอาทิตย์ พระจันทร์ สัตว์หิมพานต์ ป่าหิมพานต์ และวงที่สี่ซึ่งเป็นวงนอกสุดจัดเรียงรูปมงคลสัตว์หิมพานต์ เทวดา ๖ ชั้นที่ส่วนประกอบเทวโลก และพรหม ๑๖ ชั้นซึ่งเป็นส่วนประกอบของพรหมโลก อาจารย์นันทนา ชุติวงศ์ วิเคราะห์ว่าระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘[45] ประการอยู่ในวงธรรมจักรเป็นระเบียบที่ทำในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑ โดยปรากฏขึ้นที่สุโขทัยในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๒๐ พบครั้งแรกที่รอยพระยุคลบาทศิลา (พระพุทธบาทคู่) ที่วัดบวรนิเวศวิหาร[46] กรุงเทพฯ มีจารึกบอกการสร้างใน พ.ศ. ๑๙๗๐[47] เป็นรูปจำลองรอยพระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏในลังกา มีการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ ประการโดยมีพรหมโลกและเทวโลกซึ่งเป็นภูมิสูงสุดอยู่รอบจุดศูนย์กลาง มีรูปเครื่องสูงและสมบัติจักรพรรดิ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของมนุษย์โลกอยู่รอบนอก[48] พระพุทธบาทรูปแบบนี้ได้พบตัวอย่างในบริเวณลุ่มแม่น้ำภาคกลางของไทยได้แก่ พระพุทธบาทจากวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระพุทธบาทหรือแผ่นครอบพระบาทจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร[49]

รอยพระยุคลบาทศิลา วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ

 

            พระพุทธบาทศิลาจากวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธบาทเบื้องขวา มีระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ ประการในวงธรรมจักร แบ่งเป็น ๔ ชั้น วงกลมในสุดเป็นรูปธรรมจักร วงที่สองประกอบด้วยรูปสัญลักษณ์พรหมโลกและเทวโลก วงที่สามเป็นรูปป่าหิมพานต์ สัตว์หิมพานต์ ภูเขา แม่น้ำ และวงที่สี่ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดเป็นรูปเครื่องสูงและสมบัติของจักรพรรดิ และเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ พื้นพระบาทและนิ้วพระบาทสลักเป็นเส้นลายก้นหอยทักษิณาวัฏ อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑) เนื่องจากเชื่อว่ารอยพระยุคลบาทที่วัดบวรนิเวศวิหารนั้นเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ประกอบกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเจริญพระชันษาที่เมืองพิษณุโลก เมื่อพระองค์ทรงครองราชย์แล้วได้เสด็จออกผนวชที่วัดจุฬามณีเมืองพิษณุโลก และยังเสด็จไปประทับเมืองพิษณุโลกเป็นระยะเวลายาวนาน อนึ่ง วัดพระรามยังเป็นวัดที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงบูรณปฏิสังขรณ์อีกด้วย โดยน่าจะมีอายุใกล้กับรอยพระยุคลบาลที่วัดบวรนิเวศวิหาร เนื่องจากมีรูปแบบการจัดวางรูปมงคล ๑๐๘ คล้ายกัน ในการวางรูปสัญลักษณ์พรหมโลกและเทวโลกไว้ด้านในใกล้กับธรรมจักร และวางรูปมงคลเครื่องสูงและสมบัติของจักรพรรดิ และเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ไว้ด้านนอกสุด กำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑[50] นอกจากนี้ ในเมืองอยุธยายังได้พบหลักฐานชิ้นส่วนพระพุทธบาทศิลา เก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม[51] ชิ้นส่วนพระพุทธบาทนี้แสดงให้เห็นถึงระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ อยู่ในธรรมจักรที่มีขนาดใหญ่เต็มส่วนกว้างของฝ่าพระบาท แบ่งเป็น ๔ ชั้น วงกลมในสุดเป็นรูปดอกบัว วงที่สองประกอบด้วยรูปสัญลักษณ์พรหมโลก วงที่สามเป็นรูปป่าหิมพานต์ สัตว์หิมพานต์ ภูเขา แม่น้ำ และวงที่สี่ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดเป็นรูปเครื่องสูงและสมบัติของจักรพรรดิ ชิ้นส่วนพระพุทธบาทนี้มีรูปแบบศิลปะคล้ายกับพระพุทธบาทจากวัดพระราม จัดอยู่ในศิลปะแบบอยุธยา สันนิษฐานกำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เช่นเดียวกับพระพุทธบาทจากวัดพระราม

มงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทศิลาจากวัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา

 

            พระพุทธบาทสำริดจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร เป็นพระพุทธบาทเบื้องขวา ส่วนส้นพระบาทชำรุดสูญหาย มีระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ ในวงธรรมจักร แบ่งเป็น ๕ ชั้น วงกลมในสุดประกอบด้วยรูปธรรมจักร มีเขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยกลุ่มดาวฤกษ์ ๒๗ กลุ่ม วงที่สองเป็นรูปแนวเทือกเขาสัตตบริภัณฑ์และมหาสมุทร ๗ ชั้น[52] และแนวโคจรของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ วงที่สามเป็นรูปป่าหิมพานต์ สัตว์หิมพานต์ วงที่สี่เป็นรูปเครื่องสูงและสมบัติของจักรพรรดิ และวงที่ห้าซึ่งเป็นชั้นนอกสุดประกอบด้วยรูปสัญลักษณ์ของเทวโลกและพรหมโลก พระพุทธบาทนี้สร้างให้อยู่ในแนวนอน รอบพระพุทธบาทมีรูปแถวพระอดีตพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก เหล่าเทวดา และจารึกอักษรขอมสุโขทัย ภาษาไทย นักวิชาการกำหนดอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ใกล้เคียงกับรอยพระยุคลบาทที่วัดบวรนิเวศวิหาร[53] อย่างไรก็ดี อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล วิเคราะห์ว่า ควรจะมีอายุหลังกว่ารอยพระยุคลบาทที่วัดบวรนิเวศวิหาร และพระพุทธบาทจากวัดพระราม เนื่องจากมีการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ แตกต่างกัน โดยให้รูปสัญลักษณ์พรหมโลกและเทวโลกไว้ด้านนอกสุดของวงธรรมจักร จึงกำหนดอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑[54] 

มงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทสำริดจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร

 

            กล่าวได้ว่าการจัดเรียงมงคล ๑๐๘ ในวงธรรมจักรขนาดใหญ่เต็มฝ่าพระพุทธบาทเป็นการจัดเรียงมงคลในระบบใหม่ ที่น่าจะเกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำภาคกลางของไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ สันนิษฐานว่าอาจเพื่อต้องการจัดวางรูปมงคล ๑๐๘ ที่เป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลหรือโลก[55] ให้อยู่ในรูปแบบของชั้นภพภูมิที่มีสัณฐานเป็นแนววงกลมตามคติความเชื่อที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉากทัศน์ของโลกสัณฐานตามคัมภีร์โลกศาสตร์ที่คงแพร่หลายอยู่ในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์ชินาลังการฎีกาที่มีเนื้อหากล่าวถึงทั้งเรื่องโลกสัณฐานที่เป็นแนววงกลมและมงคล ๑๐๘ บนฝ่าพระพุทธบาท[56]
            เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรูปแบบศิลปะของพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป กับตัวอย่างพระพุทธบาทในกลุ่มที่มีระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ อยู่ในธรรมจักรข้างต้น อาจารย์นันทนา ชุติวงศ์ วิเคราะห์ว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีระเบียบการเรียงรูปมงคล ๑๐๘ เหมือนกับพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ คือเรียงรูปสัญลักษณ์พรหมโลกและเทวโลกไว้รอบนอกสุดของวงธรรมจักร เป็นรอยพระพุทธบาทในแนวนอนเช่นเดียวกัน และมีรูปท้าวจตุโลกบาลประทับรักษาพระพุทธบาทอยู่ทั้งขวาและซ้าย พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปคงจะมีอายุหลังพระพุทธบาทจากวัดพระรามเล็กน้อย[57] อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าการที่พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป (รวมถึงพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ) วางรูปสัญลักษณ์พรหมโลกและเทวโลกไว้รอบนอกสุดของวงธรรมจักรนั้นนับเป็นพัฒนาการที่ก้าวออกไปอีกขั้นหนึ่ง จึงกำหนดอายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑[58] 
            อย่างไรก็ดี จากการศึกษาได้พบว่าแม้พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปจะมีระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ คล้ายกับพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ แต่จะเห็นได้ว่าพระพุทธบาทจากวัดเสด็จมีการแสดงระบบจักรวาลในเชิงรูปเล่าเรื่อง แสดงวงโคจรของพระอาทิตย์พระจันทร์ แนวเทือกเขาสัตตบริภัณฑ์และมหาสมุทร ติดกันซึ่งคงจะเป็นเชิงเขาเป็นรูปสัญลักษณ์ของป่าหิมพานต์และสัตว์หิมพานต์ ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นความแตกต่างไปจากระเบียบของพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปค่อนข้างชัดเจน และมีความแตกต่างไปจากพระพุทธบาทในกลุ่มนี้ รวมถึงรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทจากวัดเสด็จก็มีรูปแบบแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น รูปสัญลักษณ์พรหมโลกและเทวโลก เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าแม้พระพุทธบาททั้งสององค์นี้อาจจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันและมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในบางประการ แต่ก็มีรูปแบบศิลปะแตกต่างกันคนละสกุลช่างกัน อย่างไรก็ดี พบว่าโดยภาพรวมแล้วพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีรูปแบบศิลปะใกล้เคียงกับพระพุทธบาทจากวัดพระรามอยู่หลายประการคือ มีการแบ่งวงธรรมจักรออกเป็น ๔ ชั้นด้วยการทำกรอบวงกลมซ้อนกัน ๒ เส้น การทำรูปมงคลที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันหลายประการ อาทิ รูปพรหมโลก รูปเทวโลก รูปภูเขา รูปพระอาทิตย์ รูปพระจันทร์ เป็นต้น รวมถึงยังมีการทำลายเส้นวงโค้งเต็มพื้นพระบาทและนิ้วพระบาท ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปน่าจะได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบศิลปะมาจากพระพุทธบาทจากวัดพระราม ประกอบกับเนื่องจากมีการจัดเรียงรูปพรหมโลกและเทวโลกไว้ด้านนอกซึ่งแสดงถึงการคลี่คลายไปจากรูปแบบเก่า[59] จึงน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยมีอายุหลังกว่าพระพุทธบาทจากวัดพระรามที่กำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เล็กน้อย และน่าจะร่วมสมัยกับพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ
            นอกจากประเด็นเรื่องรูปพระพุทธบาทแล้ว ด้านข้างของรูปพระพุทธบาทปรากฏรูปบุคคลในกรอบรูปสี่เหลี่ยม แสดงการประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาพระหัตถ์หนึ่งถือพระขรรค์ สันนิษฐานว่าคือจตุโลกบาลหรือจาตุมหาราช[60] คัมภีร์พุทธศาสนาหลายเล่มกล่าวว่าจตุโลกบาลมี ๔ องค์ แต่ละองค์เป็นหัวหน้าหรือผู้ดูแลปกครองเขตสวรรค์ในแต่ละทิศของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาผู้เป็นโลกบาลประจำแต่ละทิศ เนื่องจากพระองค์มีหน้าที่คอยป้องกันอันตรายให้กับมนุษย์โลกจึงมักลงมายังโลกมนุษย์บ่อยครั้ง ได้แก่ ท้าวธตรฐ (ธตรัฏฐะ) ปกครองทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ เป็นใหญ่ในหมู่คนธรรพ์และเทวดาในทิศนี้ ท้าววิรุฬหก ปกครองทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์ ผีเสื้อ อสูร และกุมภัณฑ์ทั้งหมดในทิศนี้ ท้าววิรูปักษ์ ปกครองทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุ เป็นใหญ่ในหมู่เทวดานาคในทิศนี้ และ ท้าวเวสสุวัณ (ท้าวไพศรพณ์) ปกครองทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์และเทวดาทั้งหมดในทิศนี้ จตุโลกบาลมีบทบาทสำคัญอยู่ในพุทธประวัติ โดยเป็นผู้ใช้หนังเสือรองรับเจ้าชายสิทธัตถะตอนประสูติ เป็นผู้ทำหน้าที่รองรับเท้าม้ากัณฐกะตอนเสด็จออกบวช เป็นผู้ถวายบาตรให้แก่พระพุทธเจ้าภายหลังการตรัสรู้[61] อาจกล่าวได้ว่าการทำรูปจตุโลกบาลกำลังถือพระขรรค์อยู่ข้างพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป น่าจะมีความหมายว่าพระพุทธบาทนี้มีท้าวจตุโลกบาลปกปักรักษาอยู่ตลอดไป รูปจตุโลกบาลถือพระขรรค์ที่พระพุทธบาทไม้วัดพระรูปนี้มีรูปแบบศิลปะที่เทียบเคียงได้กับประติมากรรมทองคำรูปเทวดาที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำหนดอายุอยู่ในราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๒๐ การทำรูปจตุโลกบาลถือพระขรรค์ประกอบพระพุทธบาทยังได้พบอีกที่พระพุทธบาทจากวัดเสด็จ เป็นรูปเทวดายืนถือพระขรรค์ ๒ องค์ในกรอบสี่เหลี่ยม มีจารึกว่า “ธัฏฐรัฏฐราช” และ “วิรุณหกราช”[62] ซึ่งเป็นจตุโลกบาลปกครองประจำทิศตะวันออกและทิศใต้

เทวดาจตุโลกบาลกำลังถือพระขรรค์ ข้างพระพุทธบาทไม้ วัดพระรูป

 

รูปพุทธประวัติตอนตรัสรู้บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป
            ประเด็นที่น่าสนใจของพระพุทธบาทที่วัดพระรูปยังปรากฏอยู่ที่รูปสลักด้านหลังของพระพุทธบาท เป็นรูปพระพุทธประวัติตอนตรัสรู้ที่ประกอบด้วยรูปมารผจญ - ชนะมาร แนวกลางเป็นรูปพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหรือพระแท่นวัชรอาสน์ เบื้องล่างเป็นรูปยักษ์ ๕ ตนกำลังแบกพระแท่นที่ประทับอยู่ ข้างพระแท่นที่ประทับมีรูปพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผม ด้านขวาของพระแท่นที่ประทับเป็นรูปพญามารถืออาวุธขี่ช้างและกองทัพเหล่ามารถืออาวุธกำลังจะเข้าโจมตี ส่วนด้านซ้ายของพระแท่นที่ประทับเป็นรูปพญามารและกองทัพเหล่ามารกำลังประนมมือ รูปแบบศิลปะของรูปพุทธประวัติมีความใกล้เคียงกับรูปพระพุทธบาทที่อยู่อีกด้านหนึ่งของแผ่นไม้ แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการสร้างสรรค์รูปทั้งสองพร้อมกันตั้งแต่แรกสร้าง สันนิษฐานว่าการเลือกทำรูปพุทธประวัติคงเนื่องจากเป็นเรื่องที่นิยมแพร่หลายในช่วงเวลานั้น[63] และการเลือกทำรูปพุทธประวัติตอนตรัสรู้ที่ประกอบด้วยรูปมารผจญ - ชนะมารคงเนื่องจากเห็นว่าเป็นตอนที่สำคัญที่สุดในพุทธประวัติที่แสดงให้เห็นว่าพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันแสดงความเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก “โลกาวิทู” ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับความหมายของพระพุทธบาทที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

ภาพสลักพระพุทธประวัติตอนมารผจญ-ชนะมาร พระพุทธบาทไม้วัดพระรูป

 

            การใช้สัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า[64]ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นมากนักในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา การทำรูปพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหรือพระแท่นวัชรอาสน์แทนการทำรูปพระพุทธเจ้าที่พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป สันนิษฐานว่าอาจจะเนื่องจากพื้นที่มีน้อยจึงไม่เอื้อต่อการทำรูปพระพุทธเจ้าในรูปมนุษย์ได้[65] และอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ วิเคราะห์ว่าคงเนื่องจากเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะทำรูปพระพุทธรูปไว้ด้านหลังของฝ่าพระบาทซึ่งเป็นส่วนเท้าของเบื้องต่ำ[66] ดังนั้นจึงเลือกใช้ระบบสัญลักษณ์แทนความหมายถึงพระพุทธเจ้า โดยทำเป็นรูปพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหรือแท่นวัชรอาสน์ ซึ่งทำให้รูปแบบศิลปะของพระพุทธบาทนี้อยู่ในลักษณะระบบสัญลักษณ์ทั้งสองด้าน

ภาพพระแท่นวัชรอาสน์ บนพระพุทธบาทไม้ วัดพระรูป

 

            อาจารย์ J. Boisselier วิเคราะห์ว่าการทำภาพพญาวัสสวดีมารเป็นรูปยักษ์ที่พระพุทธบาทไม้วัดพระรูป ที่มีอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยอยุธยาตอนต้นปรากฏการทำภาพประติมานวิทยาพญาวัสสวดีมารเป็นรูปยักษ์แล้ว[67] ทั้งที่ในคัมภีร์พุทธศาสนาที่ใช้ภาษาบาลีเป็นหลักไม่เคยระบุลักษณะหน้าตาของพญาวัสสวดีมาร การทำรูปพญามารเป็นยักษ์จึงน่าจะเกิดจากการตีความของกลุ่มคนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อาจจะมีความสัมพันธ์ทางประติมานวิทยากับศิลปะในเขตทะเลสาบเขมรตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เนื่องจากปรากฏหลักฐานภาพสลักพญามารเป็นรูปยักษ์ที่มาผจญพระพุทธเจ้าบนผนังโคปุระชั้นนอกด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาพรหม ในเขตเมืองพระนคร[68] 
            เป็นที่น่าสนใจว่าการทำรูปกองทัพมารและพระแม่ธรณีบีบมวยผมประดับฐานพระพุทธรูปในประเทศไทย พบหลักฐานมาอย่างน้อยในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เช่น แท่นสำริดรองรับพระพุทธรูปที่เป็นรูปพระแม่ธรณีกำลังจับปลายผมพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี ศิลปะเขมรอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘[69] และได้พบหลักฐานสืบต่อเนื่องมาในศิลปะสมัยอยุธยา เช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัยเหนือกองทัพมารพบที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลางอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑[70] รูปแบบการประดับรูปกองทัพมารและพระแม่ธรณีบีบมวยผมที่ฐานของพระพุทธรูปในศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลางอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศิลปะเขมรที่มีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการแต่งกายและท่าทางของรูปพลมาร ศิลปะเขมรซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของศิลปกรรมที่เมืองอยุธยาตั้งแต่แรกสร้างจึงยังเหลือสืบเนื่องมาในลักษณะบางประการที่ผสมผสานอยู่ในศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลางที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒[71] ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการทำรูปกองทัพมารและพระแม่ธรณีเล่าเรื่องพระพุทธประวัติตอนมารผจญ - ชนะมารบนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปจึงน่าจะเป็นตัวอย่างของศิลปะอยุธยาในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยเช่นกัน
            อนึ่ง การทำรูปยักษ์แบกในท่านั่งชันเข่า ซึ่งมีรูปร่างล่ำสันแต่งกายโดยมีกรองศอเป็นแผงและมีเส้นเชือกคาดไขว้ที่หน้าอกแสดงให้เห็นถึงรูปแบบเครื่องแต่งกายในยุคต้น มีตัวอย่างปรากฏที่ประติมากรรมปูนปั้นแถวพลแบกมีเชือกคาดอกประดับอยู่ที่ผนังกระเปาะของฐานไพทีด้านใต้ของปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ ส่วนหัวหักหายเข้าใจว่าเป็นยักษ์ เป็นศิลปะสมัยอยุธยายุคต้น กำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐[72] การทำประติมากรรมรูปยักษ์แบกฐานเจดีย์นี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อเรื่องการค้ำชูพุทธศาสนา[73] ซึ่งพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหรือพระแท่นวัชรอาสน์ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายถึงพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับเจดีย์ จึงสร้างสรรค์เป็นรูปยักษ์แบกพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าบนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปด้วยรูปแบบและคติความเชื่อเดียวกัน

ภาพยักษ์แบกในท่านั่งชันเข่าแบกพระแท่นวัชรอาสน์ บนพระพุทธบาทไม้ วัดพระรูป

 

            นักวิชาการต่างประเทศ Virginia McKeen วิเคราะห์ว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีเนื้อหาผิดยุคสมัยอย่างชัดเจนคล้ายกับพระพุทธบาทจากวัดพระราม[74] แม้รูปบุคคลคือท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ แต่งกายด้วยผ้าพันคอและต่างหูคล้ายรูปกษัตริย์ที่นครวัด และรูปพญามารกับเหล่ามารแต่งกายสวมชุดนักรบและมงกุฎแบบนครวัด ซึ่งมีอายุราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แต่มีรูปพระแม่ธรณีที่มีลักษณะเหมือนกับภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี ดังนั้นพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปจึงมีอายุอยู่ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[75] อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่าแม้รูปพระแม่ธรณีทั้งสองแห่งดังกล่าวจะมีลักษณะท่าทางการยืนบีบมวยผมคล้ายคลึงกัน แต่ก็พบว่ารูปแบบเครื่องแต่งกายของรูปพระแม่ธรณีทั้งสองแห่งมีความแตกต่างกันมากอย่างมีนัยยะสำคัญจึงควรกำหนดอายุอยู่คนละยุคสมัยกัน

 

ความหมายทางประติมานวิทยาของพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป
            มงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทที่วัดพระรูปนั้นมีความหมายถึงการแสดงออกถึงความมีสภาวะครอบจักรวาลของพระพุทธเจ้าและพระบารมีอันคุ้มครองและให้สิริมงคลต่อผู้ที่ได้ยึดถือพระองค์เป็นที่พึ่ง[76] โดยการจัดเรียงมงคล ๑๐๘ ในวงธรรมจักรขนาดใหญ่กลางฝ่าพระบาทที่สอดคล้องกับฉากทัศน์จักรวาลหรือโลกสัณฐานที่อยู่ในแนววงกลมตามแนวคิดในคัมภีร์โลกศาสตร์ได้ช่วยทำให้ความหมายดังกล่าวมีความเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น โดยวงในสุดที่เป็นรูปดอกบัวบานซึ่งน่าจะเป็นสัญลักษณ์อันหมายถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถัดออกมาในวงที่สองประกอบด้วยรูปสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความเจริญ ความอุดมสมบูรณ์ ได้แก่ รูปดอกพุดซ้อน รูปสวัสติกะ รูปหม้อที่มีดอกไม้ รูปภาชนะที่มีดอกไม้ รูปดอกบัว เป็นรูปสัญลักษณ์ของเครื่องประกอบบารมีของกษัตริย์และพระเจ้าจักรพรรดิอันแสดงถึงยศศักดิ์ อำนาจ และความสูงส่ง ได้แก่ รูปดอกไม้ รูปพระแท่น รูปขอช้าง รูปพระขรรค์ รูปเศวตฉัตร และรูปสัญลักษณ์ของความดีความมีสิริมงคล ได้แก่ รูปพัดใบตาล ในวงที่สามและวงที่สี่ประกอบด้วยรูปสัญลักษณ์ในกลุ่มภพภูมิในจักรวาล ได้แก่ มหาสมุทร เขาจักรวาล เขาหิมพานต์ เขาพระสุเมรุ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทวีปใหญ่ทวีปน้อย สัตว์หิมพานต์ เทวโลก ๖ ชั้น และพรหมโลก ๑๖ ชั้น[77] กล่าวได้ว่ามงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ เหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของสุคติภูมิในจักรวาล ที่เริ่มตั้งแต่สิ่งที่ดีมีสิริมงคลในแดนมนุษย์ เรื่อยไปจนถึงเทวโลก ๖ ชั้นและพรหมโลก ๑๖ ชั้นอันเป็นที่พำนักของผู้มีบุญญาธิการทั้งหลาย ซึ่งเมื่อนับรวมมงคลทั้ง ๑๐๘ นี้แสดงถึงความมีสภาวะครอบจักรวาลของพระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่เหนือกว่าโลกทั้งสาม คือ สัตว์โลก (โลกคือเหล่าสัตว์) สังขารโลก (โลกคือสังขาร) และโอกาสโลก (โลกคือที่อยู่ของเหล่าสัตว์) ด้วยบุญบารมีที่ทรงบำเพ็ญไว้นับไม่ถ้วน มงคล ๑๐๘ เหล่านี้ปรากฏเฉพาะบนฝ่าพระบาทเท่านั้นจึงแสดงถึงความเป็นใหญ่ เปรียบดั่งเหยียบโลกทั้งสามไว้ใต้ฝ่าพระบาทของพระองค์[78] 

 

สรุป 
            พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีเจตนาให้เป็นแนวนอน ประดิษฐานในลักษณะตั้งตะแคงเพื่อให้มองเห็นรูปได้ทั้งสองด้านซึ่งนับเป็นรูปแบบเฉพาะที่พบไม่มากนัก ด้านหนึ่งเป็นรูปพระพุทธบาทมีรูปมงคล ๑๐๘ จัดเรียงอยู่ในวงธรรมจักรขนาดใหญ่กลางฝ่าพระบาท ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระพุทธประวัติตอนตรัสรู้ ผลการศึกษาตีความรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปพบว่า แม้ส่วนใหญ่จะตรงกับคัมภีร์สำคัญอย่างอรรถกถาอนาคตวงศ์ คัมภีร์ชินาลังการฎีกา และคัมภีร์ปาทวันทนา แต่ก็มีที่ต่างกันหลายประการทั้งในเรื่องรายการมงคลและการจัดเรียงลำดับมงคล โดยเฉพาะการเพิ่มรูปมงคลพญาเสือ รูปพระพรหม (อยู่ก่อนหน้ารูปเรือทอง) รูปพระแท่นบัลลังก์ รูปพัดใบตาล (อยู่ต่อจากรูปพระแท่น) และรูปเต่า อย่างไรก็ดี ได้พบรูปมงคลที่เพิ่มมาดังกล่าวในคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ จึงสันนิษฐานว่าการทำรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทที่วัดพระรูปน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณมากกว่าคัมภีร์ทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าว และสันนิษฐานว่าคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณน่าจะเป็นที่รู้จักมาแล้วอย่างน้อยในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ตามข้อสันนิษฐานอายุพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป ดังปรากฏร่องรอยคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ที่คงจะจารสืบต่อกันมาจากคัมภีร์ในอดีต อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป จะเกิดจากการรับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณโดยตรง หรือจะเกิดจากการรับแรงบันดาลใจทางอ้อมผ่านระเบียบจารีตของงานศิลปกรรมที่สืบทอดต่อกันมา หรืออาจจะเกิดจากการผสมผสานระหว่างอิทธิพลแรงบันดาลใจจากคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณกับระเบียบจารีตงานของศิลปกรรมก็เป็นได้
            ในมงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป พบว่ามีการทำรูปพรหมสี่หน้า (อยู่ก่อนรูปเรือทอง) สันนิษฐานว่าเกิดจากการตีความมงคล “จตุมุขา สุวณฺณนาวา” (เรือทองสี่หน้า) ที่ปรากฏในคัมภีร์ชินาลังการฎีกาหรือคัมภีร์ปาทวันทนา ออกเป็น ๒ มงคลคือ “จตุมฺมขา” ที่แปลว่าพรหมสี่หน้า และ “สุวณฺณนาวา” ที่แปลว่าเรือทอง การตีความในลักษณะนี้น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังปรากฏในจารึกหลักที่ ๑๐๒ และอาจจะสืบต่อมาในสมัยอยุธยาดังปรากฏในคัมภีร์พุทฺธปาทลกฺขณที่จารในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการตีความชื่อมงคลที่แตกต่างออกไปจากคัมภีร์ดั้งเดิม เนื่องจากรายชื่อมงคลนั้นเป็นภาษาบาลีและถูกกล่าวถึงอย่างรวม ๆ โดยไม่ได้แยกกล่าวเป็นรายการ ส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์รูปมงคลที่แตกต่างออกไป นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการทำรูปมงคลกินนรกับรูปมงคลกินนรีรวมเป็นรูปสัญลักษณ์เดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปจะทำแยกกัน การรวมรูปมงคลดังกล่าวคงจะเพื่อให้เกิดช่องว่างเพิ่มสำหรับใส่รูปมงคลอื่นโดยพยายามรักษาความหมายของกินนรและกินนรีไว้ แสดงให้เห็นว่าการทำรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทย่อมมีการยักย้ายปรับเปลี่ยนได้เสมอ
            พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ ในวงธรรมจักรขนาดใหญ่กลางฝ่าพระบาทในลักษณะเวียนทักษิณาวรรตจากด้านในออกสู่ด้านนอก แม้จะมีระเบียบการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ คล้ายกับพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร แต่ก็พบว่ามีรูปแบบศิลปะแตกต่างกันคนละสกุลช่างกัน และได้พบว่าโดยภาพรวมแล้วพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีรูปแบบศิลปะใกล้เคียงกับพระพุทธบาทจากวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลายประการ ทั้งในเรื่องการแบ่งวงธรรมจักรออกเป็น ๔ ชั้นด้วยการทำกรอบวงกลมซ้อนกัน ๒ เส้น การทำรูปมงคลที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันหลายประการ อาทิ รูปพรหมโลก รูปเทวโลก รูปภูเขา รูปพระอาทิตย์ รูปพระจันทร์ เป็นต้น รวมถึงยังมีการทำลายเส้นวงโค้งเต็มพื้นพระบาทและนิ้วพระบาท จึงสันนิษฐานว่าพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปน่าจะได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบศิลปะมาจากพระพุทธบาทจากวัดพระราม ประกอบกับเนื่องจากมีการจัดเรียงรูปพรหมโลกและเทวโลกไว้ด้านนอกซึ่งแสดงถึงการคลี่คลายไปจากรูปแบบเก่า จึงน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยมีอายุหลังกว่าพระพุทธบาทจากวัดพระรามที่กำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เล็กน้อย และน่าจะร่วมสมัยกับพระพุทธบาทจากวัดเสด็จ
            ด้านหลังของพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปสลักเป็นรูปพระพุทธประวัติตอนตรัสรู้ที่ประกอบด้วยรูปมารผจญ - ชนะมาร แนวกลางเป็นรูปพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เบื้องล่างเป็นรูปยักษ์ ๕ ตนกำลังแบกพระแท่นที่ประทับ ข้างพระแท่นที่ประทับมีรูปพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผม พบว่าการเลือกทำรูปพุทธประวัติคงเนื่องจากเป็นเรื่องที่นิยมแพร่หลายในช่วงเวลานั้น และการเลือกทำรูปพุทธประวัติตอนตรัสรู้ที่ประกอบด้วยรูปมารผจญ - ชนะมาร คงเนื่องจากเห็นว่าเป็นตอนที่สำคัญที่สุดในพุทธประวัติที่แสดงให้เห็นว่าพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันแสดงความเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับความหมายของพระพุทธบาทที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ยังพบว่าการทำรูปพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแทนการทำรูปพระพุทธเจ้า อาจจะเนื่องจากพื้นที่มีน้อยจึงไม่เอื้อต่อการทำรูปพระพุทธเจ้าในรูปมนุษย์ได้ ประกอบกับความไม่เหมาะสมที่จะทำรูปพระพุทธรูปอยู่ด้านหลังของฝ่าพระบาท จึงเลือกใช้ระบบสัญลักษณ์แทนความหมายถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งทำให้รูปแบบศิลปะของพระพุทธบาทนี้อยู่ในลักษณะระบบสัญลักษณ์ทั้งสองด้าน และได้พบว่าการทำรูปกองทัพมารและพระแม่ธรณีเล่าเรื่องพระพุทธประวัติตอนมารผจญ - ชนะมารบนพระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูป นับเป็นตัวอย่างของศิลปะอยุธยาในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สอดคล้องกับการทำรูปยักษ์แบกในท่านั่งชันเข่ามีรูปร่างล่ำสันมีเส้นเชือกคาดไขว้ที่หน้าอกที่แสดงถึงรูปแบบศิลปะสมัยอยุธยายุคต้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งการทำรูปยักษ์แบกพระแท่นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าด้วยรูปแบบเดียวกับการทำประติมากรรมรูปยักษ์แบกฐานเจดีย์คงจะเนื่องจากเป็นคติความเชื่อเดียวกันคือการค้ำชูพุทธศาสนา
            พระพุทธบาทไม้ที่วัดพระรูปมีลักษณะนูนซึ่งนับเป็นรูปพระพุทธบาท แสดงถึงฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์พระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นปูชนียวัตถุแบบอุเทสิกะเจดีย์ มงคลรูปสัญลักษณ์ ๑๐๘ บนพระพุทธบาทมีความหมายถึงการแสดงออกถึงความมีสภาวะครอบจักรวาลของพระพุทธเจ้าและพระบารมีอันคุ้มครองและให้สิริมงคลต่อผู้ที่ได้ยึดถือพระองค์เป็นที่พึ่ง โดยการจัดเรียงมงคล ๑๐๘ ในวงธรรมจักรขนาดใหญ่กลางฝ่าพระบาทที่สอดคล้องกับฉากทัศน์จักรวาลหรือโลกสัณฐานที่อยู่ในแนววงกลมตามแนวคิดในคัมภีร์โลกศาสตร์ได้ช่วยทำให้ความหมายดังกล่าวมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น รูปมงคล ๑๐๘ เหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของสุคติภูมิในจักรวาลที่เริ่มตั้งแต่สิ่งที่ดีมีสิริมงคลในแดนมนุษย์ เรื่อยไปจนถึงเทวโลก ๖ ชั้นและพรหมโลก ๑๖ ชั้นอันเป็นที่พำนักของผู้มีบุญญาธิการทั้งหลาย ซึ่งเมื่อนับรวมรูปมงคลทั้ง ๑๐๘ นี้แสดงถึงความมีสภาวะครอบจักรวาลของพระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่เหนือกว่าโลกทั้งสาม ด้วยบุญบารมีที่ทรงบำเพ็ญไว้นับไม่ถ้วน รูปมงคล ๑๐๘ เหล่านี้ที่ปรากฏเฉพาะบนฝ่าพระบาทเท่านั้น จึงแสดงถึงความเป็นใหญ่เปรียบดั่งเหยียบโลกทั้งสามไว้ใต้ฝ่าพระบาทของพระองค์

 

เอกสารอ้างอิง
[1] มนัส โอภากุล, ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณ (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๗), ๑๘๒.
[2] จารึก วิไลแก้ว, “กลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยม: เมืองสุพรรณบุรี,” ใน รวมบทความทางวิชาการ ๗๒ พรรษาท่านศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (กรุงเทพฯ: บริษัท พิฆเณศ พรินท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, ๒๕๓๘), ๒๒๗-๒๕๘.
[3] วรพร พรหมใจรักษ์, วัด แหล่งศิลปกรรมท้องถิ่นในเมืองสุพรรณบุรี (สุพรรณบุรี: โรงเรียนสงวนหญิงจังหวัดสุพรรณบุรี, ม.ป.ป.), ๑๔-๑๕.
[4] นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา และ ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, สาส์นสมเด็จ เล่ม ๑ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๔), ๒๓๑ – ๒๓๓.
[5] พระยาอนุศาสตร์จิตรกร, นิราศตามเสด็จ (ช่วยในการกฐินพระราชทาน เจ้าพระยารามราฆพ ณ วัดทรงธรรม) (สมุทรปราการ: วัดทรงธรรมวรวิหาร พระอารามหลวง, ๒๔๖๖), ๕๐ – ๕๒.
[6] น. ณ ปากน้ำ, เที่ยวเมืองศิลปะอู่ทอง (กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด, ๒๕๔๒), ๙๒
[7] นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๕๐ – ๕๑.
[8] Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๑๔๘.
[9] Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๗๕ – ๗๖.
[10] นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๑๐, ๑๒.
[11] วิราภรณ์ สุวดีปฐมพงศ์, “ประเด็นใหม่: ระบบการวางลายมงคลบนรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๔,” การค้นคว้าอิสระตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๑๒.
[12] นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๒๒.
[13] พระสูตรและอรรถกถา แปล ฑีฆนิกาย มหาปทาน ภาคที่ ๑ เล่มที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕), ๒๓๔.
[14] พระสูตรและอรรถกถา แปล ฑีฆนิกาย ปาฎิกวรรค ภาคที่ ๒ เล่มที่ ๓ (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕), ๑๘.
[15] พระสูตรและอรรถกถา แปล มัชฌิมนิกาย ปัณณาสก์ ภาคที่ ๒ เล่มที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕),  ๒๓๔.
[16] พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๑๐ – ๑๑๒.
[17] พระสูตรและอรรถกถา แปล ฑีฆนิกาย มหาปทาน ภาคที่ ๑ เล่มที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕), ๒๖๒.
[18] พระสูตรและอรรถกถา แปล ฑีฆนิกาย ปาฎิกวรรค ภาคที่ ๒ เล่มที่ ๓ (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕), ๑๑๗.
[19] พระคันธสาราภิวงศ์วิเคราะห์ว่า คัมภีร์ชินาลังการฎีกาหรือชินาลังการวรรณา แต่งขยายอธิบายศัพท์ยากของคัมภีร์ชินาลังการ แสดงรูปแบบวิเคราะห์ของคำศัพท์ไว้อย่างละเอียด และยังอธิบายหลักธรรมที่เกี่ยวข้องโดยนำเนื้อหาจากคัมภีร์อรรถกถาหลายฉบับมาประมวลไว้ สำหรับคัมภีร์ชินาลังการ แต่งโดยพระพุทธรักขิตะเช่นเดียวกัน ในราวช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นวรรณกรรมร้อยกรอง ประพันธ์ขึ้นเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าเริ่มตั้งแต่การสร้างบารมี ๓๐ ทัศหลังจากที่ได้รับพุทธพยากรณ์จนถึงปรินิพพาน ดูใน พระคันธสาราภิวงศ์, ชินาลังการ (พิมพ์ครั้งที่ ๒) (กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดประยูรสาส์นไทย การพิมพ์, ๒๕๕๒), [๓] - [๔], [๑๓]. อย่างไรก็ดี ในคัมภีร์ชินาลังการไม่ปรากฏการกล่าวถึงมงคล ๑๐๘ ประการบนฝ่าพระบาท.
[20] พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๑๕.
[21] พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), [๑๑]. ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ฮินดูเบอร์ ได้เสนอว่าท่านมีชีวิตในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ดูใน Hinnüber, A Handbook of Pali Literature (New Dalhi: Mushiram Manoharla, ๑๙๗๗), ๑๘๒. อ้างอิงใน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” (วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒), ๓๖๑.
[22] พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๑๕.
[23] พระคันธสาราภิวงศ์วิเคราะห์เปรียบเทียบมงคล ๑๐๘ ของคัมภีร์อรรถกถาอนาคตวงศ์ คัมภีรชินาลังการฎีกา และคัมภีร์ปาทวันทนา พบว่าคัมภีร์ปาทวันทนาน่าจะใกล้เคียงกับความถูกต้องมากที่สุด ดูใน พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๓๑ – ๑๓๔.
[24] นิยมเรียกอีกว่า อรรถกถาพุทธปาทลกฺขณ สันนิษฐานว่าหมายถึงคัมภีร์ที่อรรถกถาจารย์แต่งขึ้นเพื่ออธิบายมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาท.
[25] พญาลิไท, ไตรภูมิพระร่วง (นนทบุรี: เจริญอักษรการพิมพ์, ๒๕๑๓), ๑๒.
[26] เรียกกันว่า “จารึกป้านางคำเยีย” หรือ “จารึกวัดตระพังช้างเผือก” เป็นศิลาจารึกหินชนวนสีเขียวมีคำจารึกสองด้าน จารึกหลักนี้สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๔๕๑ และได้ทรงขอให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส อ่านคำจารึกภาษาบาลีถวาย ดูใน วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา, “มหาวงศ์สังเขป” ใน ประมวลพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์–โบราณคดี (พระนคร: ศิวพรการพิมพ์, ๒๕๑๔), ๒๒๔ – ๒๔๑. ต่อมา ศ. ร.ต.ท. แสง มนวิทูร ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร และ A.B. Griswold ได้อ่านและแปลสอบทานอีกครั้งหนึ่ง ดูใน คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย, ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๔ (ศิลาจารึกหลักที่ ๑๐๒) (กรุงเทพฯ: สำนักนายก, ๒๕๑๓), ๑๐๔. ซึ่งพบว่าโดยรวมแล้วแปลคล้ายคลึงกัน แต่จะจัดลำดับมงคลแตกต่างกันออกไป ดูใน สินชัย กระบวนแสง, “รอยพระพุทธบาทสมัยสุโขทัย,” วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑, ๒๕๒๒: ๑๔๒ – ๑๔๙. อ้างอิงใน สุธนา เกตุอร่าม, “การสร้างรอยพระพุทธบาทสมัยพญาลิไท,” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๒๓, ๒๓ – ๓๐. ปัจจุบันจารึกหลักนี้อยู่ที่ภูเขาไกรลาส สวนซ้าย ในพระบรมมหาราชวัง.
[27] เมื่อเทียบกับคัมภีร์ชินาลังการฎีกาพบว่ามีความแตกต่างกัน มงคลที่มีในคัมภีร์ชินาลังการฎีกาแต่ไม่มีในจารึกหลักที่ ๑๐๒ คือ “สตฺต” (หอก), “โตรณํ” (ซุ้มประตู), “สุวณฺณหํสราชา” (พญาครุฑทอง) และ “สุวณฺณมกรํ” (มกรทอง) ในขณะเดียวมงคลที่ไม่มีในคัมภีร์ชินาลังการฎีกาแต่มีในจารึกหลักที่ ๑๐๒ คือ “ทวิสฺหสฺปริตฺตถา” (ทวีปน้อย ๆ สองพัน), “สุวณฺณภมโร” (แมลงภู่ทอง) และ “จตุมฺมขา” (ลูกศรมีปลายสี่แฉก, พรหมสี่หน้า).
[28] รักชนก โคจรานนท์, การวิเคราะห์ลักษณะและความหมายรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๙), ๓๑.
[29] รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๓๖๔.
[30] อาจารย์สุภาพรรณ ณ บางช้าง วิเคราะห์ว่าเนื่องจากในคัมภีร์อรรถกถาพุทธบาทมงคลปรากฏคำศัพท์ภาษาบาลีที่ได้รับอิทธิพลภาษาไทย และปรากฏข้อความที่มาจากคัมภีร์มหาทิพย์มนต์ซึ่งแต่งขึ้นในประเทศไทย ดูใน สุภาพรรณ ณ บางช้าง, วิวัฒนาการวรรณคดีบาลีสายพระสุตันตปิฎกที่แต่งในประเทศไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๓), ๒๘๑, ๒๘๖.
[31] ต้นฉบับคัมภีร์นี้จารด้วยอักษรขอม ภาษาบาลี มีข้อความระบุถึงการจารตรงกับ พ.ศ. ๒๒๙๒ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยไม่ปรากฏว่าผู้แต่งเป็นใคร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ดูใน รักชนก โคจรานนท์, การวิเคราะห์ลักษณะและความหมายรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๙), ๔๒.
[32] รักชนก โคจรานนท์, การวิเคราะห์ลักษณะและความหมายรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๙), ๔๒ – ๕๗.
[33] พระคันธสาราภิวงศ์วิเคราะห์ว่า ในคัมภีร์อรรถกถาอนาคตวงศ์และคัมภีร์ชินาลังการฎีกา กล่าวถึงรูปพญาช้างอุโบสถและพญาช้างฉัททันต์ว่าเป็นมงคลข้อเดียวกัน แต่คัมภีร์ปาทวันทานกล่าวถึงรูปพญาช้างอุโบสถเท่านั้น สันนิษฐานว่าในสมัยนั้นผู้แต่งไม่พบข้อมูลรูปพญาช้างฉัททันต์ นอกจากนี้ข้อความในอรรถกถาอนาคตวงศ์ฉบับใบลานของไทยได้กล่าวถึงรูปพญาช้างฉัททันต์อย่างเดียว แม้ในทีฑนิกาย มหาสุทัศนสูตร ระบุถึงช้างอุโบสถว่าเป็นช้างของพระเจ้าจักรพรรดิ จึงควรมีรูปช้างอุโบสถเท่านั้น ดูใน พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๓๓ – ๑๓๔. นอกจากนี้ ในคัมภีร์สมันตภัททิกะก็ยังกล่าวถึงพญาช้างชื่ออุโบสถอย่างเดียวเช่นกัน ดูใน Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๓๓.
[34] พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๓๔ – ๑๔๖.
[35] เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า เส้นกรอบของตารางในตำแหน่งเริ่มต้นนี้ เป็นเส้นที่ตรงต่อเนื่องจนถึงวงกลมนอกสุด แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของช่างในการวางแผนออกแบบมงคล ๑๐๘ ในตำแหน่งนี้.
[36] รักชนก โคจรานนท์, การวิเคราะห์ลักษณะและความหมายรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๙), ๔๒.
[37] รักชนก โคจรานนท์, การวิเคราะห์ลักษณะและความหมายรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๙), ๒๖.
[38] อาจารย์ฮันส์ เพนธ์ ศึกษารูปแบบของอักษรที่จารึกอยู่บนพระพุทธบาท และกำหนดอายุพระพุทธบาทไม้ประดับมุกจากวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ว่าน่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ดูใน ฮันส์ เพนธ์, “พระพุทธบาทที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่,” ศิลปากร ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๕, ๒๕๑๘, ๔๙ - ๕๕.
[39] Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๕๕.
[40] พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๓๓ – ๑๓๔.
[41] ช้างตระกูลฉัททันต์และช้างตระกูลอุโบสถจัดอยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ หมายถึงช้างเผือกตระกูลที่พระพรหมเนรมิตขึ้น.
[42] พบว่ามีการทำรูปพระพรหมเกินไปหนึ่งองค์ คือทำรูปเทวดาเป็นพระพรหมไปหนึ่งองค์ซึ่งอาจเป็นความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของช่างผู้สร้างก็เป็นได้.
[43] อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล วิเคราะห์ว่าคัมภีร์ในพุทธศาสนาที่มีเนื้อหาบรรยายถึงพระพรหมนั้นไม่เคยมีคัมภีร์ที่ระบุว่าพระพรหมมีสี่หน้า การทำรูปพระพรหมที่มีสี่หน้าเป็นแบบแผนพระพรหมอันเป็นที่รับรู้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเป็นการรับลักษณะทางประติมานวิทยาของพระพรหมสี่หน้าของศาสนาพราหมณ์มาใช้ โดยปรากฏหลักฐานตั้งแต่ศิลปะอินเดียสมัยปาละ รวมถึงในศิลปะพม่าสมัยพุกามและศิลปะเขมรสมัยบายน ในดินแดนไทยพบว่าหลักฐานก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นิยมทำพระพรหมหน้าเดียวเสมอทั้งในศิลปะทวารวดีและศิลปะสุโขทัย โดยพบการทำพระพรหมสี่หน้าในบางแห่งเช่นปูนปั้นพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่ผนังด้านทิศใต้ของมณฑปวัดตระพังทอง จังหวัดสุโขทัย แต่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๓ ไม่ปรากฏการทำพระพรหมหน้าเดียว ทั้งนี้เพราะขาดหลักฐานภาพเล่าเรื่อง ดูใน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๑๖๘ – ๑๗๕.
[44] ได้แก่ พระพุทธบาทจากเขาพระบาทใหญ่ (เขาสุมนกูฏ) เมืองสุโขทัย ซึ่งจารึกหลักที่ ๘ (จารึกเขาสุมนกูฏ) กล่าวว่า “เขาอันนี้ชื่อสุมนกูฏบรรพต...เรียกชื่อดังอัน เพื่อไปพิมพ์เอารอยตีน พระพุทธเจ้า เราเอาเหยียบ เหนือจอมเขาสุมนกูฏบรรพต...ในลังกาทวีปพู้นมาประดิษฐานไว้เหนือจอมเข้าอันนี้ แล้วให้คนทั้งหลายได้เห็นรอยฝ่าตีนพระพุทธเจ้าเรานี้มีหลายอัน ได้ร้อยแปดสีส่องให้ฝูงเทพยดาและ...ทั้งหลายได้ไหว้นบทำบูชา...” ดูใน กรมศิลปากร, “ศิลาจารึกหลักที่ ๘,” ใน ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๑ (พิมพ์ครั้งที่ ๓) (กรุงเทพฯ: พระจันทร์, ๒๕๐๐), ๑๑๕. และรอยพระยุคลบาทที่วัดบวรนิเวศวิหาร ที่มีจารึกกำกับว่า “...รอยพระพุทธบาททั้งคู่อันประดิษฐานไว้ชิดกันของสมเด็จสรรเพชญ์พุทธองค์ อันบริบูรณ์ไปด้วยบรมมงคลร้อยแปดประการ รุ่งเรืองไปด้วยจักรลักษณะอันวิจิตรงดงามมีประการต่าง ๆ ทำความเป็นที่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง...” ดูใน กรมศิลปากร, “ศิลาจารึกรอยพระพุทธยุคลบาท วัดบวรฯ,” ใน จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๗), ๒๖๗ – ๒๖๘.
[45] การนำรูปมงคล ๑๐๘ ประการมาใส่ไว้ในพระพุทธบาทน่าจะเริ่มขึ้นในศิลปะพุกาม ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เช่น พระพุทธบาทที่เจดีย์โลกะนันทะ พระพุทธบาทที่เจดีย์ชเวซิกอน เมืองพุกาม ตามเนื้อหาลักษณะพระพุทธบาทที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาภาษาบาลีที่รู้จักกันในพม่า พระพุทธบาทตามคติและรูปแบบในศิลปะพุกามนี้ ได้ส่งอิทธิพลให้กับการทำพระพุทธบาทที่สุโขทัยในช่วงแรก ๆ เช่น พระพุทธบาทที่วัดตระพังทอง พระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ดูใน นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๓๑ – ๓๓, ๓๙ – ๔๐.
[46] เชื่อว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ โปรดให้เคลื่อนย้ายมาจากเมืองสุโขทัยหรือพิษณุโลก.
[47] จารึกกล่าวถึงการสร้างพระพุทธบาทนี้ใน พ.ศ. ๑๙๗๐ โดยพระสิริสุเมธังกรสังฆนายก ผู้เป็นศิษย์ของพระสิริสุเมธังกรสังฆราช ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล หรือพระยาบาลเมือง) ครองเมืองพิษณุโลกในช่วง พ.ศ. ๑๙๖๒ – ๑๙๘๑ ช่วงเวลานี้เมืองสุโขทัยเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรอยุธยา.
[48] นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๔๗.
[49] การจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ อยู่ในธรรมจักรที่มีขนาดใหญ่เต็มส่วนกว้างของฝ่าพระบาท ยังทำสืบมาที่อยุธยาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เป็นอย่างน้อย และยังส่งอิทธิพลให้กับการสร้างพระพุทธบาทในศิลปะพม่าโดยคงจะแพร่หลายเข้าไปในพม่าผ่านทางเมืองมอญ หรือโดยผ่านทางช่างศิลปกรรมและเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนไปจากอยุธยาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และ ๒๓ เช่น รอยพระพุทธบาทหินอ่อนที่ Calcatta Museum รวมถึงในศิลปะศรีลังกา เช่น พระพุทธบาทที่รุวันเวลิ ศรีลังกา ดูใน นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๓๔ – ๓๕, ๕๒.
[50] รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “วิวัฒนาการและประติมานวิทยาของรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย,” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๓๙, ๑๐ – ๑๑.
[51] Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๗๘.
[52] การจัดวางองค์ประกอบเขาสัตตบริภัณฑ์ในลักษณะนี้เป็นมุมที่มองมาจากเบื้องบน ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในเมืองพุกามและมีความเก่าแก่กว่าในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสมัยเมืองพุกาม ดูใน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๒๑๐ – ๒๑๑.
[53] นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๔๙ และ รักชนก โคจรานนท์, การวิเคราะห์ลักษณะและความหมายรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๙), ๖๕ – ๗๐. อนึ่ง รอยพระยุคลบาทที่วัดบวรนิเวศวิหาร และพระพุทธบาทที่มาจากวัดเสด็จนี้ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นรอยพระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏจำลอง เนื่องจากปรากฏจารึกที่อาจมีความเกี่ยวข้องกัน จารึกบนรอยพระยุคลบาทคู่ที่วัดบวรนิเวศ แสดงให้เห็นว่าพระพุทธบาทนี้บริบูรณ์ด้วยมงคล ๑๐๘ สร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรงดงามเปรียบได้กับพระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏ ดูใน กรมศิลปากร, “ศิลาจารึกรอยพระพุทธยุคลบาท วัดบวรฯ,” ใน จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๗), ๒๖๗ – ๒๖๘. ส่วนจารึกบนพระพุทธบาทที่มาจากวัดเสด็จ ปรากฏเทวดาองค์หนึ่งชื่อ “ขตฺตคาม” ดูใน กรมศิลปากร, “จารึกรอยพระพุทธบาทวัดเสด็จ,” ใน จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๗), ๒๐๙. ซึ่งเป็นเทวดาองค์หนึ่งที่ดูแลรักษาเมืองลังกา มีเทวาลัยอยู่ที่เมืองกตรคาม และภาพเทวดาที่ถือพระขรรค์อาจจะหมายถึงการปกปักรักษาพระพุทธบาท ประกอบกับเชื่อว่าการจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ อยู่ในธรรมจักรที่มีขนาดใหญ่เต็มส่วนกว้างของฝ่าพระบาทนั้นเป็นรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในศิลปะสุโขทัย ซึ่งแตกต่างไปจากพระพุทธบาท ๔ รอยที่สันนิษฐานกันว่าจำลองมาจากเขาสุมนกูฏตามจารึก แต่กลับมีรูปแบบศิลปะที่สืบเนื่องมาจากศิลปะพม่าสมัยพุกาม ดูใน นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๓๙. และ รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, พุทธศิลป์ไทยสายสัมพันธ์กับศรีลังกา (กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ๒๕๖๓), ๑๐๒ – ๑๑๕.
[54] รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “วิวัฒนาการและประติมานวิทยาของรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย,” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๓๙, ๑๑.
[55] อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล วิเคราะห์ว่าความคิดในยุคพระไตรปิฎกโลกกับจักรวาลโลกมีความหมายถึงสถานะคนละสถานะกัน แต่ในสมัยคัมภีร์อรรถกถากลับระบุว่าโลกกับจักรวาลเป็นสิ่งเดียวกัน และจักรวาลต่างก็หมายถึงสิ่งเดียวกัน ดูใน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๑๔.
[56] วิราภรณ์ สุวดีปฐมพงศ์ วิเคราะห์ว่าการจัดเรียงรูปมงคลในระบบใหม่นี้ ยังอาจจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของระบอบกษัตริย์อาณาจักรสุโขทัยที่เริ่มถดถอยลงจากการขยายอำนาจของอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรล้านนาในช่วงเวลานั้นด้วย ดูในวิราภรณ์ สุวดีปฐมพงศ์, “ประเด็นใหม่: ระบบการวางลายมงคลบนรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๔,” การค้นคว้าอิสระตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๖๙ – ๗๐.
[57] นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๕๑.
[58] รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “วิวัฒนาการและประติมานวิทยาของรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย,” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๓๙, ๑๑.
[59] การจัดเรียงรูปมงคล ๑๐๘ บนพระพุทธบาทที่ปรากฏมาก่อนทั้งในรูปแบบตารางและรูปแบบวงกลม นิยมเรียงรูปพรหมโลกไว้ใกล้กับรูปธรรมจักรที่อยู่กึ่งกลางพระพุทธบาท.
[60] ทั้งนี้ยังพบว่ารูปมงคล ๑๐๘ ในตำแหน่งรูปเทวดาสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา (มงคลหมายเลข ๘๗) ทำเป็นรูปบุคคลมี ๔ เศียรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความหมายถึงท้าวจตุโลกบาล ๔ องค์.
[61] อรุณศักดิ์ กิ่งมณี, ทิพยประติมา (นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐), ๘๖.
[62] รักชนก โคจรานนท์, การวิเคราะห์ลักษณะและความหมายรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๙), ๗๕.
[63] ดังปรากฏหลักฐานการเขียนภาพพุทธประวัติในกรุชั้นที่ ๒ (ชั้นกลาง) ของปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ ผนังด้านทิศตะวันออกเขียนเรื่องราวก่อนการตรัสรู้ เรื่องราวต่อเนื่องไปยังผนังด้านทิศใต้ ทิศตะวันตก และเรื่องจะมาจบที่ผนังด้านทิศเหนือซึ่งเป็นเรื่องตอนปรินิพพาน ดูใน สันติ เล็กสุขุม, จิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยา (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเจมส์ ทอมป์สัน, ๒๕๒๔), ๔๕. ซึ่งจัดเป็นงานจิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นสมัยสมเด็จเจ้าสามพระยาราว พ.ศ. ๑๙๖๗.
[64] การใช้รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าปรากฏมาตั้งแต่ศิลปะอินเดียโบราณในยุคแรกเริ่มที่ยังไม่มีการทำพระพุทธรูป ซึ่งจะปรากฏอยู่ในภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ อาทิ ก่อนตรัสรู้นิยมทำเป็นรูปพระพุทธบาท เมื่อตรัสรู้นิยมทำเป็นรูปพุทธบัลลังก์และต้นโพธิ์ เมื่อทรงประกาศศาสนานิยมทำเป็นรูปธรรมจักรและกวาง เมื่อเสด็จปรินิพพานนิยมทำเป็นรูปพระสถูป ดูใน ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ, นิทานโบราณคดี (กรุงเทพฯ: เกษมการพิมพ์, ๒๕๓๓), ๖๒ – ๖๓. จนเมื่อมีการทำพระพุทธรูปจึงทำให้การทำรูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าเสื่อมความนิยมลงไป อย่างไรก็ดี คติความเชื่อในเรื่องรูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าเหล่านี้ยังคงอยู่สืบเนื่องมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปรอยพระพุทธบาทที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในลังกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากยึดโยงอยู่กับคติความเชื่อเรื่องการเสด็จไปประกาศพุทธศาสนาและประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ดินแดนนั้น.
[65] อนึ่ง การเขียนภาพพระพุทธเจ้าเป็นรูปสัญลักษณ์ประกอบในภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ยังพบตัวอย่างในสมุดไตรภูมิในสมัยหลังลงมา ได้แก่ สมุดไตรภูมิหมายเลขที่ ๑๐ สมุดไตรภูมิหมายเลขที่ ๑๐ / ก และสมุดไตรภูมิฉบับกรุงเบอร์ลิน ดูใน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๒๘๒.
[66] น. ณ ปากน้ำ, เที่ยวเมืองศิลปะอู่ทอง (กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด, ๒๕๔๒) ๙๑ – ๙๒.
[67] Boisselier, J., La Sculpture en Thailande (Paris: Office du Livre, ๑๙๗๔), ๒๓๕. อ้างอิงใน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๑๙๐.
[68] รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ที่มาของสมุดภาพไตรภูมิ,” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๒, ๑๘๙.
[69] อรุณศักดิ์ กิ่งมณี, ทิพยประติมา (นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐), ๒๓๖ – ๒๓๘.
[70] พิริยะ ไกรฤกษ์, ประวัติศาสตร์ศิลปในประเทศไทยฉบับคู่มือนักศึกษา (กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘), ๒๔๓ – ๒๔๔. นอกจากนี้ ยังได้พบหลักฐานเป็นประติมากรรมปูนปั้นรูปยักษ์มีเชือกคาดอกแบกฐานพระพุทธรูปภายในซุ้มบรรพแถลงประดับชั้นซ้อนของปรางค์วัดพระปรางค์ จังหวัดสิงห์บุรี กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ดูใน กรมศิลปากร, เตาแม่น้ำน้อย (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๑), ๖๕. รวมถึงได้พบพระพุทธรูปขนาดเล็กจำนวนหนึ่งที่มีศิลปะอยู่ในสมัยอยุธยาตอนกลางในองค์ปรางค์นั้น ดูใน สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน (พิมพ์ครั้งที่ ๓) (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๐), ๑๖๗. และเชื่อว่าพระพุทธรูปประทับนั่งเหนือฐานรูปกองทัพมารในศิลปะอยุธยาน่าจะสร้างขึ้นร่วมสมัยกันในช่วงอยุธยาตอนกลางด้วยเช่นกัน ดูใน สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง, “การประดับภาพกองทัพมารที่ฐานของพระพุทธรูปในศิลปะอยุธยา,” วารสารดำรงวิชาการ ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๖, ๒๕๔๗, ๑๒ – ๑๓.
[71] สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง, “การประดับภาพกองทัพมารที่ฐานของพระพุทธรูปในศิลปะอยุธยา,” วารสารดำรงวิชาการ ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๖, ๒๕๔๗, ๑๐ – ๒๗.
[72] สันติ เล็กสุขุม, คุยกับงานช่างไทยโบราณ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๕), ๑๕๕, ๑๖๒. การทำประติมากรรมรูปยักษ์มีเชือกคาดอกมีปรากฏมาก่อนในศิลปะเขมร เช่น ภาพสลักทหารในฉากสงครามที่ระเบียงปราสาทบายนในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือในหน้าบันจากปราสาทพระป่าเลไลย์ กำหนดอายุอยู่ในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดูใน สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง, “การประดับภาพกองทัพมารที่ฐานของพระพุทธรูปในศิลปะอยุธยา,” วารสารดำรงวิชาการ ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๖, ๒๕๔๗, ๑๘. และเป็นที่นิยมสืบเนื่องมาในศิลปะสมัยสุโขทัยและศิลปะสมัยอยุธยา.
[73] การทำประติมากรรมรูปยักษ์มีเชือกคาดอกกำลังแบกฐานโบราณสถานพบปรากฏมาก่อนในศิลปะสุโขทัย เช่น ปูนปั้นยักษ์แบกประดับมุขยื่นจากฐานเจดีย์ทรงดอกบัวตูมที่อยู่ทางด้านทิศใต้ของเจดีย์พระมหาธาตุ วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย.
[74] นักวิชาการต่างประเทศ Virginai Mckeen วิเคราะห์ว่า พระพุทธบาทจากวัดพระรามมีรูปสัญลักษณ์บางรูปคือบัลลังก์ (หมายเลข ๗) ฐานของแจกันและบาตร (หมายเลข ๒๓, ๒๔) มีความละเอียดประณีตเช่นเดียวกับแข้งสิงห์ของเจดีย์ในจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี กำหนดอายุอยู่ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ดูใน Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๑๔๖ – ๑๔๗. ต่อประเด็นนี้มีความเห็นแตกต่างออกไป เนื่องจากรูปแบบศิลปะของบัลลังก์และฐานแจกันกับบาตรของพระพุทธบาทจากวัดพระรามกับฐานสิงห์ในจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดเกาะแก้วสุทธารามนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดจึงควรจัดเป็นงานคนละยุคสมัย ประกอบกับได้พบร่องรอยการทำฐานของรูปสัญลักษณ์ในลักษณะเดียวกับพระพุทธบาทจากวัดพระรามมาก่อนแล้วในพระพุทธบาทศิลปะสุโขทัย อาทิ ฐานของรูปอาคารบนพระพุทธบาทที่วัดเชิงคีรี อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กำหนดอายุการสร้างอยู่ใน พ.ศ. ๒๐๕๓ ดูใน Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๙๐, ๙๒. หรือฐานของรูปสัญลักษณ์สังข์และฐานของเทวดาถือพระขรรค์ที่พระพุทธบาทสำริดจากวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๑ ดูใน นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๔๙. และ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “วิวัฒนาการและประติมานวิทยาของรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย,” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๓๙, ๑๑.
[75] Virginia McKeen, รอยพุทธบาทพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม (สมหวัง แก้วสุฟอง แปล) (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๕๕), ๑๔๘.
[76] นันทนา ชุติวงศ์, รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๓), ๓๓ – ๓๔.
[77] จัดกลุ่มรูปมงคลตามแนวคิดของพระคันธสาราภิวงศ์ ดูใน พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๔๗.
[78] พระคันธสาราภิวงศ์, ปัชชมธุ (พระคันธสาราภิวงศ์ แปล) (กรุงเทพฯ: ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๐), ๑๔๘.

 

The Wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup
           The wooden Phra Buddhapada (Buddha’s footprint) is characterized as an engraving on a 74 cm wide, 222 cm long and 10 cm thick rectangular hard wooden board. The engraving methods include the carving into decoration lines, low-relief engraving, high-relief engraving, and floating engraving. On one side of the board it is engraved as Phra Buddhapada (Buddha’s footprint), while on the other side it is engraved into the picture of the Lord Buddha attaining enlightenment. This Phra Buddhapada is the footprint of his right foot, engraved in low-relief pattern. The overall shape is that of a rectangular with one end being curved. This Phra Buddhapada is carved as being horizontal, with the foot tilting up on one side to show both sides of the foot. This carving pattern of Phra Buddhapada has been generally popular. For example, Phra Buddhapada of Ayutthaya art style, i.e. a stone Phra Buddhapada found in Ayutthaya province. Its front side is engraved as the Lord Buddha’s footprint, while its back side is engraved as the picture of Dhammacakka (the Wheel of Truth). As for the established Phra Buddhapada with the foot tilting up, the only examples that are left to be found are those appeared on both sides of the road entering the main stupa of Wat Buddhai Sawan in Phra Nakhon Si Ayutthaya province.
            The engraving to produce relief picture of Phra Buddhapada showing the foot of Lord Buddha had been the symbol used to represent Lord Buddha since the ancient Indian art era before the creation of the Buddha images, as well as the other symbols such as the pictures of Dhammacakka, Bodhi tree, and Pallanka (throne).  All of these symbols were still used continuously for some periods after the creation of the Buddha images. They were considered to be Pujaniyavatthu (object of worship) in the type of Uddesikacetiya (memorial object of worship), i.e. the objects created as the symbols representing the Lord Buddha, or in memory of the Lord Buddha. The model of Phra Buddhapada and this accompanying belief have been passed on further in Sri Lanka in both the form of dual footprints and single footprint. In the case of Thailand, there is very little preference for creating Phra Buddhapada. The majority of Phra Buddhapada created in Thailand was in the form of engraving in a deep down basin. The old Phra Buddhapada in Thailand is probably Phra Buddhapada at Wat Khao Deesalak in Suphan Buri province.  It can be mentioned that the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup has specific art form which is its own identity reflecting the intention to create the work of art for some special purpose that is different from that of Phra Buddhapada in general.

 

The 108 Mangala Decorations on the Wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup
            In the middle of the sole of the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup, there are 108 Mangala (blessings) decorations organized in the Daksinavatta (clockwise) winding pattern from the middle to the rim of big Dhammacakka circles.  From the investigation, it is found that art style design of the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup as a whole is almost similar in many aspects to that of Phra Buddhapada from Wat Phra Ram in Phra Nakhon Si Ayutthaya province including the matter of dividing the Dhammacakka circle into four layers by making two overlapping circle framework lines, and creating many similar designs of Mangala decorations such as the Brahmaloka (Brahma world) design, the Devaloka (world of gods) design, the mountain design, the sun design, the moon design, etc.  There is also the making of curving decoration lines covering the sole and fingers of the foot.  Therefore, it is hypothesized that the art style design of the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup might have been influenced by the art style design of Phra Buddhapada in Wat Phra Ram.  However, since the Brahmaloka design and the Devaloka design are arranged to be out near the rim of the circle which is different from the previous designs, it is hypothesized that the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup probably had been created during the middle period of the 21st Buddhist Century which is later than the creation of Phra Buddhapada in Wat Phra Ram that might have occurred during the final period of the 20th Buddhist Century to the early period of the 21st Buddhist Century.  In addition, the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup also has the arrangement of 108 Mangala decorations similar to that of Phra Buddhapada from Wat Sadet in Kamphaeng Phet province, but with different art style designs.  So, the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup and Phra Buddhapada at Wat Sadet should have been created at about the same period.
            Although the majority of Mangala decorations that appear on the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup are relevant to many important scriptures such as Atthakatha Anakhatawong, Jinalankaradhika, and Pathavanthana, there are many differences both in the list of Mangala and Mangala arrangement, especially the addition of Mangala pictures of Phya Suea (big tiger), Brahma (in front of the golden barge picture), Phra Thaen Pallanka (throne altar), palm leaf fan (after the Phra Thaen picture), and turtle.  However, the above-mentioned added pictures have been found in Buddhapada Lakkhana (Lord Buddha’s footprint characteristics) scripture written during the final period of the 23rd Buddhist Century.  So, it is hypothesized that the creation of 108 Mankala decorations on the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup should have more relationship with Buddhapada Lakkhana scripture rather than with the above-mentioned three scriptures.  It is also hypothesized that Buddhapada Lakkhana scripture should have been known at least since the middle period of the 21st Buddhist Century in accordance with the hypothesized age of the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup, as appeared in the traces of Buddhapada Lakkhana scripture written during the final period of the 23rd Buddhist Century that was handed down from the scriptures in the past.
            Another point, in creating 108 Mankala decorations on Phra Buddhapada it is found that there are both the creation of virtual pictures and the creation of symbolic pictures based on the Mankala list in Pali language that is mentioned as a whole without mentioning of any specific list.  So, the creation of Mankala pictures depended on the interpretation of the Mankala names by the creating artists as well as the consideration of the customary regulations of art works imparted from generation to generation.  Therefore, it cannot be clearly mentioned that the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup was created based directly on the inspiration from Buddhapada Lakkhana scripture.  This is because we still lack the evidence of Buddhapada Lakkhana scripture in the 21st Buddhist Century to study comparatively, or perhaps it was created based on the inspiration indirectly received from the customary regulations of art works imparted from generation to generation, or it might be created as a result of the integration of the inspirational influence from Buddhapada Lakkhana scripture and the inspiration indirectly received from the customary regulations of art works imparted from generation to generation.

 

 The Engraving of Life History of the Lord Buddha Attaining Enlightenment on the Wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup
            On the back side of the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup there is an engraving of the picture showing the life history of the Lord Buddha attaining enlightenment.  The engraving comprises the pictures of the confronting devils-defeating of the devils, with the middle line showing the altar on which the Lord Buddha sits.  Under the altar, there are the pictures of five demons bearing the altar.  Beside the altar, there is the picture of the Goddess of the Earth squeezing water from her chignon.  The art style of the pictures is similar to that of Phra Buddhapada on the other side of the wooden board showing the intention of creating the engravings on both sides of the board at the same time from the beginning.
            The selection of creating the picture of life history of the Lord Buddha is probably because it was the popular story in that period, and the choice of creating the picture of the Lord Buddha attaining enlightenment comprising the pictures of the confronting devils-defeating of the devils is probably because it is the most important episode of the Lord Buddha’s life history showing Phra Bodhisatta (a Buddha-to-be) attaining enlightenment, which shows him to be the clear knower of the way of the world.  This meaning is consistent with the meaning of Phra Buddhapada on the other side of the board.  As for the creating the picture of altar to be the seat of the Lord Buddha while attaining enlightenment instead of creating the image of the Lord Buddha himself which is the symbol representing the Lord Buddha, this creation does not appear to be seen much in the Chao Phraya River basin area.  The choice of creating the picture of altar to be the seat of the Lord Buddha while attaining enlightenment, or the Vatchara-assana (diamond seat), instead of creating the picture of the Lord Buddha himself on the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup is hypothesized as probably because the available small area for engraving does not facilitate the engraving of the Lord Buddha fully as a human being such as that in the Tri Bhumi (three worlds) Atlas, and probably because it was considered not appropriate to create the picture of the Lord Buddha on the back side of the board containing the footprint that was the lower part of the body.  Therefore, it was decided to create the symbolic system to represent the Lord Buddha, i.e. the picture of altar to be the seat of the Lord Buddha while attaining enlightenment, or the Vatchara-assana (diamond seat), resulting in the art style design of the engravings on both sides of the Phra Buddhapada board being of the symbolic system.
            In Thailand, the evidences of the engraving of the pictures of the group of devils and the Goddess of Earth squeezing water from her chignon were found tracing from at least the 18th Buddhist Century, such as the bronze altar as the seat of the Buddha image engraved as the picture of the Goddess of Earth touching the end of her hairs that is found at Wat Phra Si Rattana Maha That in Suphan Buri province which is of Cambodian art style dated about the 17-18 Buddhist Century.  The model of decorating with the engravings of the devil army and the picture of the Goddess of Earth squeezing water from her chignon at the altar of the Buddha image which is of the middle period Ayutthaya art style dated about the 21st – 22nd Buddhist Century is closely related to the older Cambodian art style, especially the clothing and posture of the devil army troopers.  So, the Cambodian art style that was an important foundation of art style in Ayutthaya since its beginning still remains to be seen in some aspects that are mixed in the middle period Ayutthaya art style created during the period of 21st – 22nd Buddhist Century.  Therefore, it can be said that the engraving of the picture of the devil army and the Goddess of Earth to tell the life history of the Lord Buddha in the episode of encountering and defeating the devils on the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup should probably be also an example of Ayutthaya art style in the early period of the 21st Buddhist Century.
            As for the engraving of the picture of demons in the kneeling posture showing the muscular body shapes dressed with decorative collar band and strings strapped at the chest indicating the style of dressing in the early period.  Examples of this dressing style are the lime sculptures of the south Than Phaithi (lotus-flower-shaped pedestal) of the main pagoda of Wat Ratchaburana which is of the early period Ayutthaya art style dated from the final period of the 20th Buddhist Century.  The creation of the sculpture in the form of demons holding up the pedestal of pagoda is probably related to the belief on upholding Buddhism.  The altar that is the seat for the Lord Buddha while attaining enlightenment, or the Vatchara-assana, is considered to be a symbol of the Lord Buddha like the pagoda.  Therefore, the picture of demons holding up the seat of the Lord Buddha while attaining enlightenment on the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup was created based on the same belief.

 

The Iconographical Meaning of the Wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup
            The symbol of 108 Mangala (blessings) decorations on the wooden Phra Buddhapada at Wat Phra Rup has the expressed meaning of the dominating over the universe status of the Lord Buddha and his merits that protect and provide blessings for those who worship or adhere to him as their savior.  The 108 Mangala decorations are arranged in a big Dhammacakka circle in the middle of the foot sole that is consistent with the scenery of the universe or the shape of the world that is in the circular line based on the concept in the World Science Scripture that enables the above-mentioned meaning to be more clearly tangible.  In the innermost circle there is the picture of a blossoming lotus which is probably the symbol of the Lord Buddha attaining enlightenment.  In the second circle there are the pictures that are symbols of fortune, progress, and abundance, i.e. the pictures of gardenia, swastika, the pot with flowers, the container with flowers, and lotus flower; the pictures that are symbols of prestige of the king or emperor indicating the honor, power, and nobleness, i.e. the pictures of flowers, altar, elephant scythe, double-edged sword, multiple-tiered umbrella; and the pictures that are symbols of virtues and merits, i.e. the picture of palm leaf fan.  In the third and fourth circles there are symbols in the group of realities in the universe, i.e. the ocean, universal mountain, Himmaphanta mountain, Sumeru mountain, the sun, the moon, big continents, small continents, Himmaphanta animals, six levels of Devaloka (world of gods), and 16 levels of Brahmaloka (world of Brahma).  It can be said that these meritorious symbols of 108 Mankala decorations are the symbols of Sugatibhumi (happy state of existence) in the universe starting from the good and blissful entities in the human world and proceeding toward the ๖ levels of Devaloka and 16 level of Brahmaloka which are the dwelling places of the meritorious beings.  When all of these 108 Mankala are counted and combined, they indicate the condition of universal dominance of the Lord Buddha who is superior over all of the three worlds, i.e. Sattaloka (the world of animals or living things), Sankaraloka (the world of phenomena or all things that have been made up by pre-existing causes), and Okassaloka (the world as dwelling place of all living things).  This is because of the countless merits that he has accumulated.  All of these 108 Mankala appear only on the sole of his feet indicating his superiority as though he steps on all of the three worlds to make them lying under his feet.  In addition, the choice of creating the picture of life history of the Lord Buddha attaining enlightenment on the other side of the wooden board showing Phra Bodhisatta (a Buddha-to-be) attaining enlightenment to become the Lord Buddha who has acquired the knowledge of the universe also has the meaning consistent with the meaning of Phra Buddhapada on the other side of the board.

เมืองสุพรรณภูมินับแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ 
            ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) ภายใต้นโยบายการจัดระบบราชการและระเบียบสังคมแบบศักดินาเพื่อจรรโลงโครงสร้าง “รัฐราชอาณาจักร” สถานะของเมืองสุพรรณภูมิถูกปรับลดความสำคัญลง จาก “เมืองลูกหลวง” กลายเป็นส่วนหนึ่งของปริมณฑลราชธานี มีสถานะเป็น “หัวเมืองจัตวาชั้นใน” เจ้าเมืองสุพรรณภูมิ คือ ขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง มีตำแหน่งเพียง “ผู้รั้ง”[1] ปรากฏยศและราชทินนามในทำเนียบศักดินาหัวเมืองที่ “พระสุนทรสงคราม” อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าเจ้าเมืองสุพรรณภูมิในช่วงก่อน พ.ศ. ๒๑๑๒ (ปีเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ แก่พม่า) น่าจะมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกษัตริย์อยุธยาแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ด้วยเพราะสุพรรณภูมิถือเมืองเก่าของต้นวงศ์ อำนาจเจ้าเมืองในการคุมไพร่พลจึงน่าจะมีอยู่ไม่น้อย[2] และแม้สุพรรณภูมิจะถูกลดอำนาจความสำคัญทางการเมืองลง หากแต่เมืองนี้ยังคงเป็นฐานอำนาจด้านกำลังคนและทรัพยากร ทางเศรษฐกิจทั้งการปลูกข้าวและผลผลิตของป่าที่ป้อนให้กับกรุงศรีอยุธยา

 

รับศึกพม่าครั้งแรก เมืองสุพรรณภูมิถูกเปลี่ยนกายภาพ 
            นับแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เงื่อนไขประวัติศาสตร์สงครามไทย – พม่า มีผลกระทบต่อเมืองสุพรรณภูมิ ด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินทัพ สุพรรณภูมิจึงเป็นเมืองหน้าด่านรับศึกป้องกัน กรุงศรีอยุธยาทางด้านตะวันตก และเนื่องจากเมืองนี้อยู่ในเขตปริมณฑลราชธานี จึงส่งผลต่อประชากรที่หาก ไม่ถูกเกณฑ์ไปเพื่อป้องกันพระนครที่อยุธยา ก็มักถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกพม่า หลังสงครามคราวเสียพระสุริโยทัย พ.ศ. ๒๐๙๑ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ มีดำริให้รื้อถอนกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกของเมืองสุพรรณภูมิ เพื่อไม่ให้พม่าใช้เป็นฐานที่มั่นในการโจมตีอยุธยา กายภาพของเมืองเปลี่ยนจาก “เมืองอกแตก” เหลือเพียงตัวเมืองด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี ที่ยังคงมีคูน้ำกำแพงเมือง ขนาดของเมืองเปลี่ยนจาก ๓,๖๐๐ x ๑,๙๐๐ เมตร เป็น ๓,๖๐๐ x ๙๒๐ เมตร[3] นอกจากกายภาพเมืองที่เปลี่ยนไปแล้ว อำนาจเจ้าเมืองยังถูกทำให้ลดลงจากนโยบายโยกย้ายประชากรและตั้งเมืองใหม่ เช่น เมืองนครชัยศรี ที่ตั้งขึ้นใหม่โดยแบ่งไพร่พลจากเมืองสุพรรณเพื่อให้มีหัวเมืองชั้นในเพิ่มขึ้น[4] สภาพการณ์ดังกล่าวทั้งเงื่อนไขสงครามที่ผู้คนต่างต้องแสวงหาทางเอาตัวรอด อำนาจฝ่ายปกครองที่ลดลง ส่งผลให้เมืองสุพรรณจึงมีภาวะ  ของการถูกละทิ้งให้กลายเป็น “เมืองชนบท” ที่มีอำนาจท้องถิ่นคุ้มครองตนเองสูง นัยหนึ่งคือเป็น “อิสระเชิงสัมพัทธ์” (relative autonomy) จากอำนาจส่วนกลางมากขึ้น ภาวการณ์นี้จะเป็นอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของเมืองสุพรรณต่อเนื่องมา

พื้นที่แขวงเมืองสุพรรณ ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินทัพพม่ามานับตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ แขวงเมืองสุพรรณจึงเป็นพื้นที่สมรภูมิของกองทัพทั้งสองฝ่าย
ที่มาภาพ: วารุณี โอสถารมย์. เมืองสุพรรณบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗),  , ๑๗๔.

 

เอกสารอ้างอิง
[1] วารุณี โอสถารมย์. เมืองสุพรรณบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), ๑๕๑.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๕๘.
[3] ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม, “สุพรรณภูมิอยู่ที่ไหน,” ใน โบราณคดีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๒๕), ๗๘ – ๘๐.
[4] วารุณี โอสถารมย์, เมืองสุพรรณบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), ๑๗๖.

สมัยเมืองสุพรรณบุรี ถึงปลายราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓)

ยุคเมืองสุพรรณบุรี ถึงปลายราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓)

          ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ชื่อ “สุพรรณบุรี” ปรากฏขึ้นแทนที่ “สุพรรณภูมิ” บ้างเรียกกันอย่างสามัญว่า “เมืองสุพรรณ” สุพรรณบุรีในยุคนี้มีความเปลี่ยนแปลงในอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ถูกให้ภาพเป็น “ชนบทประเทศ” มากยิ่งขึ้น หากแต่เมืองสุพรรณก็ยังคงความเป็นฐานทรัพยากรสำคัญทั้งด้านกำลังคน พื้นที่ปลูกข้าว และแหล่งของป่าที่ป้อนให้กับกรุงศรีอยุธยา ไม่เพียงเท่านั้น ความในพระราชพงศาวดารหลายฉบับระบุถึง “พระเพทราชา” (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๓๑๐) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ว่า ...เป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณ์บูรีย... เรื่องราวของเมืองสุพรรณบุรี กับ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง จึงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์ในทางวิชาการต่อเนื่องมา    

          ช่วงเวลานี้ วัดพระรูปยังคงเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองสุพรรณบุรี ดังปรากฏหลักฐานระฆังสำริด ที่ขอบล่างของระฆังปรากฏจารึกการสร้างระฆังใบนี้ในปี พ.ศ. ๒๒๔๒ ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเพทราชา แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ผู้สร้างคือเจ้านายสตรีพระองค์หนึ่ง แต่เดิมระฆังใบนี้แขวนประจำอยู่ที่หอระฆังของวัด ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นทรงสูงเจาะช่องขนาดใหญ่ ช่องมีลักษณะโค้งปลายแหลม ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นต้นมา สันนิษฐานว่าหอระฆังนี้อาจเป็นฝีมือของช่างในสมัยอยุธยาตอนปลาย กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ โดยอาจสร้างขึ้นพร้อมกับระฆังสำริด ระฆังสำริดและหอระฆังดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความเจริญรุ่งเรืองของวัดพระรูปในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ บนข้อสันนิษฐานว่าอาจมีเจ้านายสตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเพทราชาให้การอุปถัมภ์ทำนุบำรุง อีกทั้งเจ้านายสตรีพระองค์นี้ยังน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับที่มาของชื่อ “วัดพระรูป”        

 

ปรากฏชื่อ “สุพรรณบุรี” ครั้งแรก – ร่องรอยคำว่า “สพันภูมิ” ในสมุดภาพไตรภูมิ 
            ชื่อ “สุพรรณบุรี” ปรากฏหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกใน “จดหมายเหตุวันวลิต” ซึ่งเขียนขึ้นโดยชาวต่างประเทศชื่อ “เยเรเมียส ฟอนฟลีต” เมื่อ พ.ศ. ๒๑๘๒ อยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๒ - ๒๑๙๙)[1] ขณะที่ในเอกสารไทย ชื่อ “สุพรรณบุรี” ปรากฏครั้งแรกในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ที่เรียบเรียงขึ้นโดยพระบรมราชโองการของสมเด็จพระนารายณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๓[2] ข้อสนเทศนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชื่อ “สุพรรณบุรี” คงเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ และเป็นชื่อที่มาแทนที่ “สุพรรณภูมิ” ซึ่งเป็นค้าเรียกเดิม อย่างไรก็ตาม “สุพรรณภูมิ” น่าจะยังเป็นชื่อที่ อยู่ในความทรงจ้าของผู้คนสมัยอยุธยา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ อยู่ไม่เสื่อมคลาย ดังพบหลักฐานคำว่า “สพันพูม” ในแผนที่โบราณสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา (เลขที่ ๖) ที่สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๑๓๑)[3]

 

 

สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา - ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม ๑ (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๒), ๙๓.

 

ระฆังสำริด หลักฐานในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ในวัดพระรูป
            ระฆังสำริดวัดพระรูปหล่อขึ้นในสมัยอยุธยา มีรูปทรงระฆังเป็นแบบที่นิยมกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีความสูงรวม ๘๖ ซม. เฉพาะระฆังสูง ๔๖ ซม. ปากระฆังกว้าง ๓๙.๕ ซม. น้ำหนักประมาณ ๑๐๐ กก. หูระฆังหล่อเป็นรูปหัวนาค ๔ หัว อันเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายถึงการเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับสวรรค์ ความสำคัญของระฆังสำริดใบนี้คือ ปรากฏจารึกข้อความระบุ พ.ศ. ๒๒๔๒ ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงความสำคัญและพัฒนาการของวัดพระรูปที่สืบย้อนไปในสมัยอยุธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ 
            ในเมืองสุพรรณบุรี นอกเหนือจากระฆังสำริดวัดพระรูปที่ปรากฏจารึกแล้ว ยังพบระฆังที่ปรากฏจารึกปีการสร้างอีก ๒ แห่งคือ วัดป่าพฤกษ์ ปรากฏจารึกว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๒๔๐ และวัดโพธิ์คลาน ปรากฏจารึกว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๑๘๑ ระฆังทั้ง ๒ ใบนี้มีรูปแบบคล้ายกับระฆังสำริดวัดพระรูปและยังอยู่ร่วมสมัยกันคือในสมัยอยุธยาช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓  

 

ระฆังสำริดวัดพระรูป ปรากฏจารึกรอบองค์ระฆัง

 

คำจารึกและคำอ่านบนระฆังสำริดวัดพระรูป

            (บรรทัดบน)      (คำจารึก)         พระสางส่มภาร

                                     (คำอ่าน)          พระสางสมภาร

          (บรรทัดล่าง)     (คำจารึก)         สับภ่มัดสะดุ พุทธ่สักราชใด้ ๒๒๔๒ พระว่สา เจา แม่ธ_ท่ง พระราชะสทัธาเปันสาดนูปะถำ ส(างระฆัง) ไวเปนพุทบูชาสำรับพระสาดนัาไหรูงเรองถวนเถิงห้าพนัพระวะษาข่อจ่งเปันปัดจัย โพทิญาณไนอะนาคตกาล

                                     (คำอ่าน)          ศัภมัศดุพุทธศักราชได้ ๒๒๔๒ พระวรรษา เจ้าแม่ธ _ ทงพระราชศรัทธาเป็นศาสนูปถัมภ์ สร้างระฆังไว้เป็นพุทธบูชาสำหรับพระศาสนาให้รุ่งเรืองถ้วนเถิงห้าพันพระวรรษาขอจงเป็นปัจจัยโพธิญาณในอนาคตกาล[4]

 

 

ข้อความจารึกบนระฆังสำริด 
            บรรทัดบน ข้อความจารึกไว้ที่ส่วนกลางขององค์ระฆังว่า “พระสางสมภาร” วิเคราะห์ได้เป็น ๒ แนวทางคือ ทางด้านภาษา คำว่า “พระสางสมภาร” อาจหมายถึง อดีตพระสมภารที่มรณภาพไปแล้ว เพราะคำว่า “สาง” หมายถึง ผี คนสมัยก่อนนิยมเรียกผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วโดยมีคำว่า “สาง” นำหน้าเพื่อบอกสถานะ เช่นคำว่า สางพ่อ สางแม่ ที่หมายถึง ผีพ่อ ผีแม่ ส่วนข้อสันนิษฐานที่ว่า “สาง” อาจเป็นชื่อบุคคล โดยเฉพาะเป็นชื่อของสมภารรูปใดรูปหนึ่งนั้น มีความขัดกันในทางภาษา เพราะคำว่า สมภาร เป็นชื่อตำแหน่ง ในภาษาไทยนิยมวางไว้หน้าชื่อ อาทิคำว่า พระสมภารดี ส่วนทางด้านตำแหน่งที่จารึก คำจารึกนี้ไม่ได้อยู่บรรทัดเดียวกับข้อความอื่นที่จารึกบริเวณขอบปากระฆัง ดังนั้น ทั้งในด้านภาษาและตำแหน่งอาจตีความได้ว่าเป็นจารึกเพื่ออุทิศเป็นกุศลแด่พระอดีตสมภารของวัดก็เป็นได้
            บรรทัดล่าง ข้อความจารึกเรียงกันโดยรอบขอบปากระฆัง แปลเป็นสำนวนภาษาไทยสมัยปัจจุบัน โดยคงตัวสะกดในคำที่ยังไม่แน่ชัดไว้ ได้ว่า “ขอความดีงามจงมี พุทธศักราชได้ ๒๒๔๒ ปี เจาแม่ท่านทรงพระราชศรัทธาเป็นศาสนูปถัมภ์ ส(างระฆังไว้) เป็นพุทธบูชา สำหรับพระศาสนาให้รุ่งเรืองถ้วนถึงห้าพันปี ขอจงเป็นผู้ตรัสรู้โพธิญาณในอนาคตกาล” จากจารึกนี้ทำให้ทราบว่า การสร้างระฆังสำริดใบนี้อยู่ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) แห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้สร้างระฆังสำริดใบนี้เป็นหญิงสูงศักดิ์ เพราะมีการใช้คำราชาศัพท์ว่า “ทรงพระราชศรัทธา” ส่วนความมุ่งหมายของการสร้างระฆังสำริดใบนี้มีอยู่ ๔ ประการคือ เพื่ออุปถัมภ์พระศาสนา เป็นพุทธบูชา ให้พระพุทธศาสนาอยู่ครบ ๕,๐๐๐ ปี และขอเป็นผู้ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ นับเป็นจารึกที่ได้ความครบถ้วน

 

ระบบการจารึกบนระฆังสำริด         
            ระฆังสำริดวัดพระรูปแสดงให้เห็นถึงระบบการจารึกบนระฆังในสมัยอยุธยาตอนปลาย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ประการแรกคือ คติความเชื่อ ที่พบว่าประกอบด้วย เรื่องพระพุทธศาสนามีอายุ ๕,๐๐๐ ปี การตั้งความปรารถนาพุทธภูมิ ซึ่งสัมพันธ์กับอุดมการณ์เรื่องพระโพธิสัตว์และนิพพาน บุญและการสร้างสมบุญบารมี โดยมีความเชื่อว่าการสร้างระฆังเป็นบุญใหญ่และเป็นวาระสำคัญอย่างหนึ่ง ดังเห็นได้จากจารึกคำขึ้นด้วยคำว่า “สับ ภ่ มัด สะ ดุ” ซึ่งเป็นคำขึ้นต้นที่ใช้ในเอกสารสำคัญเท่านั้น โดยตั้งปรารถนาให้บุญกุศลนี้ช่วยอุปถัมภ์พระศาสนา สืบอายุพระศาสนา เป็นพุทธบูชา เป็นการสร้างสมบุญบารมีเพื่อปรารถนาพุทธภูมิของผู้สร้าง และเป็นบุญอุทิศให้กับผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว ประการที่สองคือ องค์ประกอบสำคัญของจารึก ที่พบว่ามีอย่างน้อย ๓ องค์ประกอบได้แก่ ช่วงเวลา เจ้าของศรัทธาหรือผู้สร้าง และการตั้งความปรารถนาหรือความมุ่งหมาย อาทิ เพื่อสืบพระศาสนา ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ ประการที่สามคือ ตำแหน่งของจารึก ที่พบว่ามีการจารึกบนบริเวณขอบปากระฆังโดยรอบ
            ระบบการจารึกบนระฆังสำริดวัดพระรูปมีลักษณะคล้ายคลึงกับการจารึกบนระฆังที่อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาทิ จารึกบนระฆังวัดเพชร อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี จารึกคอระฆังวัดเลียบ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การจารึกระฆังในแต่ละใบย่อมจะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปบ้าง อาทิ จารึกบนระฆังบางแห่งบอกถึงน้ำหนักของวัตถุในการสร้างระฆัง ระฆังบางแห่งวางตำแหน่งจารึกไว้ที่คอระฆัง เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากการหล่อและการจารึกระฆังแต่ละใบเป็นงานที่ทำขึ้นเฉพาะระฆังใบนั้น ๆ 

 

ระฆังสำริดวัดป่าพฤกษ์
            ระฆังสำริดวัดป่าพฤกษ์ ปรากฏจารึกบนองค์ระฆัง ความว่า “พุทธศักราช ๒๒๔๐ ปี เศษสังขยา ๗ เดือน กัยวัน ๑ มหาศรีวิเชียรได้สร้างระฆังไว้กับในพระศาสนาเป็นทองเจ็ดสิบชั่ง หมื่นพิจิตนิรมนอยู่ตำบลลำนางลับได้หล่อ หล่อวันศุกร์ ได้ถวายแรมค่ำหนึ่ง ปีขาลนพศก ได้ฤกษ์ ๓๒ ชั้น”

ระฆังสำริดวัดป่าพฤกษ์ ปรากฏจารึกรอบองค์ระฆัง

 

ระฆังสำริดวัดโพธิ์คลาน อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี 
            ระฆังสำริดวัดโพธิ์คลาน ปรากฏจารึกบนองค์ระฆัง ความว่า “พระยารามและออกหมื่นเทพผู้ช่างนั้นช่วยหล่อไว้ในพระศาสนา แลทายกทั้งปวง (เพื่อ) จะขอทันพระศรีอารย์แลฯ ... ทั้งปวงคุมได้ ๑๕๐ ชั่ง เสมอ ... (นอดบน?) ศักราชได้แล้ว ๒๑๘๑ ปี กับ ๘ เดือน ๔ วัน ถึงวันเสาร์เดือนยี่แรม ๔ ค่ำ จุลศักราชใส่ ถ้ (วน) ...”[5]

ระฆังสำริดวัดโพธิ์คลาน ปรากฏจารึกรอบองค์ระฆัง

 

ข้อสันนิษฐานที่มาของชื่อ “วัดพระรูป” จากจารึกบนระฆังสำริด

          จากจารึกบนระฆังสำริด จารึกศักราชระบุปีที่หล่อระฆังใบนี้คือ พ.ศ. ๒๒๔๒ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง สันนิษฐานว่าผู้สร้างระฆังเป็นเจ้านายสตรีมิใช่สามัญชน เพราะมีปรากฏคำว่า “เจ้าแม่” และ “พระราชศรัทธา” ทั้งนี้ คำว่า “เจ้าแม่” ย่อมหมายถึงเจ้านายสตรีระดับ “ผู้ใหญ่” ซึ่งอาจเป็น พระราชมารดาในสมเด็จพระเพทราชา หรืออาจเป็น  พระมเหสีในสมเด็จพระเพทราชาก็เป็นได้ เรื่องเจ้านายสตรีผู้สร้างระฆังใบนี้ ยังอาจสัมพันธ์กับที่มาของชื่อ “วัดพระรูป” ซึ่งน่าจะเป็นชื่อวัดมาแต่ครั้งสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย โดยคำว่า “พระรูป” หมายถึงเจ้านายฝ่ายในที่บวชเป็นชี และเมื่อสืบค้นเหตุการณ์ในระยะเวลาใกล้เคียงกับการสร้างระฆัง พบความในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ระบุถึงเหตุการณ์ที่อัครมเหสีหม้ายในพระเพทราชาได้เสด็จออกผนวชเป็น “พระรูป” พร้อมกัน ๓ องค์ หลังการสวรรคตของพระสวามีโดยแยกเสด็จออกไปประทับอยู่ ณ ๒ สำนัก[6]

          พระองค์แรก (พระรูปองค์แรก) คือ “กรมพระเทภามาศ” (พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ออกพระนามว่า “กรมพระเทพามาตย์) พระอัครมเหสีกลาง ทรงเป็นพระราชมารดาเลี้ยงของพระเจ้าเสือ พระราชพงศาวดารระบุว่าทูลลาออกไป ณ ตำหนักวัดดุสิต ขณะที่พระรูปอีก ๒ องค์ คือ “กรมหลวงโยธาทิพย์” อัครมเหสีฝ่ายขวา และ “กรมหลวงโยธาเทพ” อัครมเหสีฝ่ายซ้าย เสด็จออกไปประทับที่วัดพุทไธศวรรย์ พร้อมกับพระโอรสพระนามว่า “ตรัษน้อย” (บางฉบับเรียก “ตรัสน้อย”) ที่ตัดสินพระทัยผนวชเป็นภิกษุตลอดพระชนม์ชีพ ทั้งนี้ พระรูปองค์แรก “กรมพระเทภามาศ” ตามประวัติคือภรรยาเดิมของพระเพทราชาก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ และด้วยพระเพทราชาถูกระบุว่าทรงมีพื้นเพเป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี[7] ด้วยเหตุนี้ “กรมพระเทภามาศ” จึงอาจเป็นชาวเมืองสุพรรณบุรี ถิ่นฐานเดียวกับ พระเพทราชาก็เป็นได้ พระรูปองค์นี้จึงอาจเกี่ยวข้องกับวัดพระรูป เช่น อาจจะเคยเสด็จมาจำพรรษาหรือเป็นผู้อุปถัมภ์วัดด้วย “พระราชศรัทธา” ทั้งก่อนผนวชซึ่งอาจรวมถึงการสร้างระฆังถวายหรือหลังผนวช จนเป็นที่มาของชื่อ “วัดพระรูป”

          ขณะที่ ๒ พระองค์หลัง (พระรูป ๒ องค์หลัง) “กรมหลวงโยธาทิพย์” และ “กรมหลวงโยธาเทพ” พร้อมด้วยพระโอรส เนื่องด้วยเป็นเชื้อพระวงศ์สายสมเด็จพระนารายณ์ราชวงศ์ปราสาททอง ทำให้น่าจะทรงต้องดำรงพระองค์อย่างระแวดระวังเพื่อหลีกราชภัย กระนั้นก็ตาม พระรูป ๒ องค์หลังนี้ อาจเกี่ยวข้องกับที่มาของชื่อ “วัดพระรูป” เมืองสุพรรณบุรีได้ด้วยเช่นกัน รายละเอียดข้อสันนิษฐานที่มาของชื่อ “วัดพระรูป”  เมืองสุพรรณบุรี ดูในบทความ “จาก การเมืองไทยสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง ถึง วัดพระรูป เมืองสุพรรณบุรี” 

 

หอระฆังวัดพระรูป

          แต่เดิมระฆังสำริดวัดพระรูปน่าจะแขวนประจำอยู่ที่หอระฆัง แม้หอระฆังนี้จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ แต่ก็ยังปรากฏเค้าโครงของหอระฆังก่ออิฐถือปูนในผังสี่เหลี่ยมย่อมุม ส่วนฐานเป็นฐานสิงห์ซ้อนลดหลั่นกัน ตัวอาคารเป็นทรงสูงเจาะช่องขนาดใหญ่ ช่องมีลักษณะโค้งปลายแหลม ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นต้นมา ส่วนยอดแม้มีการซ่อมแซมอย่างมากแต่ก็ปรากฏร่องรอยว่าเป็นหลังคาซ้อนชั้น จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าหอระฆังนี้อาจจะเป็นฝีมือของช่างในสมัยอยุธยา กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ โดยอาจจะสร้างขึ้นพร้อมกับระฆังสำริดที่ปรากฏจารึก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความเจริญรุ่งเรืองของวัดพระรูปในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ บนข้อสันนิษฐานว่าน่าจะมีเจ้านายสตรีชั้นสูงให้การอุปถัมภ์ทำนุบำรุงวัด อันเป็นที่มาของชื่อ “วัดพระรูป” ในปัจจุบันก็เป็นได้

 

ภาพถ่ายเก่าหอระฆังวัดพระรูปก่อนการบูรณะ

 

The Bronze Bell at Wat Phra Rup
            The bronze bell at Wat Phra Rup was molded during Ayutthaya period (๒๓rd Buddhist Century).  It has the shape that has been popular since Ayutthaya period, with the total height of ๘๖ cm; while the bell itself is ๔๖ cm high, with the mouth being ๓๙.๕ cm wide.  The weight of the bell is about ๑๐๐ kg.  The bell’s handle is bolded as ๔-headed Naga which is the symbol indicating the connection between the human world and heaven.  The importance of this bell is that it has the inscription specifying B.E. ๒๒๔๒ which is the evidence indicating the development of the monastery that can be traced back to Ayutthaya period during the ๒๓rd Buddhist Century.

 

The Inscription Passage 
            (The top line)                Phra Sang Somphan
            (The following lines)    In the auspicious occasion of B.E. ๒๒๔๒, Queen Th_ with her intention to be the religious patronage had created this bell to be a worship article for the Lord Buddha in order to foster the religion to be glorious until the ๕,๐๐๐ years of the Buddhist Era in the future.
            In Suphan Buri, aside from the bell at Wat Phra Rup that has the inscription, two other bells have been discovered that have inscription on them showing the year of creation.  One of them is at Wat Pa Phruek (specifying that is was created in B.E. ๒๒๔๐), and the other is at Wat Pho Khlan (specifying that it was created in B.E. ๒๑๘๑).  Both of these bells have similar shapes to that of the bell at Wat Phra Rup and are contemporary, i.e. in Ayutthaya period during the final period of the ๒๒nd Buddhist Century to the ๒๓rd Buddhist Century.
            The first Phra Rup lady, “Krom Phra Thephamat” historically was the wife of Somdej Phra Phetracha before he became the king.  She was probably a native of Suphan Buri, the same residential town as that of Somdej Phra Phetracha.  This Phra Rup lady might have something related to Wat Phra Rup, such as she might have come to stay in it during the rainy season or be also the patronage of the monastery with “Phra Ratcha Saddha” (the royal faith) both before ordination including the creation and donation of the bell to the temple, and after ordination that is the background for the name of Wat Phra Rup.  On the other hand, the latter two Phra Rup ladies and the prince were of the royal lineage of King Narai of Prasat Thong dynasty.  They had to live cautiously in order to avoid the possible “Ratchaphai” (royal execution).  So, these latter two Phra Rup ladies were unlikely to be related to the source of the name “Wat Phra Rup” in Suphan Buri province.  Even so, we should not ignore the contemporary event of the possibility that one of these two ladies might also be “Chao Mae” who created this bell.
            In addition, in the central area of the bell there is the inscription of the word “Phra Sang Somphan” that may means the previous abbots who had passed away, or “Pathom Somphan” (the first abbot) who might be somewhat related to this bell in one way or the other.  As such, the word “Sang” or “Sung” is an ancient Laotian word meaning ghost-ancestor, such as the word “Sang Pho” (ghost of father), “Sang Mae” (ghost of mother), “Pu Sang Ka Sa Ya Sang Kasi” (ghost of grandfather, ghost of grandmother), etc.

 

เอกสารอ้างอิง
[1] รัตนา หนูน้อย, ฐานะของเมืองสุพรรณบุรีในประวัติศาสตร์อยุธยา ระหว่าง พ.ศ.๑๘๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๒๓๑,” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๒๙, ๕.
[2] ดังมีระบุเหตุการณ์ครั้งผลัดเปลี่ยนแผ่นดินจาก สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เป็น พระราเมศวร พระราชโอรส ตามด้วยเหตุการณ์ที่ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) เสด็จจากเมืองสุพรรณภูมิ เข้ามาครองกรุงศรีอยุธยา ความว่า ... ศักราช ๗๓๑ ระกาศก (พ.ศ ๑๙๑๒) แรกสร้างวัดพระราม ครั้งนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้าเสด็จนฤพาน จึงพระราชกุมารท่าน สมเด็จพระ (ราเม) ศวรเจ้าเสวยราชสมบัติ ครั้นเถิงศักราช ๗๓๒ จอศก (พ.ศ ๑๙๑๓) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จมาแต่เมืองสุพรรณบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา และท่านจึงให้สมเด็จพระราเมศวรเจ้า เสด็จไปเสวยราชสมบัติเมืองลพบุรี... ดู กรมศิลปากร, คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คลังวิทยา, ๒๕๑๕), ๔๔๓ – ๔๔๔.
[3] กรมศิลปากร. สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา - ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม ๑,๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๒.
[4] นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ อ่านและทำคำอธิบาย นายเทิม มีเต็ม ให้คำแนะนำปรึกษา ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
[5] กรมศิลปากร, “คำอ่านจารึกบนขอบระฆัง,” วารสารศิลปากร ปีที่ ๑๑ เล่มที่ ๒ (กรกฎาคม ๒๕๑๐), ๘๔.

[6] ดูรายละเอียดใน กรมศิลปากร กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนภิเษก เล่ม ๒ (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, ๒๕๔๒), ๒๖๙.
[7] เรื่องเดียวกัน, ๒๒๔. 

บทความวิชาการ 

“จาก การเมืองไทยสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง ถึง วัดพระรูป เมืองสุพรรณบุรี” 

ดร. อาสา คำภา ผู้เขียน

 

ความนำ

          วัดพระรูป เมืองสุพรรณบุรี นับเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา การมีเรื่องเล่าเฉพาะตามขนบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีแนวโน้มเชื่อมโยงได้กับกรอบโครง “ประวัติศาสตร์มหภาค” กล่าวคือ ในเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์มหภาคสามารถมีเรื่องราวของวัดพระรูปสอดแทรกเข้าไปได้เป็นองค์ประกอบ หรือ การที่กรอบโครงประวัติศาสตร์มหภาค จะเป็นสิ่งห่อหุ้มประเด็นอันเป็นแก่นกลาง คือ เรื่องราวของวัดพระรูป ก็ได้เช่นกันในที่นี้กรอบโครงประวัติศาสตร์มหภาค คือ การเมืองไทยสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง[1] ที่มีจุดตั้งต้นที่“พระเพทราชา” (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาซึ่งความในพระราชพงศาวดารระบุว่า มีพื้นเพเป็นชาวเมืองสุพรรณบุรี และความสืบเนื่องจาก “พระเพทราชา” ถึง “พระรูป” บุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีข้อสมมุติฐานว่าคือเจ้านายสตรีพระองค์หนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพระเพทราชา และอาจเป็นที่มาของชื่อ “วัดพระรูป”

 

พระเพทราชา ถิ่นฐานเดิมราชวงศ์บ้านพลูหลวง ที่สุพรรณบุรี

          ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๓๑๐) เป็นราชวงศ์สุดท้ายในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยามีปฐมกษัตริย์คือ พระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) ซึ่งเรื่องเล่ากระแสหลักระบุว่ามีถิ่นฐานเดิมเป็น  ชาวเมืองสุพรรณบุรี ดังความใน พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ที่ว่า ...ในขณะนั้น พระเพทราชา จางวางกรมช้างเป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณ์บูรีย มีบุญญาธิการมาก แลกระทำการราชการชำนิชำนาญในการศิลปศาสตร์ ขี่ช้างแกล้วกล้ายิ่งนัก...[2] ทั้งนี้ ความในพระราชพงศาวดารฉบับเดียวกัน เน้นย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า พระเพทราชาเป็นชาวสุพรรณบุรี ในเหตุการณ์เมื่อคราวที่บรรดาญาติวงศ์และข้าหลวงเดิมจากเมืองสุพรรณเดินทางมาแสดงความยินดีกับพระเพทราชา กษัตริย์พระองค์ใหม่ที่กรุงศรีอยุธยา กระทั่งข้อสนเทศนี้ เสมือนเป็น “ภาพจำ” และ “ภาพลักษณ์” ของพระเพทราชา และจุดเริ่มต้นของราชวงศ์บ้านพลูหลวง

          ...ขณะนั้นส่วนพระญาติวงศ์แลข้าหลวงเดิมทั้งหลายซึ่งอยู่ ณ บ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรีย์ แจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ผ่านพิภพแล้ว ต่างคน ต่างชื่นชมยินดียิ่งนักจึงชวนกันหามัจฉามังสาแลผลตาลแก่อ่อน สิ่งของต่างๆ ตามมีประสาชนบทประเทศบ้านนอก นำเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดให้เหล่าพระญาติวงศานุวงศ์ แลข้าหลวงเดิมทั้งหลายเข้ามาในพระราชวัง ... แลพระญาติวงศานุวงศ์แลข้าหลวงเดิมทั้งหลายเป็นชาวชนบทประเทศบ้านนอก มิได้รู้จักเพชรทูลตามธรรมเนียมประการใดไม่ เคยพูดจา แต่ก่อนอย่างไรก็พูดจาเพชรทูลดังนั้น แล้วว่าตูค่าทั้งหลายรู้ว่านายท่านได้เป็นเจ้า ก็ยินลากยินดียิ่งนัก ชวนกันเข้ามาเพื่อจะชมบุญนายท่าน แลซึ่งตายายผู้เฒ่าผู้แก่คนนั้นๆ พ่อแม่ไอ้นั่นอีนั่นป่วยเจ็บอยู่เข้ามาไม่ได้ ได้ฝากแต่สิ่งของอันนั้นเข้ามาให้กำนันนายท่านด้วย...[3]

          ในขณะที่พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ชี้ชวนให้เห็นชาติภูมิของพระเพทราชาที่เป็นชาวชนบท ประเทศจากเมืองสุพรรณ ทว่า มีบางกระแสที่เห็นค้านว่า แท้จริงแล้วพระเพทราชาเป็นเชื้อสายผู้ดีกรุงศรีอยุธยา หลักฐานในพระราชพงศาวดารอีกฉบับ (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)) ระบุไว้ว่า พระเพทราชาทรงสร้างวัดบรมพุทธาราม บนพื้นที่นิวาสสถาน (บ้านเดิม) เมื่อครั้งยังเป็นขุนนางตำแหน่งเจ้ากรมพระคชบาล ณ บ้านป่าตอง (ปัจจุบันคือพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา) โดยหลังปราบดาภิเษก พ.ศ. ๒๒๓๑ พระองค์ยกพื้นที่นี้เป็นพระอารามหลวง รับสั่งให้ หมื่นจันทราชช่างเคลือบ ให้เคลือบกระเบื้องสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ[4] พระอารามแห่งนี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดกระเบื้องเคลือบ”[5] ขณะที่พระเพทราชาในหลักฐานต่างชาติก็ดูจะมิได้เป็นชาวบ้านชนบทแต่อย่างใด เอกสาร ลาลูแบร์ ระบุว่า ...ตระกูลของเขาได้อยู่ในตำแหน่งอันสูงยิ่งมานาน และมักสัมพันธ์กับพระเจ้าแผ่นดินเสมอ... บันทึกของตูร์แปง ถึงกับกับกล่าวว่า พระเพทราชานั้นเป็นพระญาติกับพระนารายณ์อาจถึงขั้นลูกพี่ลูกน้องด้วยซ้ำ ในเอกสารไทยมารดาของพระเพทราชาถูกระบุว่าเป็นพระนมในสมเด็จพระนารายณ์ และพระภคินีองค์หนึ่งก็ได้ถวายตัวเป็นพระสนมในสมเด็จพระนารายณ์[6] ข้อสนเทศเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ตระกูลของพระเพทราชาหาใช่บุคคลที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า

 

วัดบรมพุทธาราม ตั้งอยู่ใจกลางเกาะเมืองอยุธยา ใน พ.ศ. ๒๔๙๙ กรมศิลปากรได้บูรณะและขุดแต่งเพื่อตรวจหารากฐานเดิมได้พบกระเบื้องเคลือบรูปครุฑหน้าสิงห์รูปเทพพนมเคลือบสีเหลืองแกมเขียว

เป็นหลักฐานยืนยันว่าวัดนี้เคยมุงกระเบื้องเคลือบสีเหลือง (แกมเขียว) ตามที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดาร

ที่มาภาพ: กำพล จำปาพันธ์, อยุธยาจากสังคมเมืองท่านานาชาติสู่มรดกโลก (กรุงเทพมหานคร: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๙), ๒๓๔.

 

          อย่างไรก็ตาม เรื่องพระเพทราชาเป็นเมืองชาวสุพรรณบุรี ยังคงดำรงอยู่ประวัติศาสตร์กระแสหลัก โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องของตำแหน่ง สมุหพระคชบาลจางวางขวา (ราชทินนามที่ “พระเพทราชา”[7])กับ เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับงานราชการช้างหลวง-ช้างต้น ในประวัติศาสตร์อยุธยา ไม่ว่าจะเป็นการจับช้าง (วังช้าง) ฝึกหัดควบคุมช้าง กระทั่งงานไพร่ส่วยเกี่ยวหญ้าช้างหญ้าม้า ก็มีระบุว่าเกณฑ์ให้ทำที่เมืองสุพรรณบุรี[8] ประเด็นนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยตั้งข้อสังเกตว่า พระเพทราชาอาจมีเครือญาติทางมารดาเป็นตระกูลผู้ดีกรุงศรีอยุธยา ขณะที่เครือญาติทางทางฝั่งบิดาอยู่ที่ “บ้านพลูหลวง” เมืองสุพรรณบุรี[9] มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานของกรมช้าง (ขวา) สืบตระกูลสืบวิชาความรู้เกี่ยวกับการคุมช้างมายาวนาน กระทั่งเป็นขุมกำลังในการทำรัฐประหารเปลี่ยนผ่านราชวงศ์[10] ทั้งนี้ บุคคลหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญให้กับสมเด็จพระเพทราชา คือ นายจบคชประสิทธิ์ศิลป์ นายทรงบาศขวาในกรมช้าง ที่ต่อมาได้รับสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ก็นับเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องวิทยาอาคมในการควบคุมช้าง  ทั้งยังได้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมช้างต้นทำหน้าที่ควบคุมดูแลช้างถวายแด่พระเพทราชาด้วย[11] จะเห็นได้ว่ากลุ่มอำนาจที่ใกล้ชิดกับพระเพทราชา แต่เดิมล้วนเกี่ยวข้องกับ “กรมช้าง” มาก่อน   

          นอกจากความเกี่ยวข้องกับกรมช้างแล้ว ทุกวันนี้ที่เมืองสุพรรณฯ ได้เกิดเรื่องเล่ามุขปาฐะเกี่ยวกับโบราณวัตถุสิ่งของที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวของพระเพทราชาอย่างมีสีสัน เช่น “เสลี่ยงพระเพทราชา” ที่วัดกุฎีทอง กับตำนานชายเลี้ยงช้างคนหนึ่ง (บ้างว่าชื่อ “นายสิงห์”) ที่มานอนหลับอยู่ที่วัดเซิงหวาย (ชื่อเก่าของวัดกุฎีทอง) ชายผู้นี้นอนกรนเป็นเสียงดนตรี เจ้าอาวาสวัดเซิงหวายพิจารณาดูลักษณะแล้วได้ทำนายว่า “ขอให้รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ต่อไปวันข้างหน้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในแผ่นดิน” ชายผู้นั้นพูดว่า “ถ้าเป็นจริงดั่งคำกล่าวของท่านอาจารย์ จะกลับมาสร้างกุฏิทองถวาย” ต่อมาชายผู้นี้เข้าสมัครเป็นทหารในกองช้างของสมเด็จพระนารายณ์และได้เป็นเจ้ากรมช้าง และท้ายสุดชายผู้นี้ก็ได้ขึ้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยานาม “พระเพทราชา” และโปรดให้คนมาสร้างกุฏิเป็นทอง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อวัดเซิงหวายเป็น “วัดกุฎีทอง” ในการนี้พระเพทราชายังได้เสด็จมาสมโภชเฉลิมฉลองวัดกุฎีทอง และพระราชทานพระราชยาน (เสลี่ยง) ที่ประทับไว้เป็นสมบัติของวัดมิได้ทรงนำกลับไป ซึ่งเสลี่ยงนี้ทางวัดยังเก็บรักษาและบูรณะปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน[12]

          เช่นกันที่ทุกวันนี้ยังคงมีประเด็นถกเถียงว่า ถิ่นฐานบ้านเกิดของพระเพทราชาอยู่ที่ใดของเมืองสุพรรณ กันแน่ บ้างเชื่อว่าคือ “บ้านโพหลวง” ชุมชนลาวในอดีตทางทิศเหนือของเมืองสุพรรณ ระหว่างหัวเวียงกับวัดสำปะซิวที่ฝ่ายปกครองส่วนจังหวัดถึงกับพยายามเปลี่ยนชื่อชุมชนเพื่อให้รับสอดกับ “บ้านพลูหลวง” ตามพระราชพงศาวดาร[13] บ้างอ้างอิงวรรณกรรม “ขุนช้างขุนแผน” ที่ระบุว่าบริเวณ “คอกใหญ่” ใกล้วัดประตูสาร และวัดพระรูป ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี คือ “หย่อมย่านบ้านขุนช้าง” (คำว่า “ขุนช้าง” ก็คือชื่อลำลองของเจ้ากรมช้าง หรือ “เพทราชา”) นอกจากนี้ สถานที่ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับถิ่นฐานเดิมของพระเพทราชายังอาจเป็นได้ทั้ง “บ้านรัดช้าง” ชุมชนคนเลี้ยงช้างหลวงที่ผ่านการฝึกฝนใช้งานในราชการและอยู่ไม่ห่างจากบ้านโพหลวง หรืออาจเป็น “ท่าโขลง” ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณบุรี ด้านทิศใต้ของเมืองสุพรรณ เยื้องกับวัดกุฎีทอง ซึ่งในอดีตสถานที่นี้คือจุดต้อนโขลงช้างป่าจากแถบเมืองอู่ทอง ข้ามแม่น้ำสุพรรณบุรีเพื่อเดินตัดผ่านข้ามทุ่งเขตเมืองอ่างทองไปเข้าเพนียดที่กรุงศรีอยุธยา ข้อมูลเหล่านี้มีปรากฏในโคลงนิราศสุพรรณบุรีของสุนทรภู่[14] จะเห็นได้ว่าข้อสมมุติฐานที่เชื่อมโยงกับพระเพทราชา ล้วนสัมพันธ์กับภูมินามสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ “ช้าง” และ “กรมคชบาล” นี้เองที่อาจเป็น “จิ๊กซอว์” ประวัติศาสตร์ ที่ทำให้จุดเริ่มต้นของราชวงศ์บ้านพลูหลวงมีความเกี่ยวข้องกับเมืองสุพรรณบุรี

 

 

เสลี่ยงพระเพทราชา ที่วัดกุฎีทอง จ.สุพรรณบุรี กับเรื่องเล่ามุขปาฐะพระเพทราชาเป็นชาวเมืองสุพรรณบุรี

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะพิจารณาว่า รูปแบบศิลปะของเสลี่ยงน่าจะสืบย้อนไปไม่ไกลถึงอยุธยา โดยอาจกำหนดอายุได้ประมาณรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ที่มาภาพ: เสมียนอัคนี, พระเพทราชา กับตำนาน “ชายนอนหลับ” ชื่อ “สิงห์” และ “เสลี่ยง” วัดกุฎีทอง สุพรรณบุรี https://www.silpamag.com/history/article_๑๖๗๙๗,

เข้าถึงเมื่อ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕.

 

แผนที่เมืองสุพรรณบุรี สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๓๙ ปรากฏชื่อ “บ้านโพหลวง” ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ปัจจุบัน “บ้านพลูหลวง”

ที่เกิดขึ้นจากทางราชการฝ่ายปกครอง อยู่ในตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง แถบวัดสารภี บริเวณด้านทิศเหนือของกำแพงเมืองสุพรรณบุรี ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี

ที่มาภาพ: สุจิตต์ วงษ์เทศ, บ้านพลูหลวง เมืองสุพรรณ “ช้างป่าต้น” ไปอยุธยา, https://www.matichonweekly.com/column/article_๒๘๐๑๖๓, เข้าถึงเมื่อ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕.

 

การเมืองในราชสำนักอยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง

          ประวัติศาสตร์อยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง คือภาพความผันผวนและการช่วงชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นปกครองภายใต้โครงสร้างทางการเมืองระบบ “เจ้าทรงกรม” หรือ “กรมเจ้า” ซึ่งเป็นเครื่องมือและกลไกทางอำนาจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายราชวงศ์ปราสาททอง ต่อเนื่องราชวงศ์บ้านพลูหลวง เพื่อใช้คานอำนาจกับฝ่ายขุนนางคุมกำลัง[15] เนื่องจากในสมัยอยุธยานับแต่รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถลงมา ขุนนางฝ่ายปกครองที่คุมกำลังมักท้าทายอำนาจกษัตริย์อยู่เสมอ ควรกล่าวด้วยว่า ปฐมกษัตริย์ของสองราชวงศ์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา คือ พระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๒-๒๑๙๙) (ราชวงศ์ปราสาททอง) และ พระเพทราชา (ราชวงศ์บ้านพลูหลวง) ล้วนอยู่ในตำแหน่งขุนนางฝ่ายคุมกำลังทั้งสิ้น โดยก่อนปราบดาภิเษก พระเจ้าปราสาททอง เคยดำรงตำแหน่งที่ สมุหกลาโหม (ออกญากลาโหม) ขณะที่พระเพทราชา ก็เคยเป็น สมุหพระคชบาล หรือ เจ้ากรมช้าง ซึ่งคุมทั้งไพร่พลและช้าง[16] ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย พระมหากษัตริย์อยุธยาในสองราชวงศ์สุดท้ายจึงต้องพยายามลิดรอนอำนาจการคุมไพร่พลของขุนนาง

          ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง มีการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้าสู่ระบบราชการเป็นขุนนางชำนัญการแทนที่ขุนนางฝ่ายปกครองที่คุมกำลังไพร่พล ขุนนางต่างชาติเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์มากกว่า แรกเริ่มชาวต่างชาติอาจอยู่ในกลุ่มกองทหารอาสาและมักถูกใช้เป็นราชองครักษ์ไปในตัว ทว่า ต่อมาพวกเขา ซึ่งน่าไว้วางใจกว่าขุนนางไทย (ในสายตากษัตริย์) เริ่มคืบคลานขึ้นไปกินตำแหน่งในฝ่ายปกครอง ดังจะพบว่าใน พ.ศ. ๒๑๗๙ ขุนนางตำแหน่งออกญาพิชิตซึ่งมีอำนาจสูง (คงจะในกรมพระคลัง) นั้นเป็นแขก เข้าใจว่าเป็นชาติอิหร่าน เช่นกันที่ในรัชกาลต่อมา คือ สมัยพระนารายณ์ (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๓๓๑) เป็นที่รับรู้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับเหล่าขุนนางต่างชาติ ตัวอย่างเช่น อากา มุฮัมมัด หัวหน้าประชาคมอิหร่านที่ได้ดำรงตำแหน่งพระคลัง[17] และที่มีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์ก็คือ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ กะลาสีนักแสวงโชคชาวกรีก ผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความสามารถที่ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งถึงสมุหนายกในช่วงปลายรัชกาลพระนารายณ์ และเป็นไม้เบื่อไม้เมากับขุนนางท้องถิ่นที่คุมกำลัง ถึงกับฟอลคอนนั้นเคยมีเรื่องวิวาทชกต่อยกับ หลวงสรศักดิ์ บุตรชายพระเพทราชามาแล้ว  

          อย่างไรก็ตาม ในที่สุดราชวงศ์ปราสาททองและฟอลคอนก็ถูกโค่นล้มโดยขุนนางฝ่ายคุมกำลังซึ่งก็คือ พระเพทราชา ผู้ซึ่งเรียนรู้และปฏิเสธกลไกการคานอำนาจกับขุนนางไทยโดยใช้ขุนนางต่างชาติหากแต่เน้นไปที่ระบบ “เจ้าทรงกรม” หรือ “กรมเจ้า” โดยการถ่ายโอนการควบคุมกำลังคนที่เคยอยู่ในมือขุนนางให้มาอยู่ที่เจ้านาย พระบรมวงศานุวงศ์[18] ทั้งนี้ ในระยะแรกของราชวงศ์บ้านพลูหลวง ระบบ “เจ้าทรงกรม” เป็นไปในลักษณะ “กรมใหญ่แต่น้อยกรม” ที่สำคัญคือ “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” (วังหน้า) และกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) อย่างไรก็ตาม เมื่ออำนาจมากระจุกที่กรมเจ้าขนาดใหญ่ที่สุดแล้วสถาบันทางการเมืองนี้ก็เป็นภัยคุกคามพระราชอำนาจของกษัตริย์ ดังกรณี หลวงสรศักดิ์ โอรสพระเพทราชา (บุคคลที่ “นิทานการเมือง” ซุบซิบโดยตลอดว่าเป็นโอรสลับพระนารายณ์) ที่ได้รับการสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์แรก กรมพระราชวังบวรฯ ผู้นี้ไม่รั้งรอในการที่จะกำจัดผู้ร่วมมือในการสนับสนุนพระเพทราชา เมื่อเห็นว่ากลุ่มอำนาจนั้นอาจเป็นเสี้ยนหนามแก่ตน เริ่มต้นจากนายจบคชประสิทธิ์ศิลป์ ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) และเจ้าพระยาสุรสงคราม พระราชพงศาวดารระบุว่า กรมพระราชวังบวรฯ ออกอุบายให้นำ “ถาดทอง” จากพระราชวังหลวงไปซ่อนไว้ในวังหลังแล้วประกาศว่าถาดทองของพระราชวังหลวงหายไป จนกระทั่งไปตรวจพบที่วังหลัง เป็นเหตุให้นายจบคชประสิทธิ์ศิลป์ถูกสำเร็จโทษในที่สุด นอกจากนี้ ยังถือโอกาสประหารชีวิต เจ้าพระยาสุร สงคราม ซึ่งได้ออกมาคัดค้านการประหารนายจบคชประสิทธิ์ศิลป์อีกด้วย กล่าวกันว่าเหตุที่กลุ่ม “วังหลัง” ถูกกำจัด ครั้งนี้ พระเพทราชาทรงเห็นชอบด้วยเนื่องจาก “เกรงจะเป็นศัตรูแก่ราชสมบัติ”[19]

          อีกคราหนึ่งคือเมื่อ เจ้าพระขวัญ โอรสพระเพทราชาที่ประสูติแต่ กรมหลวงโยธาทิพ อัครมเหสีฝ่ายขวา พระภคินีของสมเด็จพระนารายณ์ เป็นที่นิยมนับถือของขุนนางและประชาชนทั่วไป อีกทั้งพระเพทราชาก็โปรดจะให้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ เจ้าพระขวัญ ก็ถูกกรมพระราชวังบวรฯ และโอรสทั้งสองลวงไปสังหารเสีย[20] ครั้งนั้นพระเพทราชาพิโรธมาก ถึงกับจะยกพระราชสมบัติให้พระราชนัดดา คือ เจ้าพระยาพิไชยสุรินทร์ (บ้างออกชื่อว่า “เจ้าพระพิไชยสุรินทร”) แต่เมื่อพระเพทราชาสวรรคต เจ้าพระยาพิไชยสุรินทร์ก็ไม่กล้ารับราชสมบัติ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าเสือ[21] (พ.ศ. ๒๒๔๖-๒๒๕๑)                                                

          บางครั้งปัญหาเรื่องการสืบราชสมบัติได้นำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรงระหว่าง กรมพระราชวังบวร สถานมงคล ที่บ่อยครั้งก็ไม่ได้เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์แต่เป็นพระอนุชา กับ พระราชโอรสของกษัตริย์ ดังช่วงเปลี่ยนผ่านแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ. ๒๒๗๕ ที่เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศวร์ โอรสในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ กับ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (เจ้าฟ้าพร) พระอนุชาในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นสงครามใหญ่ที่อยุธยาสูญเสียไพร่พลมากที่สุด บางส่วนของพระบรมมหาราชวังถูกทำลาย สงครามยุติลงด้วยความปราชัยของฝ่ายพระราชโอรสพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (เจ้าฟ้าพร) เสวยราชสมบัติเป็น พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑) ครั้งนั้น เจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศวร์ และขุนนางจำนวนมากถูกกวาดล้าง ที่ระบุชื่อได้สำคัญ คือ พระองค์เจ้าแก้ว พระยาพิชัยราชา (เสม) พระยายมราช (พูน) นายสังราชาภิบาล[22] ฯลฯ ใน คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่า ...พวกพ้องของเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศ ซึ่งหนีซุกซ่อนไปตามทิศต่างๆ ที่ตามจับได้ก็ให้ประหารชีวิตเสียสิ้น...[23]

          เนื่องจาก พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเคยดำรงตำแหน่งที่ “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” มาก่อน พระองค์จึงทรงตระหนักดีว่า อำนาจของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้นมีมากเกินไปจนสามารถเป็น  “หอกข้างแคร่” ของพระมหากษัตริย์ ในรัชกาลนี้ ระบบ “เจ้าทรงกรม” หรือ “กรมเจ้า” จึงปรับเปลี่ยนจาก “กรมใหญ่แต่น้อยกรม” มาเป็น “กรมเล็กแต่มากกรม” เพื่อทอนอำนาจการคุมกำลังคนของเจ้านาย ที่ทรงกรมใหญ่ไปสู่เจ้านายระดับรองลงมา ประเด็นนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเคยมีพระวินิจฉัยเรื่อง “กรมเจ้า” ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ว่าประกอบด้วย ๔ ชั้น ได้แก่ “กรมพระ” สำหรับพระมหาอุปราช กรมพระราชวังหลัง และสมเด็จพระชนนีพันปีหลวง “กรมหลวง” สำหรับพระมเหสี พระบัณฑูรน้อย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ “กรมขุน” สำหรับพระเจ้าลูกเธอ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ และ “กรมหมื่น” สำหรับพระเจ้าลูกเธอ และเจ้าพระญาติ[24] 

          ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏตำแหน่ง “เจ้าทรงกรม” มากมาย พระมหากษัตริย์ทรงแบ่งสันให้พระราชโอรสทุกพระองค์ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมอย่างทั่วถึง ตามพระอิสริยยศสูงต่ำไปตามศักดิ์ของพระราชมารดา นั่นคือ พระราชโอรสที่ประสูติจากพระมเหสี ให้ได้รับอิสริยยศเป็น “กรมขุน” ประกอบด้วย กรมขุนเสนาพิทักษ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) กรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศน์) และกรมขุนพรพินิต  (เจ้าฟ้าอุทุมพร) นอกจากนี้ ยังมีเจ้าทรงกรมในระดับพระองค์เจ้า คือเจ้านายที่มิได้ประสูติจากพระอัครมเหสี ได้รับพระอิสริยยศรองลงมาเป็น “กรมหมื่น” ประกอบด้วย กรมหมื่นเทพพิพิธ (พระองค์เจ้าแขก) กรมหมื่นจิตรสุนทร (พระองค์เจ้ามังคุด) กรมหมื่นสุนทรเทพ (พระองค์เจ้ารถ) และ กรมหมื่นเสพภักดี (พระองค์เจ้าปาน)[25] ไม่เพียงเท่านั้นตำแหน่ง “เจ้าทรงกรม” ยังมีการถวายให้กับเจ้านายที่ผนวชเป็น “เจ้าพระ” อีกด้วย ดังกรณี เจ้าฟ้านเรนทร์ พระโอรสในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ผู้เป็นพระอนุชาในเจ้าฟ้าอภัย เจ้านายพระองค์นี้ผนวชแต่เมื่อครั้งพระเจ้าท้ายสระยังทรงครองราชย์ พระราชพงศาวดารระบุว่า เจ้าฟ้านเรนทร์ เป็นพระราชนัดดาที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดปรานมากเป็นพิเศษ อาจด้วยเพราะมิได้ทรงฝักใฝ่ในอำนาจการเมืองเท่ากับที่ทรงเลื่อมใสในรสพระธรรม ถึงกับเมื่อคราวเกิดสงครามกลางเมืองคราวเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ หากราชสมบัติจะตกแก่พระนัดดาผู้นี้ (เจ้าฟ้านเรนทร์) พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือ เจ้าฟ้าพรในเวลานั้น “จึ่งจะยอมให้”[26] ทั้งนี้ ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าฟ้านเรนทร์ ทรงรับฐานานุศักดิ์ทรงกรมเป็น กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ โดยที่ยังอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์[27]

          กระนั้นก็ตาม แม้สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะมีการตั้ง “เจ้าทรงกรม” ในลักษณะ “กรมเล็ก แต่มากกรม” เพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน ทว่า ปัญหาความขัดแย้งและช่วงชิงอำนาจในหมู่ผู้ปกครองก็หาหมดไป ดังจะพบว่าระหว่าง พ.ศ. ๒๒๔๘-๒๒๙๘ การเมืองในราชสำนักเกิดความผันผวนต่างจากช่วงต้นรัชกาลหลายประการ กล่าวคือ กลุ่มเจ้าต่างกรมได้แบ่งแยกออกเป็น ๒ กลุ่มอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล คือ กรมขุนเสนาพิทักษ์ ที่มี กรมขุนอนุรักษ์มนตรี กรมขุนพรพินิต และกรมหมื่นเทพพิพิธเป็นผู้สนับสนุน กับอีกฝ่ายที่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ กลุ่มของ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี หรือกลุ่ม “เจ้าสามกรม” อีกทั้งในเวลาต่อมาความขัดแย้งนี้ ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นเมื่อมีการดึงอำนาจจากขุนนางเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมในความขัดแย้ง การห้ำหั่นในหมู่ “เจ้าทรงกรม” เกิดขึ้นหลังพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต[28] สิ่งนี้ดูจะเป็นภาพจำทางประวัติศาสตร์กับคำอธิบายที่ว่า ความขัดแย้งภายในนี้นับเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้กรุงศรีอยุธยามีความอ่อนแอ รอวันล่มสลายเมื่อเผชิญกับปัจจัยภายนอกคือสงครามพม่า อันเป็นเหตุของการเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐

          อาจกล่าวได้ว่า ปรากฏการณ์สามัญทางการเมืองตลอดสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง คือ การคุมเชิงหวาดระแวงแย่งชิงอำนาจในชนชั้นปกครอง อันเป็นเหตุให้โครงสร้างอำนาจและระบบราชการกรุงศรีอยุธยาเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยวิเคราะห์ไว้ว่าภาวะไร้เสถียรภาพนี้ ส่งผลให้ระบบป้องกันตนเองของอยุธยาได้พังทลายลงไปก่อนหน้าที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าแล้วด้วยซ้ำ[29] เช่นกันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เคยทรงมีพระราชวินิจฉัยถึงสถานการณ์เมื่อครั้งต้นแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ดังความในเอกสาร พระราชกระแสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          สอบเรื่องราวตำราพระเมรุกรมหลวงโยธาเทพกับพระราชพงศาวดาร พระราชนิพนธ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ความว่า ...เจ้าแผ่นดินดูกลัวแถบข้างวังหลวงมาก จะเสด็จออกจากวัง เสมอน่าจักรวรรดิก็ต้องรีบกลับ อยู่ได้เพียงชั่วโมงหนึ่งเป็นอย่างช้า แลข้าราชการก็ร่วงโรยเบาบาง เพราะฆ่ากันมาเสียหลายแผ่นดินแล้ว...

          อนึ่ง ในเอกสารเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีพระราชอรรถาธิบายไว้ถึงการ “ฆ่ากันมาเสียหลายแผ่นดิน” อันเป็นเหตุให้บ้านเมืองร่วงโรย สภาวการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๕๔-๒๑๗๑) และจะเกิดขึ้นอย่างถี่กระชั้นในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง

          ... แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ฆ่าขุนนางเก่าครั้งแผ่นดินเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ แผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ฆ่าขุนนางพวกพระเชษฐา แต่เห็นจะน้อย แผ่นดินพระนารายน์ ฆ่าขุนนางที่เปนพวกเจ้าฟ้าไชยและพระศรีสุธรรมราชา เห็นจะเกือบหมด เปลี่ยนใหม่ทั้งสำรับ แผ่นดินพระเพทราชา ฆ่าขุนนางแผ่นดินพระนารายน์หย่อยมาจนถึงไปตีนครราชสีมา เห็นจะเรียกว่า เกือบหมดได้ แผ่นดินขุนหลวงเสือ เห็นจะฆ่ามาก เพราะคนนิยมเจ้าพระขวัญฤๅพวกเจ้าพระพิไชยสุรินทร์จะเปนขุนนางอยู่ไม่ได้ แผ่นดินขุนหลวงท้ายสระ เคราะห์ดี ไม่ต้องฆ่าใคร แต่ขุนนางแผ่นดินขุนหลวงเสือ เห็นจะมีน้อยเพราะอยู่ในราชสมบัติน้อย ตั้งไม่ทันเต็มที่ แผ่นดิน ขุนหลวงบรมโกษฐ ชาววังหลวงเห็นจะตายเกือบหมด แต่สมุหนายกยังถอดเปน พระยาราชนายก ซึ่งนับว่า เปนคนออกหน้าค่าชื่ออยู่คนเดียว เพราะฉนั้น ขุนนางตามในจดหมายตำรานี้จึงได้ร่องแร่ง เพราะแรกเสวยราชย์หาคนตั้งไม่ทัน ฤๅตั้งผู้ใดขึ้นก็ไม่รู้ตำราเก่าเลยทั้งสิ้น คิดดูในระหว่าง ๙๐ ปี ฆ่าเททิ้งกันเสียถึง ๗ ครั้ง เกือบปน ๑๓ ปีฆ่ากันครั้งหนึ่ง ฤๅถ้ารอดตาย ก็กลายเปนไพร่หลวงแลตะพุ่นหญ้าช้าง ถ้าจะนับพวกที่ไม่ตาย ก็ต้องว่า ผู้ดีกลายเปนไพร่ ๆ กลายเปนผู้ดีถึง ๗ ครั้งใน ๙๐ ปีนั้น ฯ...[30]

 

เอกสาร พระราชกระแสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สอบเรื่องราวตำราพระเมรุกรมหลวงโยธาเทพกับพระราชพงศาวดาร ไม่เพียงชี้ชวนให้เห็นภาพความปั่นป่วนทางการเมืองของราชสำนักอยุธยา

นยุคปลายจากทัศนะของชนชั้นนำไทย สมัยรัชกาลที่ ๕ หากยังบ่งชี้ร่องรอยเกี่ยวกับ “พระรูป” ในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาด้วย

 

เมืองสุพรรณ ในฐานะ “แดนเนรเทศ” “ที่หลบราชภัย”

          วารุณี โอสถารมย์ เคยตั้งขอสังเกตไว้ในงานวิจัยเรื่อง ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณฯ ว่า หลายครั้งที่ความขัดแย้งและการช่วงชิงอำนาจการเมืองในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา มักมีสุพรรณบุรีเข้าไปอยู่ใน           หน้าประวัติศาสตร์ในฐานะ “พื้นที่ชนบทลี้ภัยทางการเมือง” เนื่องจากเมืองสุพรรณฯ มีอำนาจท้องถิ่นในการปกป้องตัวเองในลักษณะ “บ้านส้อง” “เมืองชุม” มาแต่โบราณ สิ่งนี้น่าจะเป็นผลสืบเนื่องจาก                 ภาวะสงครามไทย-พม่า ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยเมืองสุพรรณบุรีอยู่บนเส้นทางเดินทัพพม่า เมืองนี้จึงเป็นหน้าด่านรับศึกป้องกันอยุธยาทางด้านตะวันตก และเนื่องจากเมืองสุพรรณฯ อยู่ในเขตปริมณฑลราชธานี จึงส่งผลต่อประชากรที่หากไม่ถูกเกณฑ์ไปเพื่อป้องกันพระนครที่อยุธยา ก็มักถูกกวาดต้อนไปเป็น เชลยศึกพม่า เงื่อนไขนี้เองทำให้ผู้คนต่างต้องแสวงหาทางเอาตัวรอดหลบหลีกทั้งจากอำนาจรัฐและข้าศึกไปตั้งเป็นส้องบ้าง ชุมบ้าง ประกอบกับนโยบายของกรุงศรีอยุธยาที่พยายามลดความสำคัญของเมืองสุพรรณฯ นับตั้งแต่สงครามคราวเสียพระสุริโยทัย พ.ศ. ๒๐๙๑ ทั้งการรื้อกำแพงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณบุรี การตัดทอนไพร่เมืองสุพรรณฯ ไปตั้งเมืองใหม่ ฯลฯ สภาวการณ์เหล่านี้ ทำให้เมืองสุพรรณฯ ถูกละทิ้งให้กลายเป็น “ชนบทประเทศ” ทว่า ด้านหนึ่งเงื่อนไขนี้ก็บ่มเพาะวัฒนธรรมการปกป้องตนเองของผู้คนแถบนี้ให้เป็น “อิสระเชิงสัมพัทธ์” กับ อำนาจส่วนกลางที่อยุธยาอยู่ในที[31] 

            ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เมืองสุพรรณฯ น่าจะมีสถานะเป็นเขตชนบทที่ส่วนกลางใช้เป็นสถานที่เนรเทศนักโทษการเมืองให้มาตั้งชุมชน จากเงื่อนไขความขัดแย้งการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองในกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อคราวเกิดกบฏพระศรีศิลป์ พระอนุชาซึ่งถูกสำเร็จโทษโดยท่อนจันทน์ เหล่าขุนนางที่เข้าด้วยกับพระศรีศิลป์ ล้วนถูกต้องโทษประหาร หากแต่พระพรหมซึ่งเป็นพระสงฆ์เถระชั้นผู้ใหญ่ผู้เป็นอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์ได้ขอพระราชทานเว้นโทษคนเหล่านั้น พระองค์จึงโปรดยกให้ ...แต่ให้ส่งไปเป็นพวกเกี่ยวหญ้าช้างหญ้าม้าเมืองสุพรรณบุรี เมืองสุพรรณบุรีจึงเป็นส่วยหญ้าช้างหญ้าม้ามาแต่คราวนั้น...[32] การส่งนักโทษการเมืองพร้อมครัวอดีตขุนนางเก่ามาตั้งถิ่นฐานและรับโทษทัณฑ์ที่เมืองนี้ยังเป็นข้อมูลที่แสดงถึงลักษณะการจัดตั้งกลุ่มกำลังที่ทำการปกครองตัดสินคดีความดูแลกันเอง ทำให้เกิดอำนาจท้องถิ่นในระดับชุมชนย่อยที่เป็นอำนาจแอบแฝง บางครั้งกลุ่มอำนาจเหล่านี้อาจทำการต่อต้านอำนาจของท้องถิ่นที่เป็นทางการอย่างตรงไปตรงมา แต่ราชธานีก็ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงตราบเท่าที่การแสดงออกซึ่งอำนาจนั้นไม่ได้ท้าทายราชธานี สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดการส้องสุมกำลังคนแบบไม่เป็นทางการ[33]

          สมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง หลายครั้งที่เมืองสุพรรณฯ ยังมีฐานะเสมือน “ที่หลบราชภัย” จากความขัดแย้งทางการเมืองในราชสำนัก ดังเหตุการณ์ในช่วงปลายรัชสมัยพระเพทราชา มีเหตุการณ์แย่งราชสมบัติระหว่างพระราชโอรสสององค์ จนความทราบถึง หลวงสรศักดิ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงให้ประหารชีวิต ปรากฏว่าขุนนางที่เข้าด้วยมีนายพูนซึ่งเคยเป็นที่พระยายมราช ได้หนีไปบวชยังแขวงเมืองสุพรรณฯ แต่ท้ายสุดถูกจับกุมตัวได้และให้ประหารชีวิต[34] เช่นกันในคราวสงครามกลางเมืองหลังสิ้นรัชกาล พระเจ้าท้ายสระ พ.ศ. ๒๒๗๕ เจ้าฟ้าพร พระอนุชา ซึ่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล รบกับเจ้าฟ้าอภัย โอรสในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เจ้าฟ้าอภัยสู้ไม่ได้จึงหลบหนีไป ขุนนางที่สนับสนุนเจ้าฟ้าอภัยสองคน คือ พระยาพิชัยราชา (เสม) และพระยายมราช (พูน) เมื่อเห็นผู้เป็นเจ้านายหนีทั้งคู่จึงหนีไปบวชเป็นภิกษุที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี แต่ถูกจับกุมตัวได้และถูกสังหารที่วัดฝาง[35] ทั้งนี้ อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ด้วยเมืองสุพรรณ คือถิ่นฐานเดิมของต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง บรรดาข้าไทเดิมในพระเพทราชาที่รับราชการสืบตระกูลมา จึงอาจมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่สุพรรณบุรี การหนีราชภัยกลับไปตั้งหลักที่เมืองสุพรรณ อาจเป็นข้อบ่งชี้ในประเด็นนี้ไม่มากก็น้อย ไม่เพียงเท่านั้น เจ้านายแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงเองก็น่าจะมีความผูกพันกับสุพรรณบุรีในฐานะเมืองต้นราชวงศ์ ซึ่งทำให้น่าจะมีการเสด็จฯ ไปมาหาสู่แต่เมืองสุพรรณต่อเนื่องมา แม้จะไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรชัดเจน ทว่า วัตถุสิ่งของตลอดจนเรื่องเล่าที่เป็น “มุขปาฐะ” อาจเป็นข้อบ่งชี้เรื่องเหล่านี้ได้

 

“สมเด็จพระรูป” แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง: ที่มาของชื่อ “วัดพระรูป” ?

            ชื่อ “วัดพระรูป” ถูกเรียกกันมาแต่เมื่อใดนั้นไม่เป็นที่ปรากฏ หลักฐานที่เก่าที่สุดในเวลานี้ที่กล่าวถึงชื่อวัดพระรูปปรากฏใน “โคลงนิราศสุพรรณ” ของสุนทรภู่ที่แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๙ ความว่า

                      ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโพ้น       พิศดาน

                      มีวัดพระรูปบูราณ             ท่านสร้าง

                     ที่ถัดวัดป่ะตูสาร                สงสู่อยูเอย

                     หยอ่มย่านบ้านขุนช้าง      ชิดข้างสวนบันลัง[36]

 

วัดพระรูปตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือ "ฝั่งซ้าย" ของเมืองสุพรรณบุรีในทิศทวนน้ำขึ้นไป ดังคำอธิบายที่ปรากฏในโคลงนิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่

ในภาพคือช่วงราว พ.ศ. ๒๕๑๖ ที่มีการสร้างเขื่อนริมน้ำหน้าวัดเพื่อป้องกันตลิ่ง

 

          ประเด็นนี้ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เคยวิเคราะห์ว่า เนื่องจากไม่เคยปรากฏหลักฐานว่าเมืองสุพรรณบุรีปราศจากผู้คนอยู่อาศัย ชื่อวัดพระรูปจึงน่าจะเป็นคำเรียกสืบต่อกันมาแต่ครั้งกรุงเก่า[37] ทั้งนี้ ในบาทที่สองของโคลง “มีวัดพระรูปบูราณ ท่านสร้าง” ย่อมหมายถึงความเก่าแก่ของวัดที่สร้างมาแต่โบราณ และอยู่ในการรับรู้ของผู้คนในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานวัตถุต่าง ๆ เชื่อได้ว่าวัดพระรูปในเวลานั้นไม่ได้เป็นวัดร้าง แม้จะไม่ได้พระสงฆ์อยู่มากเมื่อเทียบกับวัดประตูสารที่อยู่ถัดไปก็ตาม[38]

          สำหรับความหมายของศัพท์คำว่า “พระรูป” นั้น เป็นคำโบราณคำเดียวกับ “พระรูปชี” หมายถึง “เจ้านายที่เสด็จบวชเป็นชี”[39] ดังปรากฏในหลักฐานช่วงปลายอยุธยาที่กล่าวถึงสรรพนามเจ้านายฝ่ายในว่า “พระรูป” เช่น จดหมายเหตุการณ์พระศพสมเด็จพระรูป พ.ศ. ๒๒๗๘ ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ระบุว่า ...สมเดจ์พระรูปเจ้าเสรจ์นิมาฦาณ ณ่ วัดพุไทยสวัรร...[40] โดย “สมเด็จพระรูป” องค์นี้ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ พระธิดาสมเด็จพระนารายณ์ พระมเหสีฝ่ายซ้ายในสมเด็จพระเพทราชา ซึ่งเมื่อครั้งต้นแผ่นดินพระเจ้าเสือ ...เสด็จออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ในที่ใกล้พระอารามวัดพุทไธสวรรค์...[41] อนึ่ง คำว่า “พระรูป” ยังคงใช้ตกทอดมาจนถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ ดังกรณี “ท่านสั้น” พระชนนีในสมเด็จพระอมรินทร์ทรามาตย์ พระอรรคมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (แม่ยายของรัชกาลที่ ๑) ซึ่งตามประวัติระบุว่าได้ผนวชเป็นรูปชี และมีพระชนม์อยู่มาจนในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา “ท่านสั้น” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระรูปสิริโสภาคย์มหานาคนารี”[42] จะเห็นได้ว่าสตรีสามัญชนซึ่งมีช่วงชีวิตอยู่แต่ครั้งกรุงเก่าและมีประวัติว่าบวชเป็นชี เช่น สมเด็จพระรูปสิริโสภาคย์ฯ เมื่อได้รับการสถาปนาเป็น “เจ้า” ก็ใช้คำเรียกว่า “สมเด็จพระรูป”  

          จากข้อสันนิษฐานเรื่องคำว่า “พระรูป” ที่น่าจะมีมาแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และเป็นคำราชาศัพท์ ด้วยนั้น จึงน่าจะอนุมานได้ว่า ชื่อ “วัดพระรูป” น่าจะปรากฏในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากหลักฐานประเภทโบราณวัตถุสถานสำคัญในวัดไม่ว่าจะเป็น เจดีย์ พระพุทธไสยาสน์ ล้วนบ่งชี้อายุและความสำคัญของวัดพระรูปที่สืบย้อนไปถึงสมัยรัฐสุพรรณภูมิต่อเนื่องยุคต้นกรุงศรีอยุธยา ประเด็นนี้ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เคยมีข้อสันนิษฐานว่า คำเรียก “วัดพระรูป” อาจมีมาแต่เมื่อครั้งที่ราชวงศ์สุพรรณภูมิยังตั้งมั่นอยู่ที่เมืองสุพรรณภูมิ โดยวัดแห่งนี้คงมีความสัมพันธ์กับเจ้านายฝ่ายในที่ออกผนวชเป็น พระรูปชี เป็นต้นว่าพระรูปชีพระองค์นั้นได้มาประทับที่วัดแห่งนี้ หรือเจ้านายที่เป็นพระญาติวงศ์ได้สร้างวัดแห่งนี้ถวายหรืออุทิศให้พระรูปชีพระองค์นั้น จึงเป็นเหตุให้ผู้คนในเขตเมืองสุพรรณฯ เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดพระรูป[43]

          แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เนื่องจากเอกสารหลักฐานในยุคต้นถึงกลางกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้ปรากฏเรื่องราวเจ้านายฝ่ายในที่เสด็จออกบวชเป็นชีไว้อย่างชัดเจน ต่างกับในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่มีหลักฐานกล่าวถึง เจ้านายสตรีอย่างน้อย ๓-๔ พระองค์ ที่ได้ผนวชเป็น “พระรูป” คำเรียก “วัดพระรูป” จึงอาจเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๓๑๐) ก็เป็นได้ และเนื่องจากราชวงศ์บ้านพลูหลวงมีความสัมพันธ์กับเมืองสุพรรณบุรี ดังที่กล่าวมาข้างต้น “สมเด็จพระรูป” องค์ใดองค์หนึ่งดังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จึงอาจเกี่ยวข้องกับวัดพระรูป และเป็นที่มาของชื่อ “วัดพระรูป”

          ที่วัดพระรูป เมืองสุพรรณบุรี มีโบราณวัตถุชิ้นเอกชิ้นหนึ่งคือ ระฆังสำริดขนาดความสูงรวมหางนาคหูแขวน ๘๖ ซม. เฉพาะระฆังสูง ๔๖ ซม. ปากระฆังกว้าง ๓๙.๕ ซม. น้ำหนักประมาณ ๑๐๐ กก. กำหนดเวลาที่พุทธศตวรรษที่ ๒๓ เนื่องจากปรากฏจารึกที่ขอบล่างของระฆังความว่า

 

(คำจารึก) สับภ่มัดสะดุ พุทธ่สักราชใด้ ๒๒๔๒ พระว่สา เจา แม่ธ_ท่ง พระราชะสทัธาเปันสาดนูปะถ้า ส(างระฆัง) ไวเปนพุทบูชา 

สำรับพระสาดนัาไหรูงเรองถวนเถิงห้าพนัพระวะษา ข่อจ่ง เปันปัดจัย โพทิญาณไนอะนาคตกาล

(คำอ่าน)  ศัภมัศดุพุทธศักราชได้ ๒๒๔๒ พระวรรษา เจ้าแม่ธ_ทง พระราชศรัทธาเป็นศาสนูปถัมภ์สร้างระฆังไว้เป็นพุทธบูชา       

            สำหรับพระศาสนาให้รุ่งเรือง ถ้วนเถิงห้าพันพระวรรษา ขอจง เป็นปัจจัยโพธิญาณในอนาคตกาล

 

          ข้อสนเทศสำคัญในจารึกดังกล่าวได้แก่ ปีที่สร้างคือ พ.ศ. ๒๒๔๒ ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระเพทราชา คำว่า “เจ้าแม่” และ “พระราชศรัทธา” ทำให้ตีความได้ว่าระฆังใบนี้สร้างโดย “เจ้านายสตรี” เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และคำว่า “เจ้าแม่” ซึ่งน่าจะหมายถึงเจ้านายสตรีระดับ “ผู้ใหญ่” ในเวลานั้น ซึ่งอาจเป็นพระราชมารดา หรือ พระมเหสีในพระเพทราชาก็เป็นได้

          สำหรับพระราชมารดาในพระเพทราชา ในบันทึกความทรงจำของบาทหลวงเดอะแบส และลาลูแบร์ ระบุตรงกันว่า พระเพทราชามีมารดาเป็นพระนม (โท) ในสมเด็จพระนารายณ์ พระเพทราชาจึงได้รับการเลี้ยงดูร่วมกันกับพระนารายณ์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์[44] และด้วยเหตุนี้เอง จึงมีสมมติฐานที่ว่า แท้จริงแล้วพระเพทราชามีเชื้อสาย “ผู้ดี” กรุงศรีอยุธยาทางสายมารดา (ขณะที่เชื้อสายเครือญาติทางทางฝั่งบิดาของพระเพทราชาอาจเป็นคนบ้านพลูหลวง เมืองสุพรรณบุรี) อย่างไรก็ตาม เราไม่มีประวัติของ “พระนม” พระมารดาของพระเพทราชาผู้นี้มากนัก เช่น ไม่ทราบถึงปีที่เสียชีวิต ซึ่งอาจอยู่ในช่วงก่อนหรือหลังการขึ้นครองราชสมบัติของพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑) ก็เป็นได้ กระนั้นก็ตาม บนความเป็นไปได้ทางประวัติศาสตร์ พระราชมารดาของพระเพทราชา ก็อาจเป็น “เจ้าแม่”[45] ผู้มี “พระราชศรัทธา”  ในการสร้างระฆังใบนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๒  

          ในกรณีที่หาก “เจ้าแม่” ผู้มี “พระราชศรัทธา” คือ พระมเหสีในพระเพทราชา น่าสนใจว่าพบความ ในพระราชพงศาวดารกล่าวถึง อัครมเหสีของพระเพทราชา ๓ องค์ ที่ผนวชเป็น “พระรูป” หลังการสวรรคตของพระสวามี (พ.ศ. ๒๔๔๖) พระรูปองค์แรกคือ “กรมพระเทภามาศ” พระอัครมเหสีกลาง ผู้เป็นพระราชมารดาเลี้ยงของสมเด็จพระเจ้าเสือ (หลวงสรศักดิ์) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับบริติชมิวเซียม ระบุว่าทูลลาออกไปอยู่ตำหนักวัดดุสิต ขณะที่ พระรูปอีก ๒ องค์ คือ “กรมหลวงโยธาทิพย์” อัครมเหสีฝ่ายขวา และ “กรมหลวงโยธาเทพ” อัครมเหสีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์เดิมในสมเด็จพระนารายณ์ ระบุว่าเสด็จออกไปประทับที่วัดพุทธไธสวรรย์ พร้อมกับโอรสพระนาม “ตรัษน้อย” ที่ผนวชเป็นภิกษุตลอดพระชนม์ชีพ

 

กรมพระเทภามาศ: สมเด็จพระรูปแห่งวัดดุสิต

          สมเด็จพระรูปองค์แรก คือ “กรมพระเทภามาศ” ทั้งนี้ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ กรมพระเทภามาศ ผู้เขียนขอยึดตามความใน พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับบริติชมิวเซียม[46] ด้วยเป็นฉบับที่ปรากฏเรื่องราวของเจ้านายสตรีผู้นี้อย่างละเอียดลออกว่าฉบับอื่น ๆ ทั้งขอยึดการออกชื่อ “กรมพระเทภามาศ” ตามวิธีเขียน ในพระราชพงศาวดารฉบับดังกล่าว (ในขณะที่บางฉบับออกชื่อเจ้านายสตรีพระองค์นี้ว่า “กรมพระเทพามาตย์”[47] เช่น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งผู้เขียนจะได้ใช้ประกอบ) ตามประวัติ กรมพระเทภามาศ ถูกระบุว่าเป็นภริยาเดิมของพระเพทราชาก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ดังนั้น จึงอาจเป็นชาวเมืองสุพรรณบุรีถิ่นฐานเดียวกับพระเทพราชา (หลักฐานบางชิ้นระบุชื่อเดิมของท่านว่า “กัน”[48]) เมื่อพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๓๑ ทรงสถาปนาแต่งตั้งเจ้านายฝ่ายหน้าและฝ่ายในนั้นได้ ...โปรดให้พระอัครมเหสีเดิมนั้นเป็นพระอัครมเหสีกลาง... เสมอด้วย กรมหลวงโยธาทิพ พระบรมราชภคินีสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นอัครมเหสีฝ่ายขวา เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาพระนารายณ์เป็นพระอัครมเหสี ฝ่ายซ้าย[49] แสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานที่ทรงมีต่อภรรยาเดิม มิได้ละเลยแม้เมื่อครองราชย์แล้ว

          กรมพระเทภามาศ นับเป็นสตรีที่มีบทบาทในการพยุงรากฐานความมั่นคงให้กับการสืบสันตติวงศ์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง แม้ว่าพระองค์อาจไม่มีพระประสูติกาลโอรสหรือธิดาในพระเพทราชาเลยก็ตาม พระราชพงศาวดารบันทึกบทบาทการทำหน้าที่ภรรยาขณะพระเพทราชายังเป็นขุนนางเจ้ากรมคชบาลและเป็นมารดาเลี้ยงผู้อภิบาลหลวงสรศักดิ์ตั้งแต่แรกเกิดแม้ไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดแท้จริง ทั้งนี้ เกร็ดบันทึกในพระราชพงศาวดารบอกเล่าชาติกำเนิด หลวงสรศักดิ์ ว่าเป็นโอรสลับของสมเด็จพระนารายณ์ ประสูติแต่พระธิดาเจ้าเชียงใหม่ที่ถูกกวาดต้อนนำตัวลงมาอยุธยาหลังจากสงครามอยุธยา-เชียงใหม่ พระนารายณ์โปรดยกโอรสองค์นี้ให้กับพระเพทราชาระหว่างเดินทัพ หลวงสรศักดิ์จึงถูกเลี้ยงดูเติบโตภายใต้การอภิบาลของพระเพทราชาและกรมพระเทภามาศในฐานะบิดามารดา

          การผนวชเป็น “พระรูป” ของกรมพระเทภามาศเกิดขึ้นหลังจากพระเพทราชาสวรรคต ความในพระราชพงศาวดาร ระบุถึงการที่พระองค์ทูลลาพระเจ้าเสือเพื่อเสด็จออกไปตั้งตำหนักอยู่ในที่ใกล้ พระอารามวัดดุสิต ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีตำหนักของเจ้าแม่วัดดุสิต ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ 

          ... ในขณะนั้นสมเด็จพระอัครมเหสีเดิมแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศ (พระเพทราชา - ผู้เขียน) ซึ่งเป็นพระราชมารดาเลี้ยงของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ได้อภิบาลบำรุงรักษาพระองค์มาแต่ยังทรงพระเยาว์นั้น ครั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จสวรรคตแล้ว จึงทูลลาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ในที่ใกล้พระอารามวัดดุสิต แลที่พระตำหนักวัดดุสิตนี้เป็นที่พระตำหนักมาแต่ก่อนครั้งแผ่นดินสมเด็จพระณรายเป็นเจ้าและเป็นมารดาเจ้าพญาโกษาเหล็ก เจ้าพญาโกษาปาน ซึ่งได้ขึ้นไปช่วยกราบทูลขอพระราชทานโทษสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินขณะที่เป็นหลวงสุรศักดิ์ (หลวงสรศักดิ์ - ผู้เขียน) แลชกเอาปากพญาวิไชยเญนครั้งนั้น แลเจ้าแม่ผู้เฒ่านั้น ก็ได้ตั้งพระตำหนักอยู่ในที่นี้ ครั้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ (พระเจ้าเสือ - ผู้เขียน) แลสมเด็จพระราชมารดาเลี้ยงก็เสด็จไปตั้งตำหนักอยู่ในที่นั้น แล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็น กรมพระเทภามาศ...[50]

          อนึ่ง การทูลลาออกไปประทับ ณ ตำหนักที่วัดดุสิตของกรมพระเทภามาศนั้น คือการดำรงสถานะที่ “สมเด็จพระรูป” พระองค์เสมือนเป็นประธานแห่งอารามวัดดุสิตที่มีเหล่า “รูปชี” ตามเสด็จไปอยู่กับพระองค์ด้วย พระราชพงศาวดารระบุถึงเจ้านายสตรีบางพระองค์ เช่น “พระองค์เจ้าแก้ว” พระธิดาอันเกิดจากพระสนมในพระเจ้าเสือ ผู้เป็นบาทบริจาริกาในพระองค์เจ้าดำ โอรสพระเพทราชาที่ตัดสินใจหลบราชภัยมาบวชเป็น “พระรูป” อยู่กับสมเด็จพระอัยกี (ย่า) หลังจากที่สวามีต้องโทษประหารชีวิตในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ความว่า ...แลพระองค์เจ้าแก้วซึ่งเป็นบริจาพระองค์เจ้าดำนั้นเป็นม่ายอยู่จึ่งเสด็จไปทรงผนวชเป็นพระรูปอยู่ ณ ตำหนักวัดดุษิดกับด้วยสมเด็จพระอัยกีกรมพระเทภามาศนั้น...[51] ข้อสนเทศนี้ แสดงให้เห็นว่า “สมเด็จพระอัยกี กรมพระเทภามาศ” ทรงครองพระองค์อยู่ในสถานะ “พระรูป” แล้วอย่างชัดเจน ทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “ที่พึ่ง” แก่บรรดาเจ้านายสตรีในยามคับขันจากราชภัย

          ย้อนกลับไปที่ประวัติของ กรมพระเทภามาศ ยังพบว่าเจ้านายสตรีผู้นี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือพระราชนัดดา ๒ พระองค์ คือ “เจ้าฟ้าเพชร” และ “เจ้าฟ้าพร” โอรสในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (หลวงสรศักดิ์) ผู้ซึ่งจะเป็นรัชทายาทและพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงในเวลาต่อมา (เจ้าฟ้าเพชร ต่อมาคือ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ขณะที่ “เจ้าฟ้าพร” คือ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) จากเหตุการณ์ที่กรมพระราชวังบวรฯ และพระราชโอรสทั้งสองลวง “เจ้าพระขวัญ” โอรสพระเพทราชาที่ประสูติแต่ กรมหลวง โยธาทิพ อัครมเหสีฝ่ายขวาไปสังหาร เป็นเหตุให้พระเพทราชาทรงพิโรธมาก[52] (อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ระบุว่าเกิดเมื่อครั้งต้นแผ่นดินพระเจ้าเสือ และผู้ที่ถูกสังหารคือ “ตรัสน้อย” พระโอรสในพระเพทราชาซึ่งประสูติแต่ กรมหลวงโยธาเทพ อัครมเหสีฝ่ายขวา[53] จะเห็นได้ว่า ความในพระราชพงศาวดารระหว่างฉบับนั้นมีความแตกต่างกันอยู่) และเมื่อครั้น เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพรก่อเหตุแล้ว เจ้านายทั้งสองก็รีบ ...เสด็จออกไปเฝ้ากรมพระเทพามาตย์ ณ วัดดุสิต...[54] เพื่อขอพึ่งพระบารมี ซึ่งน่าจะด้วยเหตุนี้ พระราชนัดดาทั้งสองจึงได้รับโทษทัณฑ์พอเป็นพิธีเท่านั้น อีกทั้งในเวลาต่อมาทั้งสองก็ได้รับสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรฯ และ พระบัณฑูรน้อย  

          อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดในรัชกาลพระเจ้าเสือ คราวเสด็จล้อมช้างเถื่อน ณ ตำบลบ้านหูกวาง แขวงเมืองนครสวรรค์ ครั้งนั้นโปรดฯ ให้ พระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรฯ และพระบัณฑูรน้อย ร่วมมือเป็นแม่กองตระเตรียมเส้นทางเสด็จเกณฑ์ไพร่พลไปถมถนนเป็นทางข้ามบึง แต่ด้วยระยะเวลาจำกัด มีผลให้การเสด็จพระราชดำเนินบนหลังช้างข้ามบึงที่ถมประสบปัญหาเท้าหน้าช้างต้นถลำจมลงไปในบึง พระเจ้าเสือพิโรธพระราชโอรสทั้งสองอย่างยิ่ง ทรงมีพระราชดำรัสว่า ...ไอ้สองคนนี้มันเห็นว่ากูแก่ชรา แล้วจึงชวนกันคิดเป็นขบถ แลทำถนนให้เป็นพลุหล่มไว้ หวังจะให้ช้างซึ่งกูขี่นี้เหยียบถลำหล่มล้มลง แล้วมันจะชวนกันฆ่ากูเสียหมายใจจะเอาราชสมบัติ... ความพิโรธนี้ทำให้พระเจ้าเสือถึงกับจะทรงใช้พระแสงของ้าวเงื้อจะฟันพระเศียรกรมพระราชวังบวร โชคดีที่พระบัณฑูรน้อยช่วยปัดป้องได้ แต่เจ้านายทั้งสองพระองค์ก็ถูกจับกุมฐานกบฏถูกลงพระราชอาญาเฆี่ยน ณ ค่ายหลวง กำหนดให้เฆี่ยนยกหนึ่ง ๓๐ ที เช้าเย็นหนึ่งยกทุกวันจนกว่าจะเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครอยุธยา[55]

          เพื่อรักษาชีวิตเจ้านายทั้งสองพระองค์ นายพลข้าหลวงเดิมจึงทูลเสนอ ...ขอพระราชทานจงดำรัสสั่ง ให้ตำรวจเอาเรือเร็วรีบลงไปทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระอัยกีกรมพระเทภามาศ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักริมวัดดุสิตนั้น ขึ้นมาช่วยกราบทูลขอโทษ... ครั้นกรมพระเทภามาศทราบข่าวทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัยและรีบเดินทางด้วยเรือพระที่นั่ง ซึ่งใช้เวลาเดินทางทั้งวันและคืนถึง ๔ วันเต็ม ตามพระราชพงศาวดารระบุว่า กรมพระเทภามาศทรงปลอบประโลมเตือนพระอารมณ์พิโรธให้สงบด้วย ...อันพระราชบุตรทั้งสองนี้เป็นลูกเพื่อนทุกข์เพื่อนยากลูกมาแต่ก่อน แลซึ่งจะคิดการขบถประทุษร้ายต่อพ่อนั้นหามิได้...[56] หลังจากกราบทูลวิงวอนขอพระราชทานโทษหลายครั้ง จึงทรงยกโทษนั้นให้ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงผ่านพ้นวิกฤติไปได้

          สมเด็จพระรูป กรมพระเทภามาศ ทรงมีพระชนม์ชีพตลอดรัชสมัยพระเจ้าเสือ (พ.ศ. ๒๒๔๖-๒๒๕๒) เมื่อพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระครองราชย์ได้ ๓ ปี “พระอัยกีเจ้ากรมเทภามาศ ซึ่งอยู่แล้วัดดุสิตนั้น  สวรรคต สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้แต่งการฌาปนต่าง ๆ ตามราชประเพณีแต่ก่อนปีมะโรงนั้น” นับได้ว่าบทบาทของเจ้านายสตรีพระองค์นี้ คือ ผู้จรรโลงการสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง ให้เป็นไปโดยลำดับในสายพระเจ้าเสือและพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ และโดยสถานะ “สมเด็จพระรูปชี” (พ.ศ. ๒๒๔๖-๒๒๕๕) พระองค์น่าจะเปี่ยมด้วยพระบารมีและพระราชทรัพย์ถึงพร้อมในการประกอบการพระราชกุศลต่าง ๆ รวมถึงทรงสามารถจรรโลงกิจการพุทธศาสนาให้กับวัดดุสิตและวัดทั้งในและนอกเมืองอยุธยา และด้วยชาติกำเนิดเดิมพระองค์บนข้อสันนิษฐานที่ว่าทรงเป็นสตรีสามัญชน ผู้เป็น “บาทบริจาริกาข้าหลวงเดิม” ที่อาจมีนิวาสสถานอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี ด้วยนั้น พระองค์จึงอาจเคยเสด็จมาเมืองสุพรรณ เพื่อฉลองพระราชกุศลตามพระอารามสำคัญในเมืองนี้ ต่อประเด็นนี้ สมเด็จพระรูป กรมพระเทภามาศ จึงอาจเกี่ยวข้องกับ “วัดพระรูป” เช่น อาจเคยเสด็จมาประทับจำพรรษาหรือเป็นผู้อุปถัมภ์วัดด้วย “พระราชศรัทธา” ทั้งก่อน (เช่นการสร้างระฆังถวาย พ.ศ. ๒๒๔๒) หรือหลังการผนวชเป็นชี ก็เป็นได้

 

“ถ่ายรูปพงศาวดาร” ณ บ้านหูกวาง แขวงเมืองนครสวรรค์ จำลองเหตุการณ์เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพร รับสั่งให้นายผลไปเชิญเสด็จเจ้าแม่ผู้เฒ่า (กรมพระเทภามาศ) มาช่วยกู้สถานการณ์วิกฤติจากความพิโรธ

ของพระเจ้าเสือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แสดงเป็นเจ้าฟ้าเพชร (กลาง) กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ เป็นเจ้าฟ้าพร และและพระยาโบราณนุรักษณ์

(พร เดชะคุปต์) เป็นนายผล เมื่อคราวเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ แม้กิจกรรมนี้จะเป็นเพียงการจัดฉากถ่ายรูปเล่นกันสนุก ๆ ในหมู่เจ้านายในยุคแรกเริ่มของการใช้กล้องถ่ายรูป

หากแต่ก็สะท้อนการรับรู้เหตุการณ์นี้ที่ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารอยุธยาของชนชั้นนำไทยในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

ที่มาภาพ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร, ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม ๒ (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๖๓), ๑๗๙.

 

กรมหลวงโยธาทิพย์ กรมหลวงโยธาเทพ: สมเด็จพระรูปแห่งวัดพุทไธสวรรย์

          กรุงศรีอยุธยาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ นอกจากจะมีวัดดุสิตดารามซึ่งเป็นที่พำนักปฏิบัติธรรมของ “พระรูป” และบรรดา “รูปชี” โดยมี “กรมพระเทภามาศ” เป็นประธานในสำนักดังที่กล่าวแล้วช่วงเวลาเดียวกันยังมีวัดพุทไธสวรรย์ ที่เป็นอารามแห่ง “พระรูป” อีกสองรูป และ “เจ้าพระ” อีกหนึ่งรูป พระราชพงศาวดารบันทึกว่า กรมหลวงโยธาทิพ กรมหลวงโยธาเทพ และ ตรัษน้อย หรือพระราชสมภารโอรสในพระเพทราชาที่ประสูติแต่กรมหลวงโยธาเทพ ได้ผนวชตลอดพระชนม์ชีพ ณ วัดพุทไธสวรรย์ การที่เจ้านายทั้งสามเสด็จมาประทับอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ดูจะเกี่ยวข้องกับเหตุผลเรื่อง “เลี่ยงราชภัย” ดังจะกล่าวถึงต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของเอกสารฝ่ายไทย ผู้เขียนขอยึดความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับบริติชมิวเซียม เป็นแกนหลัก เพื่อให้ความสอดรับกับเรื่องเล่า “สมเด็จพระรูป กรมพระเทภามาศ” ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ และใช้พระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ และเอกสารฉบับอื่นประกอบ      

          ภูมิหลังของ กรมหลวงโยธาทิพ และ กรมหลวงโยธาเทพ พระอัครมเหสีฝ่ายขวา และพระอัครมเหสี   ฝ่ายซ้ายในพระเพทราชานั้น คือเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ปราสาททอง โดยพระองค์แรกเป็นพระราชภคินี (พี่สาว) ของพระนารายณ์ พระนามเดิมคือเจ้าฟ้าศรีสุวรรณ[57] ขณะที่องค์หลังเป็นพระราชธิดาของพระนารายณ์พระนามเดิมคือเจ้าฟ้าสุดาวดี ผู้ประสูติแต่พระกษัตรี พระอัครมเหสีผู้เป็นพระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์เอง[58] เจ้านายสตรีทั้งสองมีความใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากพระนารายณ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้รับสถาปนาเป็น “เจ้าทรงกรม” ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งน่าจะนับด้วยว่าเจ้านายสตรีทั้งสองควรได้รับการพิจารณาในฐานะสตรีสองพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นผู้ควบคุม “กรมเจ้า” ที่เป็นหน่วยการปกครอง

          เรื่องราวของ กรมหลวงโยธาทิพ และ กรมหลวงโยธาเทพ มักถูกเล่าขานควบคู่กันในฐานะเจ้านายสตรีผู้มีอิทธิพลสูงในราชสำนักมาแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับ กรมหลวงโยธาเทพที่ปรากฏในบันทึกชาวต่างชาติอยู่บ่อยครั้ง อาทิ บาทหลวง เดอ ชัวซีย์ (De Choisy) ทูตฝรั่งเศส ที่ระบุว่า ...พระนาง (กรมหลวงโยธาเทพ) มีที่ดิน รายได้ ไพร่ในสังกัด ทหาร และ ข้าราชบริพารของพระนางเอง ทั้งหมดไม่ขึ้นต่อพระเจ้าอยู่หัว...[59] แน่นอนว่าข้อสนเทศนี้ สะท้อนถึงอำนาจบารมีในฐานะ “เจ้าทรงกรรม” ขณะที่ เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ทูตฝรั่งเศสอีกคน ระบุว่า พระนางมีสิทธิ์ขาดสมบูรณ์ในการบริหารจัดการพระราชวังฝ่ายใน โดยทรงรับหน้าที่นี้สืบต่อจากพระราชมารดาที่สิ้นพระชนม์ไป ข้อมูลของ เดอ โชมองต์ อีกเช่นกันที่ระบุว่า กรมหลวงโยธาเทพ เสวยในที่เดียวและเวลาเดียวกับพระราชบิดา แต่บนโต๊ะที่แยกต่างหาก[60] น่าสนใจว่าความเป็นที่ใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ ตลอดจนการพระราชทานยศทางการปกครองระดับสูงชั้น “กรมหลวง” ดังกล่าว กลับเกิดขึ้นกับเจ้านายสตรี ทว่า ไม่ได้เกิดกับพระอนุชาของพระนารายณ์ที่แม้จะยังดำรงพระชนม์อยู่[61]   

 

รูปหล่อสำริดเจ้านายสตรีสมัยอยุธยา ในบางยุคสมัยเจ้านายสตรี มีบทบาทสูงในประวัติศาสตร์ ดังในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ต่อเนื่องราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทั้งนี้ หากพิจารณาจากเครื่องแต่งกาย

ตามความในกฎมณเฑียรบาล เจ้านายสตรีในรูปหล่อสำริดนี้จัดอยู่ในชั้นพระเจ้าหลานเธอ พระราชนัดดา ในพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ถึงชั้นพระอรรคมเหสี ด้วยไม่ได้สวมมงกฎยอดแหลม หรือฉลองพระบาท

ที่มาภาพ: ปรีดี พิศภูมิวิถี, สยามศึกษาในสายตาฝรั่งเศส (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๖๑), ๔๗.

 

          ประเด็นนี้ ภาวรรณ เรืองศิลป์ ตั้งข้อสังเกตว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีประวัติของการไม่ไว้วางพระทัยพระญาติที่เป็นบุรุษ เพื่อที่จะก้าวสู่บัลลังก์พระองค์ต้องโค่นล้มพระเชษฐาและพระปิตุลา และสังหารพระอนุชาที่เป็นกบฏเพื่อรักษาบัลลังก์ไว้ นี้เองที่อาจพออธิบายได้ว่าเหตุใดพระองค์จึงไม่ไว้วางใจพระอนุชาทั้งสอง[62] มิพักที่ควรกล่าวถึงความหวาดระแวงต่อขุนนางฝ่ายคุมกำลัง ที่ทำให้พระองค์ทรงแต่งตั้งขุนนางชาวต่างชาติผู้มีความรู้ความสามารถแต่ไร้ฐานอำนาจไว้ใกล้ตัว ดูเหมือนว่าพระนารายณ์จะสบายพระทัยกว่าเมื่ออยู่ในท่ามกลางเจ้านายสตรีฝ่ายใน ซึ่งหมายถึงพระกนิษฐากับพระราชธิดาและลูกเธอที่ทรงสิทธิธรรม และด้วยเหตุนี้เอง วิธีการดั้งเดิมและมีประสิทธิภาพที่สุดของพระเพทราชาที่จะเชื่อมโยงสิทธิธรรมกับราชวงศ์เดิมเมื่อปราบดาภิเษกแล้วก็คือ การอภิเษกสมรสกับทั้ง “กรมหลวงโยธาทิพ” และ “กรมหลวงโยธาเทพ” 

          กระนั้นก็ตาม ความในพระราชพงศาวดารดูจะชี้ชวนให้เห็นถึงภาวะขมขื่นของ “เจ้าสาวการเมือง” และเล่ห์เหลี่ยมของพระเพทราชากับความพยายามที่จะเสด็จเข้าไปปฏิพัทธ์กับเจ้านายสตรีทั้งสอง ความว่า

          ...อยู่มาวันหนึ่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจะไปเข้าที่ พระบรรทม ณ พระตำหนักตึกกรมหลวงโยธาทิพ ซึ่งตั้งไว้เป็นพระอัครมเหสี ฝ่ายขวา กรมหลวงโยธาทิพให้ทูลพระอาการว่าประชวรอยู่ จึ่งเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ตำหนักตึกกรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งตั้งไว้เป็นอรรคมเหสีฝ่ายซ้าย กรมหลวงโยธาเทพไม่ยอมตรัสตัดพ้อต่างๆ แล้วทรงพระแสงดาบพาดพระเพลาอยู่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จกลับมาพระราชมณเฑียร ทรงพระกรุณาให้หาหมอทำเสน่ห์ แลกรมหลวงโยธาเทพก็ให้คลั่งไคล้ไหลหลง ทรงพระกันแสงถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นกำลัง ครั้นเสด็จพระราชดำเนินไปครั้งหลังจึ่งยอม แลเสด็จไปเข้าที่พระบรรทม ณ ตำหนักตึกกรมหลวงโยธาทิพด้วย...[63]

          อย่างไรก็ตาม ชีวิตในฐานะอัครมเหสีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายในพระเพทราชาก็ไม่ได้ราบรื่น โดยเฉพาะการเผชิญปัญหาราชภัย พระราชพงศาวดารระบุว่า กรมหลวงโยธาทิพทรงมีพระราชโอรสที่ประสูติ แต่พระเพทราชานาม “เจ้าพระขวัน” (บางฉบับเรียก “เจ้าพระขวัญ”) ซึ่งน่าจะเป็นพระราชโอรสที่พระเพทราชาโปรดปรานมากองค์หนึ่ง เห็นได้จากเมื่อชันษาครบโสกันต์ ๑๓ พรรษา พระเพทราชาโปรดให้จัดพระราชพิธีโสกันต์เสมอด้วยพระเจ้าลูกหลวง ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ทั้งเสด็จออกรับพระเจ้าลูกเธอนั้นด้วยพระองค์เอง พระราชพิธีใช้เวลาถึง ๖ วัน หลังโสกันต์โปรดให้เจ้าพระขวัญ ฝึกหัดม้า ณ ท้องสนามหลวงหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิทุกวัน

          ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พระเพทราชาประชวรพระโรคกำเริบหนักใกล้สวรรคต และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (หลวงสรศักดิ์) เริ่มระแวงเจ้าพระขวัญ เหตุผลคือ ...ด้วยเห็นข้าไทมาก คนทั้งปวงยินดีนับถือมาก นานไปภายหน้าจะเป็นศัตรูราชสมบัติ...[64] ดังนั้น เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม กรมพระราชวังบวรสถานมงคล    ทรงสั่งการลับมอบหมายให้พระโอรส ๒ พระองค์คือ เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพร ออกอุบายลวงเจ้าพระขวันไปสังหารสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ เอาพระศพไปฝังเสีย ณ วัดโคกพญา ครั้นความทราบถึง กรมหลวงโยธาทิพทรงเสียพระทัยยิ่งนัก เสด็จเข้าเฝ้าพระเพทราชาขณะประชวรหนักใกล้สวรรคต เมื่อทรงทราบเหตุ พระเพทราชาพิโรธ กรมพระราชวังบวรฯ ถึงกับถอนพระบรมราชโองการมอบราชสมบัติเปลี่ยนให้ “เจ้าพระพิไชยสุรินทร์” พระราชนัดดาเสวยราชย์แทน แต่หลังจากพระเพทสวรรคต เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ หวาดกลัวต้องถวายคืนพระราชสมบัติ กรมพระราชวังบวรฯ ได้ขึ้นครองราชย์เป็น “พระเจ้าเสือ”[65]

          จะเห็นได้ว่าปีทิวงคตของ “เจ้าพระขวัน” เป็นศักราชสวรรคตของพระเพทราชา กรมหลวงโยธาทิพ ได้สูญเสียทั้งพระราชโอรสและพระราชสวามี ใน พ.ศ. ๒๒๔๖ ในขณะที่ กรมหลวงโยธาเทพ ก็ทรงได้ให้กำเนิดพระราชโอรสในพระเพทราชานามว่า “ตรัษน้อย” (บางฉบับเรียก “ตรัสน้อย”) ซึ่งทรงพระเยาว์กว่า เจ้าพระขวัน เจ้านายทั้ง ๓ พระองค์ยังคงประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังอยู่อีกถึง ๓ ปีหลังจากพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์ ทั้งน่าจะเป็นการดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางความเสี่ยงของ “ราชภัย” จวบจนกระทั่ง เมื่อสมเด็จพระอัครมเหสีเดิมในพระเพทราชา ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกไปตั้งพระตำหนักที่เป็นพระตำหนักเจ้าแม่พระนมเอกพระนารายณ์ ใกล้พระอารามวัดดุสิตตามที่กล่าวมาแล้ว ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน   ...สมเด็จพระอัครมเหสีซ้ายพระอัครมเหสีขวาแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศ (พระเพทราชา-ผู้เขียน) ... ก็ทูลลาพระเจ้าแผ่นดินแล้วเอาพระราชบุตรซึ่งทรงพระนาม ตรัษน้อย นั้น ออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ใกล้พระอารามวัดพุทไทยสวรรค์...[66]

          สำหรับคำถามที่ว่า กรมหลวงโยธาทิพ และ กรมหลวงโยธาเทพ ทรงผนวชพระรูปชีเมื่อใดนั้น มีความเป็นไปได้ว่า นับแต่เสด็จออกไปพำนัก ณ ตำหนักใกล้วัดพุทไธสวรรย์ การผนวชก็น่าจะเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน คือราว พ.ศ. ๒๒๔๙ ทั้งนี้ มีข้อมูลระบุว่าเมื่อคราวที่ กรมหลวงโยธาทิพ สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๒๒๕๙ ครั้งนั้น พระองค์ก็ปรากฏฐานานุศักดิ์ ที่ “เจ้าพระอัยกีกรมหลวงโยธาทิพ[67] แล้ว โดยคำว่า “เจ้าพระอัยกี” ชี้ชวนให้เห็นถึงความเป็นนักบวชหญิง หรือ “พระรูป” นั่นเอง นอกจากนี้ อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือเหตุใด กรมหลวงโยธาทิพ กรมหลวงโยธาเทพ จึงทรงเลือกตั้งพระตำหนักใกล้กับวัดพุทไธสวรรย์ ประเด็นนี้อาจสัมพันธ์กับมิติด้านการเมืองของราชสำนักอยุธยา และเครือข่ายชุมชนที่เป็นฐานอำนาจของเจ้านายราชวงศ์บ้านพลูหลวงสายสมเด็จพระนารายณ์

          วัดพุทไธสวรรย์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ ซึ่งแต่เดิมเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้ง  พระตำหนักเวียงเหล็ก ที่ประทับชั่วคราวของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ก่อนที่พระราชวังหลวงจะสร้างเสร็จสมบูรณ์[68] อย่างไรก็ตาม ในงานศึกษาของ พิริยะ ไกรฤกษ์ ที่วิเคราะห์กำหนดอายุเวลาใหม่ ชี้ให้เห็นว่า วัดพุทไธสวรรย์ น่าจะเพิ่งสถาปนาขึ้นในรัชสมัยพระนารายณ์ ที่โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลและเป็นที่ระลึกแก่พระมเหสีของพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อราว พ.ศ. ๒๒๓๐ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ต่อมาวัดพุทไธสวรรย์ดูจะมีความสำคัญมากขึ้นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ดังมีปรากฏในบันทึกคณะทูตชาวสิงหลจากลังกาที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา ระบุว่าพวกเขาได้ไปนมัสการและประกอบศาสนพิธีที่วัดแห่งนี้ตามพระราชบัญชาของกษัตริย์[69]

          ต่อประเด็นนี้ หากว่าวัดพุทไธสวรรย์สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมเหสีสมเด็จพระนารายณ์ที่สิ้นพระชนม์ ก็ย่อมหมายถึงเป็นวัดที่พระราชบิดาของกรมหลวงโยธาเทพ สร้างอุทิศแด่พระราชมารดา นี้เองอาจเป็นคำตอบที่ว่าเหตุใดเจ้านายทั้งสามจึงเลือกเสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักใกล้วัดพุทไธสวรรย์ สิ่งสำคัญยังน่าจะด้วยเพราะชุมชนละแวกพระอารามยังน่าจะเป็นพระญาติวงศ์และครอบครัวข้าไทในสังกัดที่ยังจงรักภักดีในเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระนาราย์ บรรดาข้าวัด โยมสงฆ์ของชุมชนน่าจะเป็นเกราะคุ้มภัยในการรักษาชีวิตพระราชโอรส “ตรัษน้อย” มิให้ราชภัยมาแผ้วพานดังกรณี “เจ้าพระขวัน” (เจ้าพระขวัญ) ที่เคยเกิดขึ้น อีกทั้งการพำนัก ณ ตำหนักใกล้วัดพุทธไธสวรรย์ ยังทำให้กรมหลวงโยธาเทพทรงจัดการ “มหามงคลพิธีโสกันต์พระราชบุตร” ตามแบบโบราณราชประเพณีให้แก่เจ้าฟ้าตรัษน้อยได้อย่างสมพระเกียรติ[70] โดยมิต้องทรงระแวงราชภัยมากนัก

          นอกจากนี้ วัดพุทไธสวรรย์ ยังเป็นสำนักของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระเถระผู้ใหญ่ที่พระเพทราชาทรงให้ความเคารพนับถือ ทุกวันนี้ที่วัดพุทไธสวรรย์ยังมีปรากฏอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น อยู่หลังหนึ่งเรียกว่า “ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์” สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเพทราชา[71] พระราชโอรส “ตรัษน้อย” ได้ผนวชเป็นสามเณรในสำนักพระพุทธโฆษาจารย์ ทรงเล่าเรียนทั้งพระปริยัติธรรมและไสยศาสตร์ต่าง ๆ จนพระชันษาได้ ๑๘ ปีจึงลาผนวชมาศึกษาวิชาการรบ ได้ศึกษาภาษาต่าง ๆ ทั้งภาษาแขก ฝรั่ง เขมร ยวน พม่า มอญ จีน ตลอดจนการปกครอง โหราศาสตร์ การแพทย์ และเมื่อพระชันษาครบอุปสมบทจึงได้ผนวชเป็นพระภิกษุ[72] มีสถานะเป็น “เจ้าพระ” ในสำนักพระพุทธโฆษาจารย์ต่อมา ทั้งนี้ “เจ้าพระเจ้าฟ้าตรัษน้อย” ดูเหมือนจำต้องระแวดระวังองค์ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในราชสำนักตลอดพระชนม์ชีพ จดหมายเหตุฝรั่งเศสระบุว่า เจ้าพระเจ้าฟ้าตรัษน้อย สิ้นพระชนม์เมื่อราว พ.ศ. ๒๒๘๓ ในช่วงกลางรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[73]

          สำหรับ กรมหลวงโยธาเทพ เช่นกันที่พระองค์น่าจะทรงผนวชเป็นพระรูปชี นับแต่เสด็จออกไปพำนัก ณ ตำหนักใกล้วัดพุทไธสวรรย์ เจ้านายพระองค์นี้มีพระชนม์ยืนยาว ดำรงพระชนชีพต่อมาถึง พ.ศ. ๒๒๗๘ จึงสิ้นพระชนม์ ครั้งนั้นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้ตั้งการพระบรมศพจัดพระเมรุมาศใหญ่สมพระเกียรติ ดังปรากฏใน จดหมายการพระบรมศพ สมเด็จพระรูป วัดพุทไธสวรรย์ กรุงเก่า[74] ทั้งนี้ อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าบางช่วงเวลาที่การเมืองในราชสำนักมีความสงบนิ่งมากขึ้น ดังในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ (พ.ศ. ๒๒๕๑-๒๒๗๕) อาจเป็นได้ที่ สมเด็จพระรูปกรมหลวงโยธาเทพ และ เจ้าพระเจ้าฟ้าตรัษน้อย จะทรงมีอิสระมากขึ้นด้วยเช่นกัน เป็นต้นว่าโอกาสการได้เสด็จไปจาริกแสวงบุญ ณ จาริกสถาน ยังหัวเมืองต่าง ๆ

          ข้อสนเทศหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การพบสมญาพระนาม “สมเด็จพระรูป” ในจารึกวัดพระบรมธาตุเมืองชัยนาท พ.ศ. ๒๒๖๐ จารึกนี้เล่าเหตุการณ์การปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลง “พระบรมธาตุเมืองชัยนาท” และกำแพงแก้วในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ครั้งนั้น พระมหาพุทธสร เจ้าอธิการวัดป่าข้าวเปลือก เมืองชัยนาท เป็นต้นคิดและทำการรวบรวมคณะสงฆ์ในเมือง สัปบุรุษ พ่อค้า และชาวบ้าน โดยได้ “เข้านมัสการพระทิพมนต์” หรือ “สมเด็จเจ้าพระทิพมนต์” แจ้งข่าวเรื่องนี้ พระทิพพมนต์สั่งการให้ช่างดีบุกที่เป็นพระสงฆ์ พร้อมทั้งดีบุกหนัก ๒๐ หาบ เดินทางขึ้นมาหุ้มพระบรมธาตุ ระหว่างการปฏิสังขรณ์พระทิพพมนต์เดินทางจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาปิดทองพระบรมธาตุ เจดีย์ และพระปรางค์เล็กในปี ๒๒๖๐ ด้วย การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ได้เรี่ยไรทุนทรัพย์จากชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ทั้งในเมืองชัยนาทและต่างเมือง พ่อค้าชาวเรือจำนวนมาก[75]            

          หลังจากการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นใน พ.ศ. ๒๒๖๑ พระทิพมนต์พร้อมด้วยสมเด็จพระรูปขึ้นมาสมโภชฉลองพระบรมธาตุด้วย[76] ดังข้อความในจารึกว่า ...วัน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีจอสัมฤทธิศก (พ.ศ.๒๒๖๑) พระทิพมนตร์ขึ้นมาสมโภชพระบรมธาตุหัวเมืองชัยนาท แล สมเด็จพระรูปขึ้นมาสมโภชฉลองด้วย...[77] ดังที่กล่าวมา ด้วยห้วงเวลาแห่งพระชนม์ชีพที่สัมพันธ์ได้กับห้วงเวลางานสมโภชพระบรมธาตุ ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ “สมเด็จเจ้าพระทิพมนต์” จะเป็น “เจ้าพระเจ้าฟ้าตรัษน้อย” (“ทิพมนต์” อาจเป็นฉายาทางธรรม) และ “สมเด็จพระรูป” ก็คือ “สมเด็จพระรูป กรมหลวงโยธาเทพ” และบนตรรกะเดียวกันของโอกาสการเดินทางมาจาริกแสวงบุญ “สมเด็จพระรูป กรมหลวงโยธาเทพ” ครั้งหนึ่งก็อาจเคยเสด็จมายังวัดพระรูปเมืองสุพรรณบุรี ในฐานะพระบรมวงศ์อาวุโสของราชวงศ์บ้านพลูหลวง อันเป็นต้นทางที่มาของชื่อ “วัดพระรูป” ก็เป็นได้

 

เอกสารอ้างอิง

[1] คำว่า “การเมืองไทยในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง” ผู้เขียนตั้งใจหยิบใช้โดยล้อกับ “การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (๒๕๒๓).  

[2] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม), (กรุงเทพมหานคร: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒), ๒๒๔.

[3] เรื่องเดียวกัน, ๒๓๙.

[4] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓ (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)) (กรุงเทพมหานคร: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒), ๔๑๓.

[5] กำพล จำปาพันธ์, อยุธยา จากสังคมเมืองท่านานาชาติสู่มรดกโลก (กรุงเทพมหานคร: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๙), ๒๓๔.

[6] นิธิ เอียวศรีวงศ์, ปากไก่และใบเรือ รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์ (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน, พิมพ์ครั้งที่ ๔ เพิ่มเติมบทความ ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา, ๒๕๕๕), ๓๘๙.

[7] ใน พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ที่เขียนขึ้นสมัย พระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) ระบุราชทินนามและศักดินา ตำแหน่ง สมุหพระคชบาลจางวางขวา ที่ พระเพทราชาธิบดีศรีสุริยาภิชาติสุริยวงษองคสมุหะพระคชบาลจางวางขวา นา ๕,๐๐๐ ดู เรื่องกฎหมายตราสามดวง (กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร, ๒๕๒๑), ๑๒๘. ทั้งนี้ อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าการแบ่งตำแหน่งใน กรมพระคชบาล (กรมช้าง) ออกเป็นจางวาง “ซ้าย” “ขวา” อาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลช้างในท้องที่หัวเมืองโดยเอาราชธานีเป็นศูนย์กลาง ซึ่งกรณีเมืองสุพรรณบุรี คือ “ขวา” ของกรุงศรีอยุธยา ก็เป็นได้ เฉกเช่นเดียวกับการแบ่งกรมท่าซ้าย กรมท่าขวา ในอดีต.  

[8] วารุณี โอสถารมย์, เมืองสุพรรณบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘-ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), ๑๘๒.

[9] ดูรายละเอียดประเด็นนี้ใน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, สมเด็จพระเพทราชา เชื้อวงศ์บ้านพลูหลวง, https://www.matichonweekly.com/special-report/article_๑๐๖๖๘๒, เข้าถึงเมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕

[10] ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องฯ ตอน ชิงอำนาจการเมืองพระเพทราชา “บ้านพลูหลวง”, YouTube, เผยแพร่เมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓.  

[11] นพดล ปาละประเสริฐ, พระราชวัง ๓ แคว้น (กรุงเทพมหานคร: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๗), ๘๑.

[12] เสมียนอัคนี, พระเพทราชา กับตำนาน “ชายนอนหลับ” ชื่อ “สิงห์” และ “เสลี่ยง” วัดกุฎีทอง สุพรรณบุรี, https://www.silpa-mag.com/history/article_๑๖๗๙๗, เข้าถึงเมื่อ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕.

[13] วารุณี โอสถารมย์, “เรื่องเล่าเมืองสุพรรณกับการสร้างภาพลักษณ์ตัวตนท้องถิ่น,” ใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, บรรณาธิการ, สายธารแห่งอดีต (กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐), ๓๕๐.

[14] ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องฯ ตอน ชิงอำนาจการเมืองพระเพทราชา “บ้านพลูหลวง”, YouTube, เผยแพร่เมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓. 

[15] นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์, พิมพ์ครั้งที่ ๘ (กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๕๗), ๒๖-๒๗.

[16] มักมีกล่าวในเชิงเปรียบเปรยกับปัจจุบันว่า “กรมช้าง” ก็คือ “กรมรถถัง” ซึ่งเป็นขุมกำลังในการปฏิวัติ.

[17] นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์, (กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๕๗), ๕๑.

[18] อาจกล่าวได้ว่าในช่วงปลายอยุธยา กรมที่ทำหน้าที่ควบคุมกำลังคนแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ “กรมเจ้า” กับ “กรมขุนนาง” ซึ่งมีความแตกต่างกันคืออำนาจการบริหาร เพราะกรมเจ้าจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดดุลอำนาจในการควบคุมกำลังคนเท่านั้น ขณะที่กรมขุนนางมีหน้าที่ทั้งควบคุมกำลังคนและบริหารราชการแผ่นดินด้วย หากพิจารณาโดยง่าย กรมขุนนางก็คือทำเนียบตำแหน่งที่ปรากฏอยู่ใน พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน และพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง ที่เขียนขึ้นสมัยพระบรมไตรโลกนาถ กรมขุนนางขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดี ตัวอย่างเช่น กรมพระกลาโหม กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง กรมนา กรมพระสุรัสวดี ฯลฯ กรมขนาดย่อยลงมา เช่น กรมพระคชบาลขึ้นกับกรมพระกลาโหม กรมภูษามาลาขึ้นกับกรมวัง กรมฉาง ขึ้นกับกรมนา กรมกองตระเวนขวาซ้ายขึ้นกับกรมเวียง ดู รายละเอียดใน ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล, อยู่อย่างไพร่ ระบบพื้นฐานในสังคมไทยสมัยจารีต (กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์, ๒๕๔๓).

[19] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ (กรุงเทพมหานคร: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๘), ๖๗-๖๘.

[20] บุษกร กาญจนจารี, “ปัญหาการควบคุมกำลังคนและแง่หนึ่งของการเมือง เศรษฐกิจ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย,” เปลวไฟเลื่อมลายนาค: รวมบทอ่านคัดสรรประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๔), ๑๔.

[21] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อยุธยา ประวัติศาสตร์และการเมือง, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๔๓), ๘๐.    

[22] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒, (กรุงเทพมหานคร: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๘), ๑๐๙-๑๑๐.

[23] คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์คลังวิทยา, ๒๕๑๕), ๑๔๒.

[24] นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา และ ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, สาส์นสมเด็จ เล่ม ๑๗ (กรุงเทพมหานคร: องค์การค้าคุรุสภา, ๒๕๑๗), ๔๖-๔๗.  

[25] Busakorn Lailart, The Ban Phlu Luang Dynasty 1688-1767: A Study of Thai Monarchy During the Closing Year of the Ayuthaya Period (Ph. D. Thesis, Graduate School, University of London, 1972), pp 189-191.  

[26] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับบริติชมิวเซียม, ๒๕๔๒), ๒๘๘.

[27] เรื่องเดียวกัน, ๒๙๓.

[28] บุษกร กาญจนจารี, “ปัญหาการควบคุมกำลังคนและแง่หนึ่งของการเมือง เศรษฐกิจ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย,” ใน เปลวไฟเลื่อมลายนาค: รวมบทอ่านคัดสรรประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๔), ๑๖-๑๗. ทั้งนี้ จุดพลิกผันในการช่วงชิงอำนาจในหมู่พระราชโอรสทั้ง ๒ ฝ่ายของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ยังอยู่ที่เหตุการณ์ที่ กรมขุนเสนาพิทักษ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ต้องพระราชอาญาถูกถอดเป็นไพร่และสิ้นพระชนม์ด้วยการถูกโบยเมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๘ ซึ่งเป็นช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หลังจากนั้น กรมขุนเทพพิพิธ ได้ร่วมมือกับ พระคลัง สมุหนายก และ สมุหกลาโหมสนับสนุนกรมขุนพรพินิต พระราชโอรสพระองค์เล็กและกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสนอให้ ทรงสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ใน พ.ศ. ๒๓๐๐ พร้อมกับให้กรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระเชษฐาทรงผนวชเสีย กรมขุนพรพินิต ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร พร้อมกับสำเร็จโทษ “เจ้าสามกรม” ซึ่งไม่ยอมรับกษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่แล้วพระเจ้าอุทุมพรกลับหลีกทางสละราชสมบัติให้พระเชษฐาได้ขึ้นเป็นพระเจ้าเอกทัศน์ และพระองค์ตัดสินใจออกผนวช (เป็นที่มาของคำเรียก “ขุนหลวงหาวัด”) แม้จะมีความพยายามจากฝ่ายขุนนางทั้งสมุหนายก เจ้าพระยายมราช พระยาเพชรบุรี และกรมหมื่นเทพพิพิธ ที่จะหนุนให้กรมหมื่นพรพินิตลาผนวชมาครองราชย์ดังเดิม แต่กรมขุนพรพินิตกลับระแวงคนเหล่านี้ ทรงกราบบังคมทูลพระเจ้าเอกทัศน์ถึงแผนการทั้งหมด จนในที่สุดกรมหมื่นเทพพิพิธถูกเนรเทศไปลังกา พร้อมกับการกวาดล้างครั้งสุดท้ายในราชสำนักอยุธยา ดูรายละเอียดประเด็นนี้ใน Busakorn Lailart, The Ban Phlu Luang Dynasty 1688-1767: A Study of Thai Monarchy During the Closing Year of the Ayuthaya Period (Ph. D. Thesis, Graduate School, University of London, 1972). 

[29] ดูรายละเอียดประเด็นนี้ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์, “กรุงแตก ราชอาณาจักรอยุธยาสลายตัว,” ใน กรุงแตก พระเจ้าตากและประวัติศาสตร์ไทย (กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๔๓), ๕๘-๑๐๙.

[30] ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๐), ๑๗๑-๑๗๒.

[31] วารุณี โอสถารมย์, เมืองสุพรรณบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘-ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), ๑๗๕-๑๘๔.  

[32] คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์คลังวิทยา, ๒๕๑๕), ๑๐๙.

[33] วารุณี โอสถารมย์, เมืองสุพรรณบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘-ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕, ๑๘๑-๑๘๒.

[34] เรื่องเดียวกัน, ๑๘๓.

[35] เรื่องเดียวกัน, ๑๘๓.

[36] สุนทรภู่, นิราศเมืองสุพรรณ ฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพมหานคร: สโมสรสุนทรภู่, ๒๕๐๙), ๔๗.

[37] รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “ความเป็นมาของวัดพระรูปจากคำว่า “พระรูป”,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๔ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓), ๕๐.

[38] แม้สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐ สุพรรณบุรีจะอยู่บนเส้นทางทัพพม่าผ่าน หากแต่ก็ไม่ได้ถูกทำลายแต่อย่างใด เมืองสุพรรณอาจไม่บอบซ้ำมากนัก ด้วยเจ้าเมืองยอมเข้ากับฝ่ายพม่า ถึงกับมีบันทึกฝ่ายพม่าว่าเจ้าเมืองสุพรรณบุรีอาสาพม่ารบกับทัพอยุธยาอย่างแข็งขันจนตัวตาย วัดพระรูปซึ่งเป็นวัดสำคัญของเมืองจึงไม่น่าจะถึงขั้นเสื่อมโทรมจนเป็นวัดร้าง.

[39] พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๒๖), ๕๗๐.

[40] ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๐), ๑๐๗.

[41] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒, (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ๒๕๔๒), ๒๖๙.

[42] ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ, ราชสกุลจักรีวงศ์และราชสกุลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ฉบับแก้ไขใหม่), พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร: บรรณกิจ ๑๙๙๑, ๒๕๔๔), ๒๙.

[43] รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “ความเป็นมาของวัดพระรูปจากคำว่า “พระรูป”,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๔ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓), ๕๑-๕๓.

[44] ลา ลูแบร์, ซีมอง เดอ, จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร (พระนคร: ก้าวหน้า, ๒๕๑๐).

[45] เรื่องราวสตรีผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งที่มีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ คือ “เจ้าแม่วัดดุสิต” พระนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์ ผู้เป็นมารดา เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) กับ เจ้าพระยาโกษา (ปาน) บนความเชื่อมโยงนี้ เจ้าแม่วัดดุสิต ย่อมเป็นบุคคลร่วมสมัยและรู้จักคุ้นเคยกับ พระราชมารดาในพระเพทราชา ผู้เป็นพระนมโท ทั้งนี้ เจ้าแม่วัดดุสิตผู้นี้ เป็นที่เคารพรักใคร่ในสมเด็จพระนารายณ์เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มอำนาจของพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) ในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกับเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ ในช่วงปลายรัชกาลพระนารายณ์ กระทั่งกล่าวได้ว่า เจ้าแม่ วัดดุสิตผู้นี้น่าจะอยู่ในกลุ่มอำนาจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเมื่อสิ้นสุดรัชสมัยพระนารายณ์ให้ผู้นำสายวงศ์บ้านพลูหลวงปฏิบัติการยึดอำนาจสถาปนาราชวงศ์ใหม่ ทั้งนี้ เจ้าแม่วัดดุสิต ยังมีข้อวิเคราะห์ถึงสถานะความเป็น “เจ้า” ของท่านอีกด้วย กล่าวคือ เจ้าแม่วัดดุสิตอาจมีสถานะเป็น “หม่อมเจ้า” โดยเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเอกาทศรถ บ้างว่าชื่อ หม่อมเจ้าหญิงอำไพ บางกระแสว่าชื่อหม่อมเจ้าหญิงบัว อย่างไรก็ตาม เราอาจตัดความเป็นไปได้ที่เจ้าแม่วัดดุสิตอาจเป็น “เจ้าแม่” ผู้มี “พระราชศรัทธา” ในการสร้างระฆังวัดพระรูป ด้วยมีปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุของ เอ็งเงิลแบร์ท เค็มพ์เฟอร์ หรือ หมอแกมป์เฟอร์ นายแพทย์ชาวเยอรมนีที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินพระเพทราชา มีการบันทึกเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๓ ไว้ว่า มารดาของโกษาปานนั้นได้ทำศพแล้วเสร็จเมื่อ ๑๕ เดือนก่อน (คือราวเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๒๓๒) (ดู https://th.wikipedia.org/wiki/เจ้าแม่วัดดุสิต) ข้อสนเทศนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าแม่วัดดุสิตน่าจะสิ้นชีวิตในช่วงต้นรัชกาลแผ่นดินพระเพทราชา ซึ่งห่างจากห้วงเวลาที่ปรากฏในจารึกการสร้างระฆังวัดพระรูปคือ พ.ศ. ๒๒๔๒ มากพอสมควร. 

[46] มีเนื้อความเดียวกับ พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน.

[47] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาส่วนใหญ่ อาทิ พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารฉบับพระพนรัตน์ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ใช้คำว่า “กรมพระเทพามาตย์”           อนึ่ง คำว่า “มาตย์” “มาตุ” ย่อมชี้ชวนถึงความหมายว่า “แม่” “มารดา” ต่อประเด็นนี้ “กรมพระเทพามาตย์” จึงอาจเป็นคำเรียก “พระพันปี” ในสมัยอยุธยา.

[48] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓ (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)), ๔๑๒.

[49] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ๒๕๔๒), ๒๔๐.

[50] เรื่องเดียวกัน, ๒๖๙.

[51] เรื่องเดียวกัน, ๒๘๒.

[52] เรื่องเดียวกัน, ๒๖๔-๒๖๕. 

[53] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓ (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)), ๔๒๗

[54] เรื่องเดียวกัน, ๔๒๘.

[55] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ๒๕๔๒), ๒๗๓-๒๗๔.

[56] เรื่องเดียวกัน, ๒๗๕.

[57] เรื่องเดียวกัน, ๒๔๐.

[58] ภาวรรณ เรืองศิลป์ เขียน, สุรเชษฐ์ สุขลาภกิจ แปล, “กรมหลวงโยธาเทพ: พระราชธิดาสมเด็จพระนารายณ์ กับเล่ห์เพทุบายในราชสำนักอยุธยา,” วารสารประวัติศาสตร์, ปีที่ ๔๒ (มกราคม-ธันวาคม ๒๕๖๔) ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๔๘.

[59] เรื่องเดียวกัน, ๔๙.

[60] เรื่งเดียวกัน, ๕๒.

[61] เรื่องเดียวกัน, ๔๙.

[62] เรื่องเดียวกัน, ๕๔.

[63] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ๒๕๔๒), ๒๔๑.

[64] เรื่องเดียวกัน, ๒๖๕

[65] เรื่องเดียวกัน, ๒๖๖.

[66] เรื่องเดียวกัน, ๒๖๙.

[67] เรื่องเดียวกัน, ๒๘๕.

[68] กำพล จำปาพันธ์, อยุธยา จากสังคมเมืองท่านานาชาติสู่มรดกโลก (กรุงเทพมหานคร: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๙), ๒๐๒.

[69] พิริยะ ไกรฤกษ์, ศิลปะสุโขทัยและอยุธยา ภาพลักษณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลง (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๔๕), ๑๒๑-๑๒๒.

[70] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ๒๕๔๒), ๒๖๙.

[71] กำพล จำปาพันธ์, อยุธยา จากสังคมเมืองท่านานาชาติสู่มรดกโลก (กรุงเทพมหานคร: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๙), ๒๐๓.

[72] เรื่องเดียวกัน, ๒๗๐.

[73] วีระ ธีรภัทร, “เรื่องเก่าเอามาเล่าอีก เวย์แบ็กแมชชีน,” กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑.

[74] ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๐).

[75] ดู จากรึกพระบรมธาตุวัดมหาธาตุชัยนาท ในฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย.

[76] เกี่ยวกับ “พระรูป” องค์นี้ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ได้บันทึกไว้ใน จดหมายเหตุระยะทางเสด็จประพาสลำแม่น้ำน้อยและลำแม่น้ำใหญ่ มณฑลกรุงเก่าและมณฑลนครสวรรค์ ถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ตอนหนึ่งว่า ...สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ 5) ทรงกล่าวว่า ...มีสมเด็จพระรูปเสด็จขึ้นไปในการฉลองคำนวณดูตกอยู่ในแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ สมเด็จพระรูปนั้นคงจะเป็นกรมพระเทพามาตย์ พระอัครมเหสีกลางแผ่นดินพระเพทราชาซึ่งทรงผนวชเป็นรูปชีอยู่วัดดุสิต นี่เห็นจะเป็นตัวอย่างให้เกิด สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารีขึ้นที่กรุงเทพฯ ... ทั้งยังทรงกล่าวต่อด้วยว่าพระรูปองค์นั้น (ที่สันนิษฐานว่า คือ กรมพระเทพามาตย์) ได้หล่อระฆังใบหนึ่งไว้ด้วยความว่า ...มีระฆังใบหนึ่งหล่อเมื่อ พ.ศ. 2270 เสียงไม่เพราะ... ทั้งนี้ จะพบว่าข้อสันนิษฐานเรื่อง “สมเด็จพระรูป” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ พระยาโบราณราชธานินทร์บันทึกไว้นั้นมีความคลาดเคลื่อน แท้จริงแล้ว “สมเด็จพระรูป” องค์ดังกล่าวจึงควรเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ ดูรายละเอียดใน พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์). จดหมายเหตุระยะทางเสด็จประพาสลำแม่น้ำน้อยและลำแม่น้ำใหญ่ มณฑลกรุงเก่าและมณฑลนครสวรรค์ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางพูน อารยะกุล ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส 18 มีนาคม 2504 (พระนคร: ห้างหุ้นส่วนบุญส่งการพิมพ์, 2504), 33.

[77] ดู จากรึกพระบรมธาตุวัดมหาธาตุชัยนาท ในฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย.

 

สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ เจ้าเมืองสุพรรณบุรี อาสาพม่ารบจนตัวตาย 
            สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๓๑๐ เมืองสุพรรณบุรียังคงอยู่บนเส้นทางเดินทัพพม่าและเป็นเมืองหน้าด่านรับศึกทางด้านตะวันตก ทัพพม่ามีแม่ทัพใหญ่คือ “มหานรธา” คุมทัพฝ่ายใต้มี “เนเมียวสีหบดี” คุมทัพฝ่ายเหนือ หลักฐานจาก “พงศาวดารราชวงศ์คองบอง” กล่าวถึงการยอมสวามิภักดิ์ของเจ้าเมืองต่างๆ เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ฯลฯ กรณีเมืองสุพรรณบุรี มีระบุว่าเจ้าเมืองสุพรรณบุรียอมอ่อนน้อมเช่นเดียวกับเจ้าเมืองราชบุรี ทัพพม่าจึงเข้าเมืองสุพรรณบุรีโดยสะดวก ไพร่พลจากเมืองสุพรรณบุรียังเป็น ๑ ใน ๗ เมืองด้านตะวันตกของอยุธยาที่ถูกเกณฑ์เข้าไปตีกรุงศรีอยุธยา[1] หลักฐานพม่ายังกล่าวถึงเจ้าเมืองสุพรรณบุรีผู้ยอมถือน้ำสาบานรับใช้พม่าและเสียชีวิตจากการรบบนหลังช้างในคราวสู้กับ “พระยาตาน” (Than) แม่ทัพฝ่ายอยุธยาใกล้กับเจดีย์ภูเขาทอง[2] ถึงกับ เนเมียวสีหบดี ได้กล่าวยกย่องสรรเสริญความกล้าหาญของเจ้าเมืองสุพรรณบุรีแก่บรรดาแม่ทัพนายกองพม่า[3]

 

หลักฐานจากฝ่ายพม่า ในงานศึกษาของอาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ กับการเปิดทัศนะมุมมองใหม่ที่ข้ามพ้นกรอบชาตินิยม เช่น เรื่องเจ้าเมืองสุพรรณอาสาพม่ารบกับทัพกรุงศรีอยุธยาจนตัวตาย

 

เอกสารอ้างอิง
[1] ดูรายละเอียดใน สุเนตร ชุตินทรานนท์, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๙, พิมพ์ครั้งที่ ๙), ๔๑ - ๔๒.
[2] เรื่องเดียวกัน, ๖๐.
[3] Hassi S Thanongsak#HBM, วาระสุดท้ายอาณาจักรอยุธยา โดย อ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ & อ.วีระ ธีรภัทร, YouTube, เผยแพร่เมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๑.

 

 

สมัยธนบุรี - ต้นรัตนโกสินทร์ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔)

สมัยธนบุรี - ต้นรัตนโกสินทร์ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔)

          เมืองสุพรรณบุรียุคหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น อยู่ในฐานะ “รกร้างร่วงโรย” เฉกเช่นเดียวกับหัวเมืองท้องถิ่นหลายแห่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กว่าที่บ้านเมืองจะฟื้นคืนกลับมาได้ดังเดิม   ก็ล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม นโยบายกวาดต้อนเทครัวลาวที่มีมาแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและจะชัดเจนที่สุดเมื่อครั้งสงครามปราบเจ้าอนุวงศ์ พ.ศ. ๒๓๗๐ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของประชากรบริเวณลุ่มแม่น้ำสุพรรณบุรี ทั้งมีส่วนต่อการฟื้นฟูบ้านเมือง ช่วงเวลาเดียวกันนี้ การขยายอิทธิพลของอำนาจกรุงเทพฯ ต่อท้องถิ่นหัวเมืองเกิดขึ้นทีละน้อย ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ผ่านตัวแทนทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มคนจีน ที่เริ่มขยับขยายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในหัวเมืองตอนใน ดังกรณีเมืองสุพรรณที่เป็นตัวอย่างชัดเจน       

          ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ตามประวัติความเป็นมาของวัดพระรูป มีมุขปาฐะเล่ากันสืบมาว่า วัดพระรูปมีพระภิกษุสงฆ์ที่สำคัญรูปหนึ่ง ไม่ทราบประวัติที่แน่ชัดของท่าน แต่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “สมเด็จพระเจ้าง่อย” เนื่องจากท่านเป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นพระบวชใหม่มาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวเสียกรุงแก่พม่าท่านเป็นง่อย เวลาเดินทางต้องมีคนหาม ท่านช่วยทำให้วัดพระรูปมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา กล่าวกันว่า ในยุคนี้ วัดพระรูปมีกุฏิสงฆ์เป็นอาคารตึกสองชั้น อุโบสถตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังงดงาม และเคยมีเสลี่ยงคานหามของสมเด็จด้วย ในปัจจุบันภายในวัดพระรูปยังคงปรากฏหลักฐานอยู่ อาทิ ธรรมาสน์บุษบก คัมภีร์ใบลานที่มีจารึกระบุปีจุลศักราช ๑๑๓๑ (พ.ศ. ๒๓๑๒) 

เมืองสุพรรณหลังสงครามคราวเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐

          สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ ก่อให้เกิดความสูญเสียยิ่งกว่าครั้งใด ๆ นอกจาก กรุงศรีอยุธยาที่ถูกทำลายแล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ที่ทัพพม่าผ่านก็เสียหายอย่างมากซึ่งรวมถึงเมืองสุพรรณบุรี แม้ในสมัยธนบุรีจะเริ่มมีการบูรณะฟื้นฟูเมืองต่าง ๆ บ้างแล้ว แต่สุพรรณบุรียังคงอยู่ในสภาพรกร้างมีราษฎร เบาบาง ถึงกับในช่วงธนบุรีปรากฏหลักฐานว่า พระยาสุพรรณบุรีไม่อาจกะเกณฑ์ไพร่พลไปทำงานให้หลวงได้ตามกำหนด[1] แม้ล่วงเข้าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมืองสุพรรณก็ยังไม่สามารถตั้งเป็นบ้านเมือง   เป็นหลักฐานดังแต่ก่อนได้ สภาพการณ์นี้ดำรงอยู่ตลอดช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๔ จนล่วงเข้ารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

[1] ดูรายละเอียดใน วารุณี โอสถารมย์. เมืองสุพรรณบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘-ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), ๑๖๑-๑๖๒.

สมเด็จพระเจ้าง่อย: ระหว่างบุคคลในมุขปาฐะและประวัติศาสตร์

          แม้ว่า วัดพระรูป เมืองสุพรรณบุรี จะมีอายุเก่าแก่สืบย้อนไปถึงสมัยรัฐสุพรรณภูมิ แต่การลำดับประวัติเจ้าอาวาสในอดีตนับเป็นเรื่องยาก ด้วยไม่มีบันทึกจดจารใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสมัยอยุธยา หลักฐานเก่าแก่สุดที่ระบุชื่อพระภิกษุที่น่าจะเกี่ยวข้องกับวัดพระรูป คือ จารึกชื่อ “พระสางสมภาร” ที่ปรากฏอยู่แถวบนของระฆังสำริดชิ้นสำคัญของวัด (ใบเดียวกับที่ปรากฏจารึกคำ “เจ้าแม่” และ “พระราชศรัทธา”) บางทัศนะอนุมานว่า พระสางสมภาร อาจเป็นเจ้าอธิการวัด (เจ้าอาวาส) ในช่วงที่มีการสร้างระฆัง (พ.ศ. ๒๒๔๒) ก็เป็นได้ ไม่เพียง พระสางสมภาร บุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัดพระรูปและปรากฏเรื่องราวในลักษณะ “มุขปาฐะ” อีกชื่อหนึ่งก็คือ “สมเด็จพระเจ้าง่อย” ที่ได้รับบอกเล่าสืบต่อกันมานับร้อย ๆ ปี ทุกวันนี้ สมเด็จพระเจ้าง่อยถูกจดจำอยู่ในฐานะเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดพระรูป      

          เล่ากันว่าวัดพระรูปมีพระสงฆ์ที่สำคัญรูปหนึ่งไม่ทราบประวัติชัดเจน แต่ถูกเรียกขานว่า “สมเด็จพระเจ้าง่อย” กล่าวกันว่าท่านเป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นพระบวชใหม่ที่มาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวเสียกรุงแก่    พม่าและเป็นง่อย ไปไหนมาไหนจึงต้องมีเสลี่ยงแบกหาม สันนิษฐานว่าสมเด็จพระเจ้าง่อยปกครองวัดพระรูปอยู่ในช่วงราวกรุงธนบุรี-ต้นรัตนโกสินทร์ กล่าวกันว่าวัดพระรูปในยุคของสมเด็จพระเจ้าง่อยมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง มีกุฏิสงฆ์เป็นอาคารตึกสองชั้น อุโบสถตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังงดงาม ในคำบอกเล่า แต่เดิมนั้นวัดพระรูปยังเคยมี “เสลี่ยง” ของสมเด็จพระเจ้าง่อย ด้วย นอกจากนี้ เรื่องเล่าบางกระแสระบุว่าภิกษุผู้นำ “พระพุทธบาทไม้” ลอยล่องน้ำมาจากวัดเขาดินเพื่อหลบภัยจากพม่าก็คือ สมเด็จพระเจ้าง่อย[1]

          อนึ่ง เรื่องราวของ “สมเด็จพระเจ้าง่อย” ซึ่งมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าตำนาน จะเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์ได้มากน้อยเพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่น่าคิดและตั้งคำถาม ตัวอย่างเช่น “สมเด็จพระเจ้าง่อย”  จะเป็นบุคคลเดียวกับ “พระสางสมภาร” ได้หรือไม่ ทั้งนี้ หากพิจารณาจากปีที่ปรากฏบนจารึกระฆัง (พ.ศ. ๒๒๔๒) กับเรื่องเล่าที่สมเด็จพระเจ้าง่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับวัดพระรูปก็เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ จะพบว่าระยะเวลาห่างกันเกือบ ๗๐ ปี หรือ คำบอกเล่าเรื่องวัดพระรูปมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในสมัยสมเด็จพระเจ้าง่อยนั้น มีความเป็นไปได้เพียงใดกับบริบทเมืองสุพรรณบุรีในยุคหลังเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐ และสถานการณ์หลังจากนั้นที่เมืองยังคง “รกร้างร่วงโรย” อยู่มาก แม้ในโคลนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ ที่แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๙ หรือเกือบ ๗๐ ปี หลังเหตุการณ์เสียกรุง ก็ยังบรรยายภาพเมืองสุพรรณบุรีในเวลานั้น ว่า ...สงสารบ้านวัดร้าง แรมโรย เสียงแต่นกหกโหย ค่ำเช้า...[2]

          ขณะเดียวกัน หากพิจารณาในมิติของมุขปาฐะ เรื่อง “สมเด็จพระเจ้าง่อย” วัดพระรูป นับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยมีความสอดคล้องกระทั่งคล้ายคลึงกับ “พล็อต” (plot) เรื่องเล่าบุคคลในตำนานที่ มักเป็น “ปฐมบท” ไม่ว่าจะเป็น ปฐมกษัตริย์ ผู้สร้างบ้านแปงเมือง หัวหน้าชุมชน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ เจ้าอาวาสรูปแรกซึ่งเป็น “เชื้อพระวงศ์” ผู้นำพาความเจริญสู่วัดและชุมชน ทั้งนี้ บ่อยครั้งที่ “พล็อต” เรื่องเล่าลักษณะนี้ มักมาพร้อมกับบุคลาธิษฐานที่แสดงความความพิกลพิการเข็ญใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “ท้าวแสนปม” “พระยาแกรก” “พระเจ้าขี้เรื้อน”[3] ทว่า ในความง่อยเปลี้ยแสนเข็ญนี้เอง กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญรุ่งเรืองอย่างน่าอัศจรรย์อันเกิดขึ้นได้จาก บุญญาธิการ อิทธิปาฏิหาริย์ อำนาจเหนือธรรมชาติ ฯลฯ ปกรณัมอันคลุมเครือของ “สมเด็จพระเจ้าง่อย” ด้านหนึ่งจึงอาจเป็นพล็อตเดียวกับตำนานวีรบุรุษท้องถิ่นในภูมิภาคอุษาคเนย์โดยรวม

          นอกจากนี้ อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าอาวาสรูปแรกผู้เป็น “เชื้อพระวงศ์” มีบุญญาธิการมาก สามารถสร้างกุฏิตึกได้ใหญ่โต อาจเป็นคำอธิบายถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต เป็นการเล่านามธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรม เรื่องเล่าลักษณะยังมีอยู่ปรากฏหลายที่ในบริเวณนี้อีกด้วย[4] มิพักที่ควรกล่าวด้วยว่า เรื่อง “สมเด็จพระเจ้าง่อย” วัดพระรูป ยังสอดรับกับเรื่องเล่าเชิงตำนานที่สัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของบางอย่าง เช่น “เสลี่ยงพระเพทราชา” กับ “กุฏิทอง” ของวัดกุฎีทอง ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก กล่าวคือ สมเด็จเจ้าพระง่อย ก็มีเสลี่ยง และวัดพระรูปก็เคยมีกุฎิใหญ่โตของ “เจ้าพระ” เสมือนว่าสองเรื่องเล่านี้มีความสอดรับหยิบยืมกันอยู่ในที  

ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ พระนครศรีอยุธยา เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเพทราชา

ทั้งนี้ หากกุฏิตึกอาคารตึก ๒ ชั้น ในสมัยสมเด็จพระเจ้าง่อย ตามเรื่องเล่ามีอยู่จริง รูปทรงอาจเป็นลักษณะนี้ ทว่า ยังไม่มีการสำรวจพบฐานรากอาคารในปัจจุบัน  

ที่มาภาพ: เพจ Facebook คิดอย่าง วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕

          อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่บุคคลในประวัติศาสตร์ การสืบสาวเรื่องราวของ “สมเด็จพระเจ้าง่อย” ซึ่งเรื่องเล่าระบุว่าเป็น “เชื้อพระวงศ์” จากกรุงศรีอยุธยา (ที่ถูกต้องควรเรียกว่า “สมเด็จเจ้าพระง่อย” เพราะคำว่า “เจ้าพระ” คือคำเรียกเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่ทรงผนวช[5]) อาจพิจารณาได้จากหลักฐานประเภทลายลักษณ์ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก ส่วนมากคือพระราชพงศาวดาร โดยอาจจำกัดกรอบเวลาในช่วงราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๓๑๐) ทั้งนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวพบว่า มีเจ้านายที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระราชโอรส ที่ทรงผนวช เป็น “เจ้าพระ” และดำรงสมณเพศตลอดพระชนม์ชีพ ๓ พระองค์ ไม่นับเจ้านายที่ทรงผนวชตามราชประเพณีเมื่อพระชนม์ครบ ๒๐ พรรษา หรือ ผนวชด้วยปัญหาทางการเมืองเป็นการชั่วคราวแล้วลาสิกขาออกมา เจ้านายทรงพระผนวชทั้งสาม ได้แก่ พระองค์เจ้าบุญนาค เจ้าฟ้าตรัษน้อยสองพระองค์นี้เป็นพระโอรสพระเพทราชา และองค์ที่สามคือเจ้าฟ้านเรนทร์ หรือ กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เป็นพระโอรสพระเจ้าท้ายสระ

          พระองค์เจ้าบุญนาค ปรากฏเรื่องราวเจ้านายพระองค์นี้แต่เพียงสั้น ๆ ในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ช่วงต้นรัชกาลพระเจ้าเสือ ระบุว่าเป็นพระโอรสพระเพทราชาที่เกิดจากพระสนม เจ้านายพระองค์ถูกเรียกว่า “เจ้าพระองค์เถร” ดังความพระราชพงศาวดาร ว่า

          ...อนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศมีพระราชบุตรเกิดด้วยพระสนม ๔ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าจินองค์หนึ่ง พระองค์เจ้าดำองค์หนึ่ง พระองค์เจ้าแก้ว องค์หนึ่ง พระองค์เจ้าบุญนาคองค์หนึ่ง และพระองค์เจ้าบุญนาคองค์นี้ที่เรียกว่า เจ้าพระองค์เถร...[6]

          อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าคำว่า “เจ้าพระ” และ “องค์เถร” น่าจะเป็นข้อบ่งชี้สถานภาพของพระองค์เจ้าบุญนาคได้ว่าพระองค์น่าจะทรงผนวชมายาวนานแล้ว และเป็นไปได้ว่าอาจผนวชตลอดพระชนม์ชีพ ทั้งนี้ หากพิจารณาช่วงที่ประสูติ คือ รัชสมัยพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) หรืออาจประสูติก่อนพระเพทราชาครองราชย์ พระชนมายุเจ้านายพระองค์นี้ในช่วงปลายราชวงศ์หรือใกล้เสียกรุง ก็น่าจะทรงมีชันษาถึง ๘๐ ปี“เจ้าพระ” องค์นี้ จะเป็น “สมเด็จเจ้าพระง่อย” วัดพระรูป ได้หรือไม่อย่างไร จึงพึงวิพากษ์ถกเถียงกันต่อได้ กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าประวัติ “เจ้าพระเถร” องค์นี้ มีน้อยเกินไปและปรากฏเพียงจุดเดียว

          เจ้าฟ้าตรัษน้อย ดังที่กล่าวก่อนหน้านี้ หากยึดตามพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม (ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์) ตรัษน้อยทรงเป็นพระราชโอรสพระเพทราชา ประสูติแต่ อัครมเหสีฝ่ายซ้าย กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์ และน่าจะมีพระชันษาน้อยกว่า “เจ้าพระขวัน” พระราชโอรส อัครมเหสีฝ่ายขวา กรมหลวงโยธาทิพ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระราชบิดา จนนำมาซึ่งการลอบปลงพระชนม์จากการวางแผนของกรมพระราชวังบวรฯ (ขุนหลวงสรศักด์) เจ้าฟ้าตรัษน้อยหลีกราชภัยไปประทับ ณ ตำหนักใกล้วัดพุทไธสวรรย์ พร้อมกับพระราชมารดาและพระอัยยิกา หลังโสกันต์จึงทรงผนวชเป็นเณรอยู่ ๕ พรรษา ในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ พระชนม์ได้ ๑๘ ชันษาจึงลาผนวชออกไปร่ำเรียนศิลปวิทยาการต่าง ๆ ...ครั้นพระชนม์คำรบได้อุปสมบทแล้วก็ทรงผนวชเป็นภิกษุภาวะจำเริญสมณธรรมอยู่เป็นอันดี...[7]

ความตอนท้ายพระราชพงศาวดารที่ว่า ...ทรงผนวชเป็นภิกษุภาวะจำเริญสมณธรรมอยู่เป็นอันดี... ชี้ชวนถึงการผนวชเป็นภิกษุตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งนี่น่าจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ทรงปลอดจากราชภัยอย่างแท้จริง “เจ้าพระเจ้าฟ้าตรัษน้อย” เจริญในสมณเพศต่อเนื่องมา พระองค์น่าจะได้ปกครองเป็นเจ้าอธิการวัดพุทไธสวรรย์ ดังมีปรากฏคำเรียกสมญานาม “พระราชสมภาร”[8] ผู้เป็นพระโอรสในพระเพทราชา ซึ่งเชื่อได้ว่าคือเจ้าพระเจ้าฟ้าตรัสน้อย อีกทั้งสันนิษฐานได้ว่า พระองค์อาจเป็นบุคคลเดียวกับ “สมเด็จเจ้าพระทิพมนต์” ที่ปรากฏในจารึกบูรณะพระบรมธาตุเมืองชัยนาท ท้ายสุดแห่งพระชนม์ชีพปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุฝรั่งเศสระบุว่า เจ้าพระเจ้าฟ้าตรัษน้อย สิ้นพระชนม์เมื่อราว พ.ศ. ๒๒๘๓ หากยึดตามนี้ “เจ้าพระ” องค์นี้ย่อมไม่อาจเกี่ยวโยงได้กับ สมเด็จเจ้าพระง่อย วัดพระรูป

          เจ้าฟ้านเรนทร์ หรือ กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ พระราชโอรสในพระเจ้าท้ายสระ ประสูติแต่พระอัคร มเหสีใน พ.ศ. ๒๒๔๙ และน่าจะร่วมพระราชมารดาเดียวกันพระเชษฐาพระนามเจ้าฟ้าอไภย (หรืออภัย) พระองค์ทรงเป็น “เจ้านายทรงพระผนวช” ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าท้ายสระยังทรงครองราชย์ซึ่งน่าจะเป็นการผนวชตามราชประเพณี ช่วงเวลานั้นเองพระเจ้าท้ายสระทรงประชวร ก่อนสวรรคตได้พระราชทานราชสมบัติแก่ เจ้าฟ้าอไภยพระเชษฐา แทนที่จะทรงมอบให้แก่กรมพระราชวังบวรฯ (เจ้าฟ้าพร) ผู้เป็นพระอนุชา มูลเหตุนี้เองที่นำมาสู่สงครามกลางเมือง พ.ศ. ๒๒๗๕ ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของเจ้าฟ้าอไภย อย่างไรก็ตาม ด้วยเจ้าฟ้านเรนทร์ยังเป็น ...พระภิกขุภาวะเมื่อมิได้รับราชสมบัติ จึงมิได้ลาผนวชออก... พระปิตุลาเมื่อเสวยราชย์เป็นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงโปรดเกล้าสถาปนาเจ้าฟ้านเรนทร์ เป็น “พระเจ้าหลานเธอ” ทรงรับฐานานุศักดิ์ทรงกรมเป็น กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ โดยที่ยังทรงอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์[9]

          เรื่องราวของ เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ มีความโลดโผนและเกี่ยวข้องกับการเมืองในราชสำนักอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง ความในพระราชพงศาวดารชี้ชวนให้เชื่อว่า พระองค์ผนวชเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและขัดแย้งกับพระราชปิตุลา ทั้งนี้ ในช่วงเวลาปรกติ “เจ้าพระ” องค์นี้ คงจำพรรษาที่วัดนอกกรุงออกไป จนเมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศประชวร จึงทรงเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ดังความในพระราชพงศาวดารว่า ...ครั้น ณ เดือน ๗ ปีเถาะสัปตศก (พ.ศ. ๒๒๗๘) พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวร กรมขุนสุเรนทรพิทักเสด็จเข้ามาอยู่วัดโคกแสง แล้วเวียนมาเยี่ยมเยียนพระเจ้าอยู่หัวอยู่เนือง ๆ...[10] อย่างไรก็ตาม การเสด็จเยี่ยมพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศของ เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ครั้งนี้ กลับนำมาซึ่งความหวาดระแวงแก่ กรมขุนสนาพิทักษ์ หรือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) ผู้ทรงคาดหวังการสืบราชสมบัติ จนนำไปสู่เหตุการณ์ “ลอบสังหารเจ้าพระ” ทว่า การนี้ไม่สำเร็จ

          ...วันหนึ่งเพลาค่ำ พระเจ้าลูกเธอกรมขุนเสนาพิทักให้ พระองค์ชื่น พระองค์เทษโอรสออกไปเชิญเสด็จ กรมขุนสุเรนทรพิทัก ณ วัด ว่ามีพระโองการเชิญเสด็จไป กรมขุนสุเรนทรพิทักสำคัญว่าจริงก็เสด็จมาขึ้นหน้าพระไชย เข้าไปถึงประตูที่กรมขุนเสนาพิทักแอบอยู่ ฟันด้วยพระแสงดาบถูกจีวรสังฆาฎิขาดหาเข้าไม่ กรมขุนเสนาพิทักวิ่งเข้าไปข้างใน...[11]

          การกระทำที่ริษยาและโง่เขลาของ กรมขุนเสนาพิทักษ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) สร้างความพิโรธอับอายแก่ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเป็นอย่างยิ่ง กรมหลวงอไภยนุชิต ผู้เป็นชนนีของกรมขุนเสนาพิทักษ์ รับรู้ถึงภัยใหญ่หลวงที่จะมาถึงพระโอรสผู้ผิดพลาด ทรงอ้อนวอนต่อเจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เพื่อหาทางแก้และได้รับคำตอบว่า การผนวชดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยรักษาพระชนม์ชีพพระโอรส อย่างไรก็ตาม เจ้านายที่ร่วมสมคบคิดนั้นไม่รอด

          (เมื่อ) ... กรมขุนสุเรนทรพิทักเสด็จเข้าไปที่พระเจ้าอยู่หัวประชวน ทอดพระเนตรเห็น ตรัสถามว่าเป็นไรผ้าสังฆาฎิจีวรจึงขาด กรมขุนสุเรนทรพิทักถวายพระพรว่า กรมขุนเสนาพิทักหยอก ครั้นกรมขุนเสนาพิทักถวายพระพรลา กรมหลวงอไภยนุขิต พระชนนีกรมขุนเสนาพิทัก เสด็จตามไปอ้อนวอนว่า ถ้าพ่อมิช่วยก็เห็นน้องจะตาย กรมขุนสุเรนทรพิทักตรัสว่าจะช่วยได้ก็แต่กาสาวพัสตร์อันเปนธงชัยอรหันต์ กรมหลวงอไภยนุชิตได้พระสติจึงเสด็จเจ้าไปทรงพระวอ ซ่อนพา กรมขุนเสนาพิทักออกทางประตูฉนวรไปให้ทรงพระผนวช ณ วัดโคกแสง พระเจ้าอยู่หัวให้ค้นหาตัวไม่พบ ได้แต่พระองค์เทษ พระองค์ชื่น ก็ให้ประหารเสียด้วยท่อนจันทร์...[12]

          แม้ กรมขุนเสนาพิทักษ์ จะรอดพ้นจากโทษตายตามคำแนะนำของ เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ทรงผนวช ณ วัดโคกแสงอยู่ปีเศษ[13] จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระราชบิดา กระทั่งใน พ.ศ. ๒๒๘๔ ก็ได้รับสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทว่า ในที่สุดพระองค์ก็ทรงต้องโทษฉกรรก์ถูกประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ ด้วยเหตุ ...เสด็จเข้ามาทำชู้ด้วยเจ้าฟ้าสังวารถึงในพระราชวังหลวงเป็นหลายครั้ง... [14] ในขณะที่เรื่องราวของ เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ซึ่งคงผนวชตลอดพระชนม์ชีพนั้น พระราชพงศาวดารไม่ได้มีบันทึกถึงอีกเลย ดังนั้นเราจึงไม่ทราบว่า “เจ้าพระ” องค์นี้ เสด็จจำพรรษาอยู่ ณ วัดใดและสิ้นพระชนม์เมื่อใด    

            ต่อประเด็นนี้ การโยงสู่ข้อสมมุติฐานว่า “เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์” อาจเกี่ยวข้องกับ “สมเด็จเจ้าพระง่อย” วัดพระรูป ซึ่งเป็นบุคคลในมุขปาฐะ จึงเป็นเรื่องที่อาจถกเถียงต่อได้หากแต่ก็อยู่บนข้อมูลและการเชื่อมโยงที่ค่อนข้างจำกัด เช่น ข้อวิเคราะห์ที่ว่าเพราะเมืองสุพรรณบุรีคือถิ่นฐานเดิมของพระเพทราชาปฐมกษัตริย์ผู้เป็นพระปัยกา (ทวด) ของพระองค์ ผู้คนโดยเฉพาะขุนนางท้องถิ่นส่วนหนึ่งน่าจะสืบตระกูลขุนนางข้าหลวงเดิม กระทั่งอาจเป็นพระญาติพระวงศ์ ที่ยังอยู่ในเมืองนี้ ทั้งนี้ หากพิจารณาเหตุการณ์เมื่อครั้งที่กลุ่มขุนนางข้าไทในพระเชษฐาของพระองค์คือเจ้าฟ้าอภัย เคยทำสงครามกลางเมืองพ่ายแพ้ต่อ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (เจ้าฟ้าพร-พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในเวลาต่อมา) และหลบหนีมาตั้งหลักที่เมืองสุพรรณบุรี ประเด็นนี้อาจมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย

          เช่นกันการพิจารณาเรื่องพระชนมายุ หากว่า เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ประสูติ พ.ศ. ๒๒๔๙ เมื่อเปรียบเทียบปีที่ล่วงเข้าเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระองค์จะมีพระชันษาที่ราว ๖๐ ปี ทว่า ความอาพาธที่จะเป็นเหตุให้ทรงเป็น “ง่อย” เพื่อจะเชื่อมโยง “สมเด็จเจ้าพระง่อย” นั้น เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือหลักฐานลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในฐานะบุคคลในประวัติศาสตร์ “เจ้าพระ” องค์นี้ย่อมไม่ใช่ “พระบวชใหม่” แน่นอน นอกจากนี้ ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งของ “เจ้าพระ” วัดพระรูป ในแง่บุคคลที่มีตัวตนจริง ก็คืออาจเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์บ้านพลูหลวงชั้นลดหลั่นลงไป ที่ไม่ปรากฏนามในพระราชพงศาวดารเลยก็เป็นได้  

[1] ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์, ประวัติวัดพระรูป (มปป. มปพ., ๒๕๖๒), ๔๔.

[2] สุนทรภู่, นิราศเมืองสุพรรณ ฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพมหานคร: สโมสรสุนทรภู่, ๒๕๐๙), ๔๙.

[3] กฤช เหลือลมัย, บรรณาธิการ. ปางบรรพ์ ตำนานและนิทานประวัติศาสตร์แห่งสยามประเทศ (กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ, ๒๕๓๒).

[4] ตัวอย่างเช่น วัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่เจ้าอาวาสรูปแรกมีชื่อว่า “เจ้าคุณในตึก” เรื่องราวเจ้าคุณท่านนี้มีเพียงคำบอกเล่าว่า ท่านเป็นเจ้านายในราชวงศ์มาครองวัด ปลูกกุฏิตึกไว้หลังหนึ่ง จึงเรียกว่า “เจ้าคุณในตึก” ดู กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล, บรรณาธิการ. ผ้าห่อคัมภีร์ในพิพิธภัณฑ์ พุทธวิถีนายก วัดกลางบางแก้ว นครชัยศรี (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๖), ๗.

[5] คำว่า “เจ้าพระ” ปรากฏอยู่ในพระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง “อธิบายเรื่องเพลงยาวเจ้าพระ” ที่ทรงสันนิษฐาน บทกลองเพลงยาวชุดหนึ่งซึ่งเป็นบทโต้ตอบกันระหว่างบุคคลสี่คนโดยไม่ปรากฏชื่อผู้นิพนธ์ ทรงสันนิษฐานว่าเป็นบทนิพนธ์ของ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ โต้ตอบกับพระนัดดาเจ้านายสามพี่น้องที่ผนวชอยู่วัดเดียวกัน คือ วัดพระเชตุพนธ์วิมลมังคลาราม และเจ้าพระทั้งสามทรงเป็นลูกศิษย์ของของ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ดูรายละเอียดใน https://vajirayana.org/ประชุมเพลงยาวภาค-๕-เพลงยาวเจ้าพระ.

[6] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม, ๒๕๔๒), ๒๗๐.

[7] เรื่องเดียวกัน, ๒๗๐.

[8] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓ (พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด), ๒๕๔๒), ๔๖๔.

[9] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม, ๒๕๔๒), ๒๘๘-๒๘๙.

[10] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม, ๒๕๔๒), ๒๙๔.

[11] เรื่องเดียวกัน, ๒๙๔.

[12] เรื่องเดียวกัน, ๒๙๔-๒๙๕.

[13] งานศึกษาของ ธนิต อยู่โพธิ์ เรื่อง เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ พระประวัติและพระนิพนธ์ บทร้อยกรอง (๒๕๑๓) ระบุว่าระหว่างที่เจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ ผนวชอยู่ที่วัดโคกแสง พระองค์ได้รัยฉายา “สิริปาโล” ในระยะที่พระองค์ทรงผนวชได้ศึกษาวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง และด้วยความสามารถทางกวี พระองค์ทรงนิพนธ์วรรณกรรมทางพุทธศาสนา ๒ เรื่องคือ นันโทปนันทสูตรคำหลวง และพระมาลัยคำหลวง การที่ทรงแต่งวรรณกรรมทั้งสองนี้บ้างว่าเป็นการไถ่บาปแด่เจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ที่พระองค์เคยรอบทำร้ายจนถึงกับจีวรขาด และเพื่อเป็นการขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศพระราชบิดา ดูรายละเอียดเรื่องเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ ใน เทพมนตรี ลิมปพยอม, ย้อนรอยกบฏเจ้าฟ้ากุ้ง การเมือง การมุ้ง เรื่องยุ่ง ๆ ในประวัติศาสตร์กรุงศรี (กรุงเทพฯ: sanamya publishing, ๒๕๕๔).

[14] ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม, ๒๕๔๒), ๓๐๑-๓๐๒.

การบูรณะเจดีย์วัดพระรูปในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๔

          เจดีย์วัดพระรูปได้รับการบูรณะเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นสมัยที่ ๓ โดยการทำฐานบัวล้อมฐานเจดีย์ทางด้านทิศตะวันตก ก่อยาวไปชนกับฐานอาคารเก่า สันนิษฐานว่าการบูรณะในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔ ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานระฆังสำริดและหอระฆังของวัดพระรูป ที่บนขอบล่างของระฆังปรากฏจารึกการสร้างระฆังใบนี้ใน พ.ศ. ๒๒๔๒ ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ผู้สร้างคือเจ้านายสตรีพระองค์หนึ่ง หลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความเจริญรุ่งเรืองของวัดพระรูปในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ บนข้อสันนิษฐานว่า อาจมีเจ้านายสตรีชั้นสูงให้การอุปถัมภ์ทำนุบำรุง ซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับที่มาของชื่อ “วัดพระรูป” ไม่มากก็น้อย     

          ต่อมาในราว พ.ศ. ๒๔๕๙ มีการสร้างเก๋งจีนข้างเจดีย์ ในครั้งนั้นสันนิษฐานว่ามีการบูรณะพระเจดีย์อีกครั้งหนึ่ง โดยการทำฐานเขียงทางด้านทิศตะวันออกเพื่อป้องกันดินพังทลาย และปูพื้นอิฐทางด้านทิศใต้เพื่อเชื่อมระหว่างเจดีย์กับเก๋งจีน การบูรณะครั้งนี้นับเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่กรมศิลปากรจะเข้าดำเนินการบูรณะครั้งใหญ่ใน พ.ศ. ๒๕๓๗ [1] 

[1] กรมศิลปากร, รายงานการขุดแต่งเจดีย์วัดพระรูป อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๔). และ กรมศิลปากร, รายงานการบูรณะเจดีย์วัดพระรูป ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี (เอกสารอัดสำเนา) (ม.ป.ท., ๒๕๓๗).

เจดีย์วัดพระรูป ได้รับการบูรณะโดยการทำฐานบัวล้อมฐานเจดีย์ทางด้านทิศตะวันตก ก่อยาวไปชนกับฐานอาคารเก่า สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔

อุโบสถหลังเก่าวัดพระรูป

          อุโบสถหลังเก่าของวัดพระรูปมีขนาดไม่ใหญ่ เป็นอาคารก่ออิฐสอปูนขาวอย่างโบราณ เคยตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับอุโบสถหลังปัจจุบัน มีซุ้มใบเสมาขนาดใหญ่ตั้งอยู่โดยรอบ จากบันทึกคนเก่าคนแก่ในพื้นที่เล่าว่าอุโบสถหลังเก่าแต่เดิมเคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังประดับสวยงาม ซึ่งอาจเป็นงานที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าง่อยหรือหลังจากนั้นลงมาเล็กน้อยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏหลักฐานใบเสมารุ่นสองของวัด ต่อมาได้มีการบูรณะอุโบสถหลังเก่าอีกหลายครั้ง จนอุโบสถหลังนี้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก จึงต้องใช้สังกะสีมุงเป็นหลังคาและปิดเป็นผนัง แต่ก็ยังคงมีการใช้งานอยู่ ดังปรากฏในภาพถ่ายเก่าเป็นงานกฐินหรืองานบวชมีขบวนแห่ชาวบ้านเวียนรอบอุโบสถหลังนี้

อุโบสถหลังเก่าวัดพระรูป ก่อนที่พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) จะร่วมกับชาวบ้านทำการบูรณะสร้างอุโบสถหลังใหม่บนสถานที่เดิม

คัมภีร์ใบลานจารึกเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๑๒

          คัมภีร์ใบลานจำนวนมากของวัดพระรูปที่เก็บรักษาสืบเนื่องมาแต่โบราณ พบว่ามีความสำคัญอยู่หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคัมภีร์ใบลานที่มีจารึกบอกวันที่จารหรือปีที่ถวายวัดพระรูป อาทิ คัมภีร์ใบลานผูกหนึ่งมีจารึกวันที่จารว่า “วัน ๒ ๘ฯ ๘  คำปัดถะมลาศ จุลศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลูเอกศกเขียนแล้วเพลาบายแล้วโมงเสด ตัวผู้เขียนมิสู้จำนักในลักษอักษรบวรไตรลัก ถ้าผิดพลังในอักขวรช้วยใส่เปนบุนพระคุณเจ้าเอ้ย” กล่าวได้ว่า ผู้เขียนได้จารคัมภีร์ใบลานผูกนี้ขึ้นในวันจันทร์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ปี พ.ศ. ๒๓๑๒ ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยสมเด็จ พระเจ้ากรุงธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๑-๒๓๒๕) เป็นที่น่าสนใจศึกษาเพิ่มเติมต่อไปว่า คัมภีร์ใบลานผูกนี้จารขึ้นที่วัดพระรูปหรือไม่ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไร

ใบลานพบที่วัดพระรูป ปรากฏจารึก "... จุลศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลูเอกศกเขียนแล้วเพลาบายแล้วโมงเสด ตัวผู้เขียนมิสู้จำนักในลักษอักษรบวรไตรลัก ..."

ตู้พระไตรปิฎกลายรดน้ำ
            “ตู้พระธรรม” หรือ “ตู้พระไตรปิฎก” คือตู้ไม้สำหรับเก็บรักษาคัมภีร์ใบลาน ที่จารเรื่องเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก คติความเชื่อ ภูมิปัญญา ตำรายา ฯลฯ ลักษณะตู้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ด้านบนสอบเข้าเล็กน้อย นิยมทำขาตั้ง ๔ ขา หรือเป็นฐานสิงห์ ด้านหน้ามีบานประตูเปิด-ปิดด้วยเดือยหรือบานพับ ภายในตู้นิยมแบ่งเป็นชั้น ๒ - ๓ ชั้น ด้านล่างมักทำเป็นลิ้นชักสำหรับเก็บของ
            ตู้พระไตรปิฎกเป็นที่นิยมมากในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ในแต่ละท้องถิ่นอาจมีรูปทรงและการตกแต่งแตกต่างกันไปบ้าง พื้นผิวภายนอกของตู้มักจะนิยมตกแต่งให้เกิดความงดงามด้วยการเขียนลายรดน้ำ นิยมเรียกกันว่า “ตู้ลายรดน้ำ” หรือ “ตู้ลายทอง” ด้านล่างของตู้นิยมแกะสลักเป็นลวดลายแล้วปิดทอง หรือปิดทองประดับกระจก ตู้พระไตรปิฎกเขียนลายทองอย่างไทยนี้ น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตู้ลายทองของจีน ซึ่งน่าจะเข้ามาในไทยอย่างช้าในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยมีการดัดแปลงต่อยอดให้เข้ากับรสนิยมของไทย

            ตู้พระไตรปิฎกของวัดพระรูป มีขนาดความสูง ๑๖๐ ซม. กว้าง ๗๙.๓ ซม. ยาว ๙๐.๕ ซม. จัดเป็นตู้แบบที่นิยมเรียกกันว่า “ตู้ขาหมู” ด้วยขาตู้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมสูงตรงจำนวน ๔ ขา ด้านนอกของตู้ทั้งด้านหน้าและด้านข้างเขียนลายรดน้ำ ลักษณะพื้นลายเป็นกระหนกเปลวเครือเถาไขว้นกคาบเคล้ากับภาพนกภาพกระรอก เว้นช่องไฟแคบถี่เป็นระเบียบแต่ดูไม่เป็นอิสระ เขียนภาพจับตามเรื่องรามเกียรติ์ทับลงบนพื้นลาย ซึ่งเป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากการเขียนลายก้านขดที่ออกช่อลายรูปบุคคล พื้นที่ด้านล่างใช้ภาพเขามอแบ่งฉาก เขียนภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ต่อเนื่องกันบนบานประตูทั้งสอง ส่วนด้านข้างทั้งสองเขียนภาพจับตามเรื่องรามเกียรติ์ กึ่งกลางของบานประตูเขียนลายประจำยามรัดอก

ลายรดน้ำภาพจับบนตู้พระไตรปิฎกวัดพระรูป

            เสาขอบตู้ทั้ง ๔ ตกแต่งด้วยลายอย่างเทศ ที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างลายไทย ลายฝรั่ง และลายจีน เป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา ลายเทศเหล่านี้ผูกลายอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมและลายกรวยเชิงตกแต่งเสาขอบตู้ ขอบบนและขอบล่างที่เป็นบัวหงายตกแต่งด้วยลายกลีบบัวและลายหน้ากระดาน ด้านล่างของตู้ประดับตกแต่งด้ายลายเทศ เชิงตู้ทำรูปหูช้าง
            ด้วยรูปทรงของตู้พระไตรปิฎกที่ขายืดสูงและด้านกว้างค่อนข้างแคบ ประกอบกับการเขียนภาพจับทับลงบนพื้นลายซึ่งพัฒนามาจากการเขียนลายก้านขดที่ออกช่อลายรูปบุคคล และการเขียนลายอย่างเทศซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา ทำให้สันนิษฐานว่าตู้พระไตรปิฎกนี้เป็นฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ การพบตู้พระไตรปิฎกใบนี้ตลอดจนคัมภีร์ใบลานเป็นจำนวนมากที่วัดพระรูป สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าววัดพระรูปคงมีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางการศึกษาวัดหนึ่งของเมืองสุพรรณบุรี  

ภาพลายรดน้ำบนตู้พระไตรปิฎก
            “ลายรดน้ำ” เป็นงานประณีตศิลป์ของไทย จัดอยู่ในงานช่างสิบหมู่แขนงช่างรัก เรียกกันว่า “ช่างลายรดน้ำ” สันนิษฐานว่าอาจจะพัฒนามาจากงานช่างรักที่มีหลักฐานปรากฏตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งทำสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ลายรดน้ำยังจัดเป็นจิตรกรรมไทยแบบประเพณีประเภทหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเอกรงค์ คือมีสีทองสีเดียวเขียนทั้งส่วนภาพและส่วนลวดลาย สีทองมาจากทองคำเปลวแท้ปรากฏเด่นชัดบนพื้นดำหรือแดงเข้ม เป็นงานประณีตศิลป์ที่มีระเบียบแบบแผน ใช้เขียนประดับตกแต่งส่วนประกอบอาคารสถาปัตยกรรมไทย อาทิ ประตู หน้าต่าง หรือสิ่งของเครื่องใช้ อาทิ ตู้พระไตรปิฎก หีบพระธรรม ฉากลับแล ประกับคัมภีร์ใบลาน เป็นต้น 

ลายรดน้ำภาพรามเกียรติ์ตอนพระรามแผลงศรพรหมาสตร์ถูกทศกัณฐ์จนสิ้นชีวิต ตู้พระไตรปิฎกวัดพระรูป

            ตู้พระไตรปิฎกของวัดพระรูป ทั้ง ๓ ด้านเขียนภาพลายรดน้ำเรื่อง “รามเกียรติ์” ส่วนล่างของบานประตูทั้งสองข้างเขียนเป็นภาพเล่าเรื่อง โดยด้านซ้ายเขียนภาพพระรามแผลงศร มีหนุมานถือวัตถุชิ้นหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านขวาเขียนภาพทศกัณฐ์ถูกศรปักอก มีเสนายักษ์คอยประคองอยู่ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นตอนพระรามแผลงศรพรหมาสตร์ถูกทศกัณฐ์จนสิ้นชีวิต ดังในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ความว่า 
                        “. . . ตรัสแล้วพระตรีภูนาถ        น้าวศรพรหมาสตร์รังสรรค์
                        อันมีฤทธิไกรดั่งไฟกัลป์              ทรงธรรม์แผลงไปด้วยศักดา ฯ
                        ๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดังเสียงฟ้าร้อง     กึกก้องทั่วทศทิศา
                        ต้องอกทศกัณฐ์อสุรา                ตกจากรัถาอลงกรณ์
                        อันงาช้างซึ่งปักอยู่นั้น                หักสะบั้นกระเด็นเป็นสองท่อน
                        กลับเป็นทศพักตร์ยี่สิบกร           ล้มนอนอยู่กับสุธาธาร ฯ
                        ๏ เมื่อนั้น                             ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
                        ต้องศรเจ็บเพียงจะวายปราณ      ขุนมารเหลือบเห็นน้องชาย
                        ความแค้นเป็นแสนสุดนัก           คืนคิดถึงรักก็ใจหาย
                        ค่อยผ่อนจิตระงับลำดับกาย        แล้วบรรยายร่ำว่าพาที ฯ
                        . . .
                        ๏ บัดนั้น                              คำแหงหนุมานทหารใหญ่
                        ครั้นทศกัณฐ์ต้องศรชัย              ล้มในพ่างพื้นพสุธา
                        จึ่งขยี้ดวงจิตขุนมาร                 แหลกลาญละเอียดด้วยหัตถา
                        ดับสูญสุดสิ้นวิญญาณ์               ยักษาก็ม้วยชีวี ฯ”[1]

             นอกจากภาพเล่าเรื่องแล้ว ยังมีการเขียนภาพในลักษณะการต่อสู้กันเป็นคู่ระหว่างลิงหรือตัวพระกับยักษ์ในท่าทางต่าง ๆ ไม่ซ้ำแบบกัน หรือที่นิยมเรียกว่า “ภาพจับ” อันแสดงถึงแบบแผนฝีมือช่างที่ทำสืบทอดต่อกันเรื่อยมา การเขียนลายรดน้ำเรื่องรามเกียรติ์นี้พบมาก่อนในราชสำนักสมัยอยุธยาตอนปลายเป็นอย่างน้อย ด้วยรามเกียรติ์เป็นเรื่องที่มีนัยยะสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์และราชสำนักโดยตรง ตัวอย่างเช่น ตู้พระไตรปิฎกเลขที่ อย. ๓ ในหอสมุดแห่งชาติ (ท่าวาสุกรี) และพบสืบต่อมาในสมัยธนบุรี ตัวอย่างเช่น ตู้พระไตรปิฎกเลขที่ ธบ. ๑ ในหอสมุดแห่งชาติ (ท่าวาสุกรี) ก่อนจะเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในสมัยรัตนโกสินทร์ นับเป็นเรื่องที่นิยมมากที่สุดในการนำมาเขียนลายรดน้ำบนตู้พระไตรปิฎก  

[1] พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เล่ม ๒ (กรุงเทพฯ: แสงดาว, ๒๕๕๘), ๔๘๕-๔๘๖.

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

          หลักฐานสมุดภาพพระมาลัยมีปรากฏตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย หากแต่ที่พบมากคือช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ เรื่องพระมาลัยมักถูกบันทึกในสมุดข่อย (สมุดไทยขาว) เขียนด้วยอักษรขอมภาษาบาลี ส่วนใหญ่มักเขียนภาพอยู่ตอนปลายทั้งสองของกระดาษ เว้นพื้นที่ตอนกลางสำหรับบรรจุตัวหนังสือ ในส่วนของภาพจำแนกได้อยู่ในประเภทงานจิตรกรรม สมุดภาพพระมาลัยมีแบบแผนเฉพาะที่สืบต่อกันมา เช่น การเริ่มต้นด้วยภาพเทพพนม ๑ คู่ ถวายอัญชลีแสดงความเคารพต่อพระธรรม ภาพภิกษุ ๔ รูป กำลังสวดอภิธรรมหรือสวดมาลัยตามธรรมเนียมการสวดศพ ภาพพระมาลัยขณะโคจรบิณฑบาตและแสดงเทศนาเพื่อนำข่าวจากสัตว์นรกมาแจ้งแก่บรรดาญาติพี่น้อง ภาพพระมาลัยโปรดสัตว์แสดงธรรมเทศนาเพื่อแจ้งความตามเทวโองการของพระโพธิสัตว์ศรีอาริย์เมตไตรยแก่ฝูงชน ภาพปลงอสุภะชักผ้าบังสุกุลหรือฉากงานศพ ซึ่งนิยมวาดท้ายเล่มสมุดภาพพระมาลัย

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

          ในช่วงราวร้อยปีแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ สมุดภาพพระมาลัยนับเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป กล่าวคือมีปรากฏแทบทุกวัดในภาคกลางและภาคใต้ ชาวบ้านมักว่าจ้างจิตรกรและช่างเขียนทำสมุดภาพพระมาลัยเป็นสมุดข่อยถวายวัดแทนสมุดภาพชุดเดิมที่เสื่อมสภาพอันถือเป็นการทำบุญวิธีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ด้วยวัสดุที่เป็นกระดาษจึงมักเกิดปัญหาความชื้น ตลอดจนการเสื่อมความนิยมในประเพณีการสวดพระมาลัย ทำให้สมุดภาพพระมาลัยสูญหายไปเกือบหมดสิ้นตามกาลเวลา

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

          สำหรับสมุดภาพพระมาลัยของวัดพระรูป เขียนบนสมุดภาพไทยขาวด้วยอักษรไทยและอักษรขอมภาษาบาลีอายุราวต้น-กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นงานเขียนในรูปแบบกลอนสวด เป็นหลักฐานแสดงถึงความนิยมในการสวดพระมาลัยที่วัดพระรูปในอดีต ในส่วนของภาพจิตรกรรมนั้นครบถ้วนเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่กล่าวมา และมีความงามเป็นเอกอุ นับเป็นสมุดภาพที่มีความสมบูรณ์ในเนื้อหาและคุณค่าในด้านงานจิตรกรรมมากชิ้นหนึ่ง

คติความเชื่อพระมาลัย 
            เรื่องพระมาลัยมีปรากฏใน “มาลัยสูตร” อันเป็นสูตรนอกพระไตรปิฎกที่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง เดิมเชื่อว่าแต่งขึ้นในลังกาเพราะมีเรื่องราวเกี่ยวกับลังกาทวีป ระยะต่อมามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าคัมภีร์พระมาลัยอาจแต่งขึ้นในอุษาคเนย์ โดยเริ่มต้นในดินแดนมอญก่อนจะแพร่หลายเข้ามายังล้านนาและสุโขทัย สืบเนื่องไปยังเขมรและลาวซึ่งต่างนับถือพระมาลัยด้วยกันทั้งสิ้น กรณีของไทยเค้าเงื่อนเกี่ยวกับพระมาลัยปรากฏอยู่ในรายชื่อคัมภีร์ในบานแพนกของไตรภูมิพระร่วง แต่งโดยพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. ๑๘๘๘ หรือในช่วงอยุธยาตอนปลาย เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ก็ได้นิพนธ์พระมาลัยคำหลวงขึ้น ความนิยมเรื่องพระมาลัยปรากฏอยู่อย่างแพร่หลายในพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ เห็นได้จากการสร้างสรรค์วรรณกรรมพระมาลัยขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะรูปแบบ “พระมาลัยกลอนสวด”

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

            พระมาลัยเป็นเรื่องของพระอรหันต์ชาวลังกานามว่า “พระมาลัยเทวเถระ” ผู้มีอิทธิฤทธิ์สามารถลงไปแดนนรกเพื่อโปรดสัตว์นรกหรือขึ้นไปบนแดนสวรรค์ได้ทุกชั้น และนำสิ่งที่พบเห็นมาเทศนาแก่มนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดความเลื่อมใสในความเชื่อบาปบุญคุณโทษ ในด้านงานศิลปกรรมเรื่องพระมาลัยได้รับการสร้างสรรค์เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์วิหาร รวมถึงในรูปแบบสมุดภาพโบราณ ที่เห็นบ่อยครั้งคือภาพพระมาลัยเหาะลอยอยู่เหนือสัตว์นรก ภาพสัตว์นรกที่กำลังถูกทรมานต่างแสดงความดีใจที่พระมาลัยมาแสดงธรรม ภาพพระมาลัยรับดอกบัวจากชายยากจนแล้วหอบเอาดอกบัวเหาะขึ้นสวรรค์ไปบูชาเจดีย์จุฬามณี ภาพพระมาลัยสนทนาธรรมกับพระศรีอาริยโพธิสัตว์ ฯลฯ 

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

            แม้เรื่องราวพระมาลัยจะถูกเขียนเป็นคำกลอนสวด แต่ในทางปฏิบัติเมื่อโบราณจารย์นำเรื่องพระมาลัยมาเล่าใหม่ในสำนวนร้อยแก้ว ก็มักเพิ่มเติมสำนวนโวหารและเรื่องราวต่าง ๆ ให้สนุกสนานยิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน พระนักเทศน์ในท้องถิ่นมักนิยมแต่งเติมบรรยายผลลัพธ์ของการกระทำที่ชั่วร้ายให้ชาวบ้าน เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผู้ปกครองที่โกงกินไม่ยุติธรรม เมื่อตายไปจะเกิดเป็นสัตว์นรกที่มีอัณฑะใหญ่ ส่งกลิ่นเน่าเหม็นห้อยลงมาถึงพื้น คนที่ฆ่าสัตว์ โกหกมดเท็จ โกงกินและไม่ซื่อสัตย์สุจริต จะได้รับผลกรรมเกิดเป็นสัตว์นรกแผลพุพอง หนองเน่าเฟะ บางคนถูกต้มในกระทะทองแดง บางคนถูกนกจิกตีตลอดเวลา ฯลฯ

สมุดภาพพระมาลัยวัดพระรูป

            กล่าวได้ว่า ความเชื่อเกี่ยวกับพระมาลัยคือเครื่องมือน้อมนำใจให้บุคคลกระทำความดีละเว้นจากกรรมชั่ว การบรรยายภาพนรกภูมิมีพลังเพียงพอให้ผู้คนไม่กล้าทำบาป ไม่ใช่เพราะกลัวผลร้ายที่จะเกิดขึ้นในชีวิตนี้เท่านั้น แต่ยังวิตกถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้รับในชาติหน้าด้วย นอกจากนี้ พระมาลัยยังเป็นเครื่องปลอบประโลมให้ผู้คนมีความเชื่อมั่นและรอคอยที่จะเกิดในศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย อันเป็นสังคมในอุดมคติที่กอปรด้วยความสุขสมบูรณ์นานาประการ

ตาลปัตรสวดพระมาลัย
            ในอดีต วัดพระรูปเคยมีการสวดพระมาลัย สิ่งนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของวัดทางภาคกลาง ที่โดยปรกติมักให้มีเทศนาพระมาลัยก่อนการเทศน์มหาชาติ นี่เองที่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านต่างตั้งตารอเทศกาลเทศมหาชาติ เพื่อจะได้ฟังพระสงฆ์เทศนาพระมาลัยและเวสสันดรชาดกซึ่งนับเป็นบุญกุศลใหญ่ นอกจากนี้ แต่เดิมวัดพระรูปยังมีธรรมเนียมการสวดพระมาลัยในงานศพ โดยการสวดจะใช้พระสงฆ์ ๔ รูป เมื่อสวดอภิธรรมจบจึงสวดพระมาลัยถือเป็นการบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้ตาย  

ตาลปัตรสวดพระมาลัยในพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

            การสวดพระมาลัยในงานศพ เข้าใจว่ามีมาแต่กรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และคงมาเสื่อมลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงฟื้นฟูหลักธรรม ตามพุทธศาสนาโดยการก่อตั้งธรรมยุติกนิกาย เพื่อปรับปรุงให้พระสงฆ์มีความเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยให้เป็นที่เลื่อมใสของประชาชน และเนื่องจากเรื่องราวพระมาลัยเกี่ยวพันกับอิทธิปาฏิหาริย์และความเชื่อพระศรีอาริยเมตไตรย จึงขัดแย้งกับหลักความเป็นเหตุเป็นผล การสวดพระมาลัยจึงเป็นสิ่งที่พ้นสมัย หากแต่ตามหัวเมืองชนบทรอบนอกยังคงสืบศรัทธาประเพณีนี้ต่อเนื่องมา
            แม้ทุกวันนี้วัดพระรูปจะไม่มีการสวดพระมาลัยแล้วก็ตาม ทว่า ประจักษ์หลักฐานถึงการเคยมีอยู่ของประเพณีนี้ก็คือ สมุดภาพพระมาลัย หีบพระมาลัย และตาลปัตรไม้ไผ่สานจำนวน ๔ คัน ที่เคยใช้สวดพระมาลัย

ใบเสมารุ่นที่สองของวัดพระรูป
            ใบเสมาวัดพระรูปรุ่นที่ ๒ พบจำนวน ๗ ใบ ตามประวัติกล่าวว่าเป็นใบเสมาของอุโบสถหลังเก่าก่อนการบูรณะ โดยพระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ใบเสมาชุดนี้เป็นหินสีเทา ขนาดโดยรวมสูงประมาณ ๗๐ ซม. กว้างประมาณ ๓๒ ซม. และหนาประมาณ ๖ ซม. ลักษณะรูปทรงเป็นแท่งสูงแบน เส้นรอบนอกคล้ายกับทรงเจว็ด เอวเสมาคอดมีกระหนกที่งอนขึ้นมาด้านข้าง ยอดใบเสมาผายออกเล็กน้อยปลายยอดแหลม มีการสลักลวดลายที่เหมือนกันทั้งสองด้าน โดยสลักลายด้านหน้าละเอียดประณีตกว่าด้านหลัง ลวดลายบนใบเสมาส่วนใหญ่เป็นลายดอกไม้ใบเทศ สลักประดับในทุกส่วนทั้งยอดเสมา อกเลา ทับทรวง โคนเสมา ส่วนฐานเสมาเป็นลายกลีบบัวหงายซ้อนกัน

ใบเสมาอุโบสถวัดพระรูป

            ลักษณะเด่นบนใบเสมาชุดนี้คือ ลายดอกไม้ ๒ ดอกกลางใบเสมา ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีปรากฏมาก่อนในใบเสมาสมัยอยุธยาตอนปลาย อาทิ ใบเสมาวัดพรหมนิวาส จ.พระนครศรีอยุธยา และนิยมสืบเนื่องมาในสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ ๔ อาทิ ใบเสมาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดพระแก้ว) ใบเสมาวัดอรุณราชวราราม ใบเสมาวัดสระเกศ กรุงเทพฯ ใบเสมาวัดเขมาภิรตาราม จ.นนทบุรี เป็นต้น นักวิชาการวิเคราะห์ว่าวงกลม ๒ วงบนใบเสมานั้นหมายถึง สุริยมณฑล (พระอาทิตย์) และจันทรมณฑล (พระจันทร์) อันเป็นสัญลักษณ์ของยอดเขาพระสุเมรุ ที่ประทับของพระอินทร์ตามคติการนับถือบูชาพระอินทร์ ใบเสมาในคตินี้ยังนิยมล้อมรอบด้วยรูปนาคตามเรื่องเล่าว่าพระอินทร์มีภาระในการปราบนาควฤตราเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ[1] และโดยทั่วไปยังเชื่อกันด้วยว่านาคนั้นเป็นสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ด้วย อย่างไรก็ดี ด้วยรูปแบบของใบเสมาวัดพระรูปที่ไม่มุ่งเน้นการทำรูปวงกลม ๒ วงและรูปนาคด้านข้างใบเสมา จึงแสดงให้เห็นถึงความคลี่คลายไปจากรูปแบบที่สร้างตามอินทรคติอย่างมากแล้ว

หลวงพ่อดีเก็บรักษาใบเสมาอุโบสถวัดพระรูป

            ใบเสมาของวัดพระรูปชุดนี้อาจกำหนดอายุได้จากรูปแบบและลวดลายบนใบเสมา ที่เป็นลายดอกไม้ใบเทศและมีรูปแบบท